เมืองปราสาทหิน ณ ดินแดนอีสานใต้

บันทึกการเดินทาง

2...เดินทางออกจากเมืองอุบล เข้าสู่จังหวัดศรีสะเกษอีกครั้ง แล้วก็เปิด "บันทึกการเดินทาง" ด้วยการสัมผัสปราสาทขอม ที่ขนาดใหญ่และสมบูรณ์ที่สุด คือปราสาทสระกำแพงใหญ่ ภายในวัดสระกำแพงใหญ่ บ้านกำแพงใหญ่ ตำบลสระกำแพงใหญ่ อำเภออุทุมพรพิสัย โดยเส้นทางในการสัญจร ขอเริ่มต้นจากตัวเมืองแล้วกัน ใช้ทางหลวงหมายเลข 226 (ศรีสะเกษ-อุทุมพรพิสัย) ห่างไปราว 26 กิโลเมตร และห่างตัวอำเภอ 2 กิโลเมตร

เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณอาราม ผมเดินตรงเข้าสักการะต่อ หลวงพ่อนาคปรก โดยตั้งนะโม 3 จบ ตามด้วยคำบูชาที่ว่า วะตะจะ วะตะจะ วะตะจะ แล้วขอตั้งอธิษฐานจิต สิ่งที่หวังสำเร็จด้วยเทอญ ต่อจากนั้นก็เริ่มตระเวนชื่นชม ตามองค์ปราสาททั้ง 3 องค์ ที่เรียงเป็นแนวบนฐานเดียวกัน องค์ปรางค์ประธานอยู่ตรงกลางนั้น ก่อด้วยหินทรายเสริมด้วยอิฐ ทับหลังจำหลักเป็นภาพพระอินทร์ ทรงช้างบนแท่นเหนือหน้ากาล

ปรางค์อีก 2 องค์อยู่ข้างๆ เป็นปรางค์ที่ก่อด้วยอิฐ ส่วนที่ตกแต่งทำจากหินทราย อย่างทับหลัง กรอบหน้าบัน และกรอบเสาประตู ด้านหลังองค์ปรางค์ทางทิศใต้ ยังมีปรางค์ก่ออิฐอีก 1 องค์ ทางด้านหน้ามีวิหารก่ออิฐ 2 หลัง ล้อมรอบไปด้วยระเบียงคด ก่อสร้างด้วยศิลาแลงและหินทราย มีโคปุระหรือซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ ส่วนวิหารทางด้านเหนือ มีทับหลังภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ อยู่เหนือพระยาอนันตนาคราช ท่ามกลางเกษียรสมุทร ขณะที่วิหารทางด้านทิศใต้ ทับหลังสลักเป็นรูปพระอิศวรกับพระอุมา ประทับนั่งเหนือโคนนทิ

ปราสาทสระกำแพงใหญ่ อยู่ในความดูแลของ กองโบราณคดี กรมศิลปากร พร้อมขุดพบโบราณวัตถุจำนวนมาก รวมถึงค้นพบพระพุทธรูปปางสมาธิ พระพิมพ์ดินเผา หรือพระพุทธรูปนาคปรก ที่มีความสมบูรณ์และสวยงาม

จากหลักฐานลวดลาย ที่ปรากฏบนหน้าบัน ทับหลัง และโบราณวัตถุ โดยเฉพาะจารึกที่หลืบประตูปราสาท สันนิษฐานว่า ปราสาทสระกำแพงใหญ่ สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 ตรงกับศิลปะขอมแบบบาปวน เป็นเทวาลัยถวายแด่พระศิวะ ต่อมาประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 มีการเปลี่ยนแปลงเป็นวัด ในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน

ต่อจากนั้นทางหลวงหมายเลข 226 นำรถเราเข้าสู่จังหวัดสุรินทร์ แล้วมุ่งสู่อำเภอศีขรภูมิ เพื่อแวะถ่ายรูปที่ ปราสาทศีขรภูมิ สักพัก

จะถ่ายภาพอย่างเดียวได้ไง ต้องศึกษาให้รอบรู้สักหน่อย ว่ากันว่า ปราสาทศีขรภูมิ เป็นศาสนสถานฮินดู ลัทธิไศวะนิกาย นับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้า เป็นศูนย์กลางทางศาสนาฮินดู ช่วงครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 17-18 แต่ราวพุทธศตวรรษที่ 22-23 ได้รับการดัดแปลงเป็นวัด ในศาสนาพุทธลัทธิหินยาน ประจำชุมชนในบ้านปราสาท

มีหลักฐานสำคัญปรากฏ คือ ศิลาจารึก วงกบ ขอบประตูทิศใต้ ที่ปราสาทบริวาร และด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีอักษรธรรมภาษาไทย-บาลี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 22-23 กล่าวถึงพระเถระผู้ใหญ่และท้าวพระยา ร่วมกันบูรณะปราสาทศีขรภูมิ ให้เป็นอารามในพระพุทธศาสนา โดยภายในห้องครรภคฤหะของปราสาทประธาน ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป รวมถึงยอดปราสาทประธาน ถูกดัดแปลงเป็นพระธาตุศิลปะแบบลาว

ปราสาทศีขรภูมิ มีปราสาทจำนวน 5 หลัง หันไปทางทิศตะวันออก แต่ละหลังมีลักษณะเหมือนกัน ตัวปราสาทก่อด้วยอิฐ หินทราย และศิลาแลง แผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีประตูด้านเดียวทางทิศตะวันออก บนฐานศิลาแลงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ถูกล้อมรอบด้วยคูน้ำ ยกเว้นทิศตะวันออกและทิศตะวันตก เป็นทางเดินสู่ตัวปราสาท

เดิมปราสาทศีขรภูมิทั้ง 5 มีภาพสลักตกแต่งไว้มากมาย แต่เนื่องจากเคยถูกทิ้งร้าง จึงมีสภาพทรุดโทรมไปมาก เหลือสภาพปราสาทสมบูรณ์เพียง 2 องค์ คือปราสาทประธาน และปราสาทบริวาร ที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ รวมถึงทับหลังที่เหลือเพียงบางส่วน อาทิ ทับหลังหินทรายเหนือวงกบประตู ทางเข้าปราสาทประธาน ที่สลักเป็นภาพพระศิวะนาฏราช 10 กร ทรงร่ายรำอยู่บนหงส์ 3 ตัว อยู่เหนือหน้ากาล แวดล้อมไปด้วยบริวารที่ร่วมทรงดนตรี มีพระวิษณุและพระอุมา อยู่ทางด้านขวา ขณะที่พระพรหมและพระพิฆเนศ อยู่ทางด้านซ้าย เป็นศิลปะขอมสมัยนครวัด ประมาณครึ่งศตวรรษที่ 17

สัมผัสกับความสง่างาม ของปราสาทศีขรภูมิไปแล้ว จำต้องเดินทางกันต่อไป คราวนี้ทางหลวงหมายเลข 226 เป็นทางหลวงแผ่นดินระหว่างจังหวัด นำพาข้ามมาสู่จังหวัดบุรีรัมย์ จากนั้นก็ใช้ทางหลวงหมายเลข 2208 ทางหลวงแผ่นดินระหว่างอำเภอ หรือเส้นทางสู่แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัด เพื่อนำเข้าสู่อำเภอประโคนชัย

ปราสาทเมืองต่ำ ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นจุดหมายปลายทาง แห่งการท่องเที่ยวในวันสุดท้าย

เริ่มเรียนรู้ถึงความเป็นมากันก่อน โดยที่ปราสาทเมืองต่ำ แผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 120 X 127 เมตร ก่อด้วยอิฐ หินทราย และศิลาแลง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ศาสนสถานประจำเมือง หรือประจำชุมชน สร้างตามคติความเชื่อ ทางศาสนาฮินดู คงสร้างเพื่อถวายพระศิวะ ตำแหน่งที่ตั้งของปราสาท อยู่บนเส้นทางอารยธรรมขอม จากเมืองพระนครในกัมพูชา เคลื่อนขึ้นไปทางเหนือ ผ่านเทือกเขาพนมดงรัก แล้วผ่านกลุ่มปราสาทตาเมือง ผ่านปราสาทเมืองต่ำ สู่ปราสาทพนมรุ้ง และต่อไปยังปราสาทพิมาย

หลังจากเดินทะลุซุ้มประตู ตรงกำแพงแก้วประดับบราลี โดยกำแพงก่อด้วยศิลาแลง แผนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า แล้วก็มาหยุดถ่ายภาพ ตรงสระน้ำรูปตัวแอล สระทั้งสี่กรุด้วยศิลาแลง เรียงขั้นบันไดลงไปก้นสระ ขอบบนสลักพญานาคหินทราย ทอดตัวตามแนวขอบสระ แล้วชูคอแผ่พังพานตรงมุมสระ ซึ่งพญานาคมี 5 เศียร ลักษณะเกลี้ยงไม่มีรัศมี หรือไม่มีเครื่องประดับ เป็นศิลปะขอมแบบบาปวน ราวครึ่งหลังศตวรรษที่ 16

ตรงมุมสระน้ำมีนาคชูคอ มุมยอดนิยมในการถ่ายภาพ จึงเก็บภาพให้สมใจหวัง แล้วเดินตรงไปชมบรรณาลัย เป็นหอเก็บรักษาพระคัมภีร์ หรือหนังสือสำคัญทางศาสนา อาจใช้เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพ ก่อด้วยอิฐบนฐานศิลาแลง มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตั้งอยู่ด้านหน้ากลุ่มปราสาทอิฐ หันหน้าเข้าหาปราสาทประธาน

ต่อไปเข้าสู่กลุ่มปราสาทอิฐ เป็นอาคารสำคัญที่สุด อยู่ตรงกลางแผนผัง เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพ พร้อมประกอบพิธีบวงสรวงเทพเจ้า ปราสาทอิฐทั้ง 5 อยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน องค์ปราสาทก่ออิฐเรียง 2 แถว แถวหน้า 3 องค์ แถวหลัง 2 องค์ ซึ่งกลุ่มปราสาทอิฐ เป็นสัญลักษณ์แทนเขาพระสุเมรุ ศูนย์รวมแห่งจักรวาล

ตรงกลางของแถวหน้า ของกลุ่มปราสาทอิฐ เป็นปราสาทประธาน ขนาดใหญ่กว่าปราสาทบริวาร แต่หักเหลือเพียงฐาน รูปแบบเหมือนปราสาทบริวาร จากการขุดแต่งพบว่า ปราสาทประธานมีมุขด้านหน้า ประดับตกแต่งผนังด้วยปูนปั้น จึงทำให้ปราสาทพังลงมา และยังสันนิษฐานกันอีกว่า คงเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์

ส่วนปราสาทบริวาร มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีประตูเข้าออกทางเดียว อยู่ทางด้านทิศตะวันออก เหนือกรอบประตูขึ้นไป แกะสลักเป็นทับหลังสวยงาม ตามผนังด้านอื่นๆก่อทึบ แล้วทำเป็นประตูหลอก มีอกเลาอยู่ตรงกลาง เลียนแบบบานประตูไม้ เหนือเรือนธาตุเป็นชั้นหลังคา ส่วนยอดซ้อนลดหลั่นขึ้นไป 5 ชั้น แต่กลับพังทลายเหลือเพียง 2 ชั้น ยอดบนสุดของปราสาทแต่ละหลัง ประดับประดาด้วยบัวยอด แกะสลักเป็นรูปกลีบบัว ที่ทำมาจากหินทราย ชั้นแรกเป็นรูปกลีบบัวบาน ตรงกลางเป็นกลีบบัวซ้อนกัน 2 ชั้น

ยังถ่ายภาพไม่หนำใจ เพียงฝนสามสี่เม็ดปะทะกล้อง ผมและเพื่อนๆหลบกันอุตลุด แล้วพร้อมใจไปจุดหมายอื่น คือปราสาทบนเทือกเขา

ทางหลวงหมายเลข 24 จากอำเภอประโคนชัย สู่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ตำบลตาเป็ก บ้านตาเป็ก เป็นที่ตั้ง อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง

เมื่อรถมาจอดเงียบเสียง พร้อมการติดตามของสายฝน แต่คราวนี้สิ้นฤทธิ์ไปแล้ว ทำให้การท่องเที่ยวของเรา กลับมีรสมีชาติเพิ่มยิ่งขึ้น

ภายในอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง มีโบราณสถานที่สำคัญ คือปราสาทหินพนมรุ้ง ตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟ ที่ดับสนิทไปนานแล้ว มีความสูงประมาณ 200 เมตร ซึ่งคำว่า พนมรุ้ง หรือ วนํรุง ภาษาเขมรแปลว่า ภูเขาใหญ่ นั่นเอง

ปราสาทหินพนมรุ้ง เทวสถานศาสนาฮินดู ในลัทธิไศวนิกาย มีการบูรณะก่อสร้าง ต่อเนื่องมาหลายสมัย ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 14 ถึงพุทธศตวรรษที่ 17 และในพุทธศตวรรษที่ 18 สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอม นับถือศาสนาพุทธลัทธิมหายาน ปราสาทหินพนมรุ้ง จึงรับการเปลี่ยนแปลง เป็นศาสนสถานในศาสนาพุทธ

ตัวปราสาทพนมรุ้ง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ประกอบด้วยอาคาร และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ตั้งเรียงรายขึ้นไป จากทางขึ้นจนถึงปรางค์ประธาน บนยอดอันเปรียบเสมือนวิมาน เป็นที่ประทับของพระศิวะ ตรงบันไดทางขึ้นช่วงแรกนั้น ทำเป็นตระพัง หรือสระน้ำ 3 ชั้น ผ่านขึ้นสู่พลับพลาชั้นแรก จากนั้นจะเป็นทางเดิน มีเสานางเรียงปักอยู่ ตามขอบทางทั้งสองเป็นระยะ ซึ่งทางเดินสู่สะพานนาคราช เปรียบเสมือนจุดเชื่อมต่อ ระหว่างแดนมนุษย์กับสรวงสวรรค์ ด้านข้างทางเดินทางทิศเหนือ มีพลับพลาศิลาแลงหลังหนึ่ง เรียกกันว่า โรงช้างเผือก พอสุดสะพานนาคราช เป็นบันไดทางขึ้นสู่ปราสาท ทำเป็นชานพักเป็นระยะๆ 5 ชั้น สุดบันไดเป็นชานชาลาโล่งกว้าง ก็ยังมีทางนำไปสู่สะพานนาคราช ตรงประตูกลางของระเบียงคด ใช้เป็นเส้นทางเดินหลัก ที่ผ่านเข้าสู่ลานชั้นในของปราสาท และจากประตูกลางนี้เอง ก็ยังมีสะพานนาคราช รอรับอยู่อีกช่วงหนึ่ง ก่อนเข้าไปถึงตัวปรางค์ประธาน

มาถึงปรางค์ประธานแล้วครับ อยู่ตรงศูนย์กลาง ของลานปราสาทชั้นใน มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ย่อมุมมณฑป มีห้องโถงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตัวปรางค์ประธานตั้งแต่ฐาน ผนังด้านบนและล่าง รวมถึงเสากรอบประตู เสาติดผนัง ทับหลัง หน้าบัน ซุ้มชั้นต่างๆ ตลอดจนกลีบขนุนปรางค์ ล้วนสลักลวดลายละเอียด บ้างก็เป็นลายดอกไม้ ภาพฤาษี เทพประจำทิศ ศิวะนาฏราช ซึ่งทับหลังและหน้าบัน ที่อยู่ด้านหน้าปรางค์ประธาน ลักษณะของลวดลาย ช่วยให้กำหนดได้ว่า สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 17

ลานชั้นในด้านตะวันตกเฉียงใต้ มีปรางค์ขนาดเล็กหนึ่งองค์ จากหลักฐานทางศิลปกรรม ที่ปรากฏให้เห็น เช่น ภาพสลักหน้าบัน ทับหลัง ทำให้เราทราบได้ว่า มีการสร้างก่อนปรางค์ประธาน ราวพุทธศตวรรษที่ 16 ยิ่งไปกว่านั้น ฐานปรางค์ก่อด้วยอิฐ มีอายุเก่าแก่ลงไปอีก คือราวพุทธศตวรรษที่ 15 อยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

ทางกรมศิลปากร ซ่อมแซมและบูรณะปราสาทหินพนมรุ้ง ด้วยวิธีอนัสติโลซิส (Anastylosis) โดยรื้อของเดิมลงมา แล้วทำรหัสติดไว้ จากนั้นทำฐานใหม่ นำส่วนที่รื้อ รวมถึงที่พังลงมา ไปก่อใหม่ที่เดิม ด้วยวิธีการสมัยใหม่

เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ปี 2531 วันที่ 21 พฤษภาคม 2531 จึงมีพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อย่างเป็นทางการ โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธานในพิธี

แล้วก็ต้องสิ้นสุด "บันทึกการเดินทาง"

โดยมีปราสาทหิน เป็นแก่นสาระความรู้ ในภาคอีสานของประเทศไทย อย่างที่เราเดินทางท่องเที่ยว ในจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี มีหลักฐานทางวัฒนธรรม ต่อเนื่องมาหลายยุคสมัย ปราสาทหินเก่าแก่ ก่อด้วยอิฐ หินทราย และศิลาแลง ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ที่ชวนให้ค้นคว้าเรียนรู้ต่อไป