อุโบสถดินพอเพียงแห่งแรกในไทย

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

เนื่องในโอกาสมิ่งมหามงคลที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 86 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2556 และ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชันษาครบ 100 ปี ในวันที่ 3 ตุลาคม 2556 คอลัมน์ศรัทธาสัญจรจึงเดินทางไปยังวัดป่าพุทธนิมิตสถิตสีมาราม บ้านห้วยยาง ต.เหล่าโพนค้อ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร เพื่อเก็บภาพพระอุโบสถดินแห่งแรกในไทย อันเป็นต้นแบบการสร้างวัดแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2554 โดยมีการนำดินจากสังเวชนียสถาน 4 แห่ง คือ สถานที่ประสูติ สถานที่ตรัสรู้ สถานที่แสดงปฐมเทศนา และสถานที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า จากประเทศเนปาล และอินเดีย มาผสมและใช้ในการก่อสร้างเพื่อความเป็นสิริมงคลในการสร้างอุโบสถดิน

โครงการสร้างอุโบสถดิน 4 ภาค 9 แห่ง ในพระสังฆราชูปถัมภ์ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่วัดที่ยังไม่มีอุโบสถนี้ สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ร่วมกับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรมราชทัณฑ์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ได้น้อมถวายการสร้างพระอุโบสถดินแห่งแรก วัดป่าพุทธนิมิตสถิตสีมาราม จ.สกลนคร เป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 84 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554และเพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ฉลองวาระครบ 23 ปี แห่งการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในปีนั้น โดยเน้นให้อุโบสถดินมีความแข็งแรง ก่อสร้างเสร็จอย่างรวดเร็ว ดูแลรักษาง่าย ใช้วัสดุในพื้นที่ สะดวกต่อการบูรณะซ่อมแซม ประหยัด ใช้งบประมาณไม่เกิน2ล้านบาท อันเป็นไปตามพระประสงค์ของสมเด็จพระสังฆราชฯ

สำหรับพื้นที่จัดสร้างอุโบสถดิน 4 ภาค 9 แห่ง สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชได้เลือกไว้แล้ว ดังนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วัดป่าพุทธนิมิตสถิตสีมาราม บ้านห้วยยาง ต.เหล่าโพนค้อ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร วัดบุเจ้าคุณ ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และวัดสิงห์ทอง บ้านหนองแซง ต.โพนงาม อ.กุดชุม จ.ยโสธร ภาคใต้ วัดสันติวรคุณ บ้านสำนักขาม ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา ภาคกลาง วัดตอยาง ต.หนองโดน อ.หนองโดน จ.สระบุรี และวัดพระธาตุโป่งนก ต.ด่านมะขามเตี้ย อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ภาคเหนือ วัดป่านันทบุรีญาณสังวราราม บ้านผาตูบ ต.ผาสิงห์ อ.เมือง จ.น่าน และวัดป่าห้วยปางห้วยเม็งเฉลิมพระเกียรติ ต.ดอนเปา อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ภาคตะวันออก วัดทับทิมสยาม 01 บ้านทับทิมสยาม 01 ต.ด่านชุมพล อ.บ่อไร่ จ.ตราด

ใช้เวลาเพียง 1 ปี ในปี 2555 พระอุโบสถดิน ณ วัดป่าพุทธนิมิตสถิตสีมาราม ก็ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จด้วยพระบารมีและแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ขนาดของอุโบสถดิน มีขนาดกว้าง 7 เมตร ยาว 15 เมตร รองรับพระภิกษุได้ไม่น้อยกว่า 50 รูป ส่วนแรงงานที่จะนำมาจัดสร้างจะเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำที่กำลังจะพ้นโทษและผ่านการอบรมการฝึกอาชีพก่อสร้างบ้านดินของกรมราชทัณฑ์ มาร่วมจัดสร้างด้วย พระอุโบสถดินแห่งนี้ มีการตกแต่งแบบร่วมสมัย โดยใช้ภาพจิตรกรรมศิลปะสมัยใหม่ของ หนูแดง เย็นสบาย จิตรกรที่มีชื่อเสียงของไทย ที่มีผลงานในสนามบินโดฮา ประเทศกาตาร์ มาประดับภายในอุโบสถ ซึ่งเป็นภาพแนวแอ็บสแทรค ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา หมายถึงเปลวรัศมีปัญญาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ที่ต้องใช้จินตนาการในการรับชม นอกจากนี้ที่พักสงฆ์และที่พักพุทธศาสนิกชน ยังมีความร่วมสมัยสไตล์โมเดิร์น โดยเฉพาะห้องน้ำที่สร้างด้วยวัสดุราคาไม่แพง ต้นทุนไม่เกิน 10,000 บาท แต่ออกมาดูดี เพราะฉาบแบบปูนเปลือย จึงดูเหมือนหรูหรา แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นห้องน้ำแบบพอเพียงที่ต้นทุนไม่แพง แต่อำนวยความสะดวกได้ครบครัน

หลังจากที่พระอุโบสถดินหลังแรกเสร็จสมบูรณ์ สมเด็จพระสังฆราชฯ ได้ประทานพระพุทธศรีสุวัฒนเทวรัตนมุนี สร้างจากหินหยกจากแม่น้ำคงคา ประเทศอินเดีย ทั้งองค์ ทรงเครื่องประดับนพรัตน์ มาประดิษฐานเป็นพระประธานในอุโบสถดินหลังนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานวิสุงคามสีมา ตั้งเป็นวัดอย่างถูกต้องเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2554 สถาปนิกผู้ออกแบบอุโบสถดิน คือ ลอยหล้า ชิตเดชะ ผู้อำนวยการกองออกแบบและก่อสร้าง สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม เล่าว่า

"โบสถ์ดินได้ดำเนินการแล้วเสร็จมาตั้งแต่ปี 2554 โดยยึดหลักการออกแบบตามสถาปัตยกรรมโบสถ์ของภาคอีสานที่เรียกว่า 'สิม' มีประตูเข้าทางเดียวที่เรียกว่า โบสถ์มหาอุตม์ นอกจากนี้ได้เพิ่มเติมส่วนของกุฏิแฝดขึ้นมาอีก 3 หลัง พร้อมเจดีย์ ซึ่งเหมือนกับสร้างวัดขึ้นมาอีกแห่ง ใช้งบประมาณก่อสร้างราว 1,500,000 บาท เพราะใช้ดินในพื้นที่ แรงงานของชาวบ้านร่วมกับแรงงานของนักโทษชั้นดีจากเรือนจำเขากลิ้ง และตอนหลังได้แรงงานจากเรือนจำชั่วคราวบ้านนาอ้อยมาสมทบด้วย ใช้เวลาก่อสร้างราว 1 ปี 4 เดือน พร้อมด้วยการบริจาคการสร้างประตูหน้าต่างของอดีต ผวจ.สกลนคร ส่วนพระประธานเป็นองค์จำลองของพระแก้วมรกตที่อยู่บนฐานชุกชีที่เป็นดิน คุณสมบัติของดินที่ในหน้าร้อนอุณหภูมิภายในจะเย็น หน้าหนาวจะอบอุ่น การก่อสร้างเพิ่มความแข็งแรงด้วยการเทปูนหล่อคอนกรีตฐานรากเพิ่ม ส่วนกำแพงใช้ก้อนดินที่อัดมาเรียงเป็นผนังทั้งหมด"

วัดป่าพุทธนิมิตสถิตสีมาราม สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2470 สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต เนื่องจากอุโบสถหลังเดิมที่สร้างด้วยไม้ผุพังไปตามเวลา สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช จึงได้พิจารณาพื้นที่ก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่เป็นอุโบสถดินขึ้นที่นี่ เพราะวัดป่าพุทธนิมิตสถิตสีมาราม เป็นสถานที่สัปปายะ มีภูมิทัศน์สวยงาม ติดกับ "อ่างเก็บน้ำห้วยโท-ห้วยยาง" ซึ่งเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2532 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอ่างเก็บน้ำและได้ประทับเสวยพระกระยาหารค่ำรับรองคณะทูตานุทูตจากต่างประเทศ ณ ที่แห่งนี้ ทรงพระราชดำริว่าอ่างเก็บน้ำห้วยโท-ห้วยยาง มีภูมิประเทศสวยงาม คือมีแหล่งน้ำ และภูเขา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ปิดป้าย ณ บริเวณใกล้กับอ่างเก็บน้ำห้วยโท-ห้วยยาง ว่า "พัทยาน้อย" พระปรีชาสามารถและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ทำให้ประชาชนในพื้นที่ยากจนที่สุดในจังหวัดสกลนคร เพราะความแห้งแล้ง ปลูกข้าวได้ไม่พอบริโภค ปัจจุบันพื้นที่นี้สามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง และเป็นหมู่บ้านที่มีรายได้จากการเพาะกล้าไม้ส่งขายปีละไม่ต่ำกว่า 27 ล้านต้น มีรายได้ประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี ทำให้นักวิชาการทั้งในและต่างประเทศมาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก ด้วยเป็นต้นแบบของการพลิกชีวิตประชาชนจากยากจนมาอยู่ดีกินดี

ก่อนการสร้างพระอุโบสถดิน สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชได้ไปศึกษาดูงานการทำบ้านดิน ณ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง ในสังกัดเรือนจำกลางเพชรบุรี เห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะประยุกต์นำมาสร้างอุโบสถดิน ของวัดป่าพุทธนิมิตสถิตสีมาราม เนื่องจากมีความแข็งแรง ทนทาน ดูแลรักษาง่าย สะดวก เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ก็ถือพระอุโบสถที่ก่อสร้างด้วยดินแห่งแรกของประเทศไทยนี้เป็น "ต้นแบบวัดพอเพียง" เพราะศรัทธาที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่หมายถึงการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาให้พุทธศาสนิกชนเรียนรู้โดยการประพฤติดีปฏิบัติชอบ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น สำคัญที่สุดคือ สามารถเข้าถึงแก่นแท้ในคำสอนของพระพุทธองค์ เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติต่อไป