เชฟบันลือโลกของเฟซบุ๊ค

คนดังต่างแดน

โจเซฟ เดสิโมน หัวหน้าพ่อครัวของเฟซบุ๊ค เสียชีวิตอย่างกะทันหันจากอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา

ในวันที่โจเซฟเสียชีวิต มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คของเขา แจ้งข่าวการจากไปของเชฟโจเซฟ ด้วยเนื้อหาประมาณว่า...

โจเซฟเป็นหนึ่งในตำนานของเฟซบุ๊ค ซึ่งได้เข้ามาร่วมงานตั้งแต่ ปี 2008 เป็นผู้ที่สร้างทีมพ่อครัวของเฟซบุ๊คขึ้นมาจากลูกจ้างเพียงไม่กี่คน จากห้องอาหารห้องเดียวในท่ามกลางร้านอาหารระดับเวิลด์คลาสเป็นโหล แต่อาหารของเขาไม่เคยด้อยทั้งเรื่องของคุณภาพและใส่ใจทุกรายละเอียด โจเซฟยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดวัฒนธรรมของคนในองค์กรอีกด้วย

เมื่อหมดหน้าที่จากเฟซบุ๊ค ทุกสุดสัปดาห์ โจเซฟจะขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจออกไปทำงานอาสาสมัครที่องค์กรทหารผ่านศึก บางทีก็ไปทำอาหารเช้าให้กับเหล่านักผจญเพลิง หรือช่วยงานสาธารณประโยชน์อื่นๆ เพราะเขาเชื่อมั่นในการใช้ชีวิตของการเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ

สำหรับ มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก การจากไปของโจเซฟไม่ได้เป็นการสูญเสียเชฟคนเก่งที่มีพรสวรรค์ไปเท่านั้น หากแต่เป็นการสูญเสียเพื่อนคนสำคัญ ที่ปรึกษา และผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างยิ่งใหญ่ให้กับเฟซบุ๊ค

...

ภายในบริเวณสำนักงานของเฟซบุ๊ค มีสถานีของว่าง 8 สถานี กับคาเฟทีเรียอีก 2 ร้าน ซึ่งจัดเต็มอาหารสำหรับให้พนักงานกินวันละ 3 มื้อ และมีให้กินทุกอย่าง ปฏิบัติการอาหารของเฟซบุ๊ค นำโดย โจเซฟ เดสิโมน พร้อมเชฟระดับหัวหน้าอีกสองคน และเชฟของหวานอีกหนี่งคน ที่ดูแลทีมทำอาหารทั้งหมดกว่าหนึ่งร้อยชีวิต

โจเซฟมักจะพูดบ่อยๆว่า "ผมได้ทำงานที่ดีที่สุดในโลก เพราะผมทำให้คนมีความสุข...เหมือนซานตาคลอส แต่ถือมีดทำครัว"

คุณอาจจะคิดว่า อาหารบริการฟรีสำหรับพนักงานบริษัท ดีที่สุดอย่างมากก็เป็นอาหารคุณภาพดี รสชาติอร่อยใช้ได้ แต่เมนูอาจจะซ้ำๆ และอาหารของพนักงานก็จะต่างกับอาหารของผู้บริหาร...แต่ไม่ใช่ที่เฟซบุ๊คแน่นอนค่ะ เพราะเชฟที่นี่เขามีหน้าที่คิดหาเมนูแปลกๆใหม่ๆ มาให้พนักงานได้อร่อยไม่ซ้ำกัน ในแบบเลิศหรู ดูมีชาติตระกูล ทั้งในด้านของคุณภาพ รสชาติ และหน้าตาของอาหาร ยกตัวอย่างเมนูหรูในแต่ละวัน เช่น ซูชิ ไก่งวงย่าง ไก่ย่างเมล็ดฟักทอง ปลาจะละเม็ดมิโซะยากิ ไก่ป่าย่าง ฯลฯ พร้อมสลัดบาร์และของหวานแสนอร่อย ยิ่งถ้าเป็นมื้อค่ำด้วยแล้ว พนักงานบอกว่าเป็นอาหารจากสวรรค์เลยทีเดียว

เชฟโจเซฟจะไม่เสิร์ฟอาหารอย่างเดียวกันซ้ำสอง เขาจะสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆโดยเปลี่ยนธีมของอาหารให้พนักงานได้ตื่นเต้นกันอยู่เสมอ และบางครั้งก็ได้แรงบันดาลใจมาจากพนักงานเอง เช่น วันหนึ่งเขาคิดเมนูจากสูตรต้มซุปของแม่ของพนักงานคนหนึ่ง วันต่อไป เขาอาจจะทำเมนูของหวานด้วยช็อกโกเลตล้วนๆ จาก ธีม วิลลี่ วองก้า อาหารบางเมนูก็ตั้งชื่อตามชื่อของพนักงาน แฟรงค์ โช วิศวกรด้านระบบเมล์ของเฟซบุ๊ค เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่พ่อครัว บอกว่า "ผมคิดว่า ของผมมีอยู่ 2 - 3 เมนู" หนึ่งในเมนูที่โชแนะนำ กลายเป็นที่มาของก๋วยเตี๋ยวโซบะ ซึ่งทำให้เขามีสมญาหลังจากนั้นว่า "โช-บะ" และเป็นแรงบันดาลใจให้รองหัวหน้าเชฟคนหนึ่งพิมพ์สติ๊กเกอร์คำว่า "Choba approved" หรือประมาณว่า โชบะรับประกันความอร่อย เอาไว้ติดฉลากอาหารประเภทของว่างเลยทีเดียว

โจเซฟยังจัดเมนูสำหรับคนกินเจ คนกินมังสวิรัติ และอาหารปราศจากกลูเตน นอกจากนั้นในแต่ละวัน ยังมีเครื่องดื่มให้เข้ากับเมนูอาหารด้วย เช่น คอกเทล virgin mojitos (เครื่องดื่มของคิวบา) เอาไว้เสิร์ฟกับอาหารคิวบา

วัตถุดิบของโจเซฟเป็นออร์แกนิคกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ และปัจจุบันนี้ แผนกครัวต้องซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเตรียมไว้ให้พอสำหรับความคิดสร้างสรรค์ของโจเซฟด้วย เผื่อว่าวันไหน เขาเกิดนึกอยากทำอะไรพิเศษขึ้นมากะทันหัน

การทำรายการอาหารในแต่ละวัน จะใช้สัญลักษณ์ของสีที่ต่างกัน เพื่อให้ข้อมูลว่า เมนูไหนมีประโยชน์มากที่สุดและน้อยที่สุด นอกจากนั้น ยังมีการแสดงตัวอย่างอาหารที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของสัดส่วนอาหารที่เหมาะสมสำหรับน้ำหนักของแต่ละคนด้วย

พนักงานที่กินอาหารเช้าจะมีประมาณ 750 คน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้าเรื่อยไปประมาณ 3 ชั่วโมง พนักงานสามารถกินอะไรก็ได้ตั้งแต่โยเกิร์ตไปจนถึงวัฟเฟิลมังสวิรัติ โจเซฟเล่าว่า เครื่องคั้นน้ำส้มของเฟซบุ๊คได้รับความนิยมมากที่สุด โดยบริษัทต้องใช้ส้มมากถึงวันละ 600 ปอนด์เลยทีเดียว ส่วนอาหารมื้อกลางวันจะเป็นที่นิยมมากที่สุด แต่ก็มีพนักงานมากกว่าที่ทานอาหารค่ำมากกว่าอาหารเช้า โดยมื้อค่ำจะเสิร์ฟในช่วงเวลา 2 ชั่วโมง ไปจนถึงหลัง 2 ทุ่ม

เมื่อโจเซฟออกจากกูเกิ้ลมาอยู่กับเฟซบุ๊ค ในปี 2008 และต้องมาเป็นผู้บุกเบิกในการสร้างทีมพ่อครัวของเขาขึ้นมา มีลูกจ้างจากกูเกิ้ลทั้งลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราวมาขอสมัครงานถึง 75 คน สำหรับตำแหน่งงานที่เปิดรับ 30 ตำแหน่ง ทุกคนที่มาสมัครต่างก็หวังที่จะได้รับการว่าจ้างเป็นพนักงานประจำ หัวหน้าเชฟอีกสองคนของโจเซฟ คือ โทนี่ คาสเตลลุซซี่ และ ดีน สปิงค์ ทั้งคู่ก็มาจากกูเกิ้ล เหมือนกันกับ ชานอน บูรัม สมญา "เจ้าหญิงน้ำตาล" ของเฟซบุ๊ค ก็เคยเป็นเชฟครัวขนมอบคนแรกของกูเกิ้ลมาก่อน

โจเซฟบอกว่า เขากับพนักงานเติบโตไปพร้อมๆกันที่เฟซบุ๊ค ที่ซึ่งเขารู้สึกว่าได้รับความเคารพและปฏิบัติอย่างให้เกียรติเท่าเทียมกัน และในขณะที่เฟซบุ๊คเติบโต การปฏิบัติหน้าที่ของเขาก็เติบโตไปพร้อมกัน โจเซฟให้การฝึกอบอรมพนักงานให้กลายเป็นเชฟอย่างต่อเนื่อง เพราะเขามีความฝันที่จะสร้างเว็บไซต์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีครัวที่ใหญ่ที่สุดในโลกไม่ช้า

ด้วยความรักในอาชีพของเขาอย่างลึกซึ้ง โจเซฟจึงเป็นมากกว่าพ่อครัวทำอาหาร เขาคอยดูแลให้วัฒนธรรมขององค์กรเดินทางร่วมไปกับเมนูอาหารของเฟซบุ๊ค ครั้งหนึ่ง เมื่อวิศวกรคนหนึ่งของบริษัทขอให้เขาเป็นเจ้าภาพดูแลเรื่องอาหารจัดเลี้ยงในงาน "โนว์รูซ" ซึ่งเป็นเทศกาลฉลองปีใหม่ของอิหร่าน โจเซฟก็ใช้เวลาส่วนตัวของเขาไปศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด โดยตระเวนไปตามร้านอาหารท้องถิ่น และขอคำแนะนำจากลูกจ้างที่เป็นคนอิหร่านแท้ๆ จนได้บทสรุปออกมาเป็น เมนูอาหารซึ่งประกอบด้วยขนมปังลาวาช เมนูปลาขาวที่เรียกว่า mahi sefeed เคบับเนื้อแกะและเนื้อไก่ สลัดแตงกวา มะเขือเทศ ผักโขม และโยเกิร์ต

นอกจากจะมีหน้าที่เตรียมอาหารที่พิเศษสุดให้กับทุกคนแล้ว โจเซฟยังพลิกโฉมอาหารให้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของเฟซบุ๊คอีกด้วย เขาเรียนรู้จากเชฟคนดัง และสร้างสรรค์เมนูที่ทำให้ทุกคนฮือฮา เช่น เมนูหนึ่งที่อิงมาจากภาพยนตร์ซีรี่ย์ทางโทรทัศน์เรื่อง "The Simpsons" ซึ่งก็คือ สเต๊คหมูทอด อาหารจานโปรดของ โฮเมอร์ ซิมป์สัน นั่นเอง และสำหรับลูกจ้างที่เผอิญโชคดีได้มาทานอาหารจานที่ 400,000 หรือ 500,000 ของเขาพอดิบพอดี โจเซฟก็จะจัดอาหารมื้อใหญ่ให้เป็นพิเศษ พร้อมออร์เดิร์ฟเรียกน้ำย่อย ไวน์ และผ้าปูโต๊ะสีขาว

และสำหรับคนในองค์กรที่รักการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ เฟซบุ๊คก็ได้ริเริ่มให้มีคอร์สฝึกอบรมทำอาหารขึ้น โดยให้พนักงานได้ใช้เวลาหนึ่งวันเต็มๆ เพื่อเรียนรู้วิธีทำอาหารร่วมกับทีมพ่อครัวอีก 50 คน

เฟซบุ๊คเชื่อมั่นในหลักการที่เรียกว่า H.P. Way (การปกครองแบบทีมเวิร์ค ให้ความเคารพเพื่อนร่วมงาน) ว่าจะทำให้ลูกจ้างมีความสุข ซึ่งเมื่อลูกจ้างมีความสุขแล้ว พวกเขาก็จะสามารถสร้างผลงานที่ดีให้กับองค์กรได้มากกว่า

การให้บริการอาหารฟรี ทั้งด้วยคุณภาพและปริมาณที่เต็มอิ่มขนาดนี้ เป็นกลยุทธ์ส่วนหนึ่งของเฟซบุ๊คที่จะส่งเสริมให้พนักงานมีชั่วโมงการทำงานที่มากขึ้น พนักงานส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนหนุ่มสาวในวัย 20 ต้นๆ ที่เพิ่งพ้นจากชีวิตนักศึกษามาไม่นาน หนุ่มสาวเหล่านี้ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ พูดคุย ปรึกษาหารือ และสังสรรค์กันในห้องทำงานที่แสนจะสะดวกสบาย

เฟซบุ๊คขึ้นชื่อในเรื่องของการทำงานแบบ hackathon ซึ่งพนักงานจะมาระดมสมองอยู่ด้วยกันทั้งคืน เพื่อร่วมกันทำโครงการและระบบปฏิบัติการที่ไม่ได้อยู่ในส่วนของงานปกติที่ได้รับมอบหมาย ทีมพ่อครัวจะมีส่วนร่วมด้วย โดยคิดเมนูใหม่ๆ มาเสิร์ฟให้ตอนเที่ยงคืน ตีสาม ไปจนถึงมื้อเช้า

"สิ่งที่เราคิดคือ เราสามารถทำให้ลูกจ้างของเราอยู่อย่างสบายขึ้น พวกเขาจะได้มีพลังทุ่มเทให้กับงานได้อย่างเต็มความสามารถ" แคธลีน ลอลิน โฆษกหญิงของเฟซบุ๊ค กล่าว "พนักงานจะได้มาทำงานโดยไม่ต้องพะวงเรื่องอาหารกลางวันหรืออาหารเช้า"

เฟร็ด แลบบี้ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์เครดิต ซึ่งมาทำงานตั้งแต่ 5.45 น. เพื่อมาให้ทันเปิดตลาดยุโรป เล่าว่า เขาทานอาหารที่เฟซบุ๊คอย่างน้อย 2 มื้อ "อาหารที่นี่อร่อยมาก" เขาเล่าว่า มื้อเช้าวันหนึ่งเมื่อเร็วๆนี้ เขาได้อิ่มอร่อยกับไข่คนและขนมปังเบเกิลห่อด้วยแซลมอนรมควันสีชมพู ในช่วงเวลา 6 เดือนตั้งแต่เขาเริ่มเข้ามาทำงานที่เฟซบุ๊ค แลบบี้บอกว่า น้ำหนักของเขาขึ้นมาอย่างน้อย 4 ปอนด์ ซึ่งเป็นปัญหาที่พนักงานคนอื่นๆประสบเหมือนกัน หลังจากมาเริ่มทำงานที่นี่

ลอลินบอกว่า คุณภาพอาหารที่เฟซบุ๊คเเพอร์เฟ็คจนมีส่วนดึงดูดลูกจ้างที่มีความสามรถระดับแนวหน้าได้ทีเดียว แผนกจ้างงานของบริษัทยังบอกว่า "อาหารของเราอาจจะเป็นสิ่งดึงดูดที่ขึ้นหน้าขึ้นตาที่สุดก็ว่าได้" เพราะคนที่มาสัมภาษณ์งานที่เฟซบุ๊ค จะได้รับการเสิร์ฟอาหารกลางรสเลิศด้วย

คอร์สอบรมทำอาหาร จะมีพนักงานหลั่งไหลมาสมัครร่วมครึ่งร้อย หลังจากมีการประกาศในหน้าแฟนเพจของเฟซบุ๊คเพียงไม่กี่นาที โดยทีมเชฟจะเปิดโอกาสให้พนักงานที่ได้รับเลือกเข้าอบรม ได้แนะนำและทำอาหารของตัวเองคนละหนึ่งเมนูด้วย

โอลิเวอร์ หลุย หนึ่งในทนายความของบริษัทที่ได้รับเลือกให้เข้าคอร์สอบรมการทำอาหาร มาถึงครัวอันโอ่อ่าตั้งแต่ 7 โมงเช้า ในวันที่ฝนตกต้นเดือนธันวาคม เขาได้พบกับโจเซฟ และ ดาน่า เชพพาร์ด ผู้จัดการครัว ซึ่งในคอร์สอบอรมที่ใช้เวลา 5 ชั่วโมง เขาได้เรียนรู้วิธีการทอดอกไก่ให้เกรียมโดยใช้น้ำมันน้อยๆ การทำไส้กรอกบาร์บีคิว การสับผักไม่ให้ช้ำ การทอดเนื้อที่ทำจากโปรตีนเกษตร และการจัดเครื่องเคียงให้สวยงาม

"เราเคยแต่ได้เอร็ดอร่อยกับอาหารที่เขาเอามาเสิร์ฟให้ทุกวัน แต่เราไม่เคยรู้ถึงกระบวนการทำ การได้มาเรียนรู้งานในครัว จึงเป็นสิ่งใหม่ที่ผมรู้สึกปลื้มมากที่ได้เข้ามามีส่วนร่วม" หลุยกล่าว

ในขณะที่หลุยเรียนรู้เรื่อง เตาย่าง เตาอบ และเตาหุงต้ม โจเซฟไม่เพียงดูแลอาหารมื้อกลางวันเท่านั้น แต่ยังเตรียมอาหารมื้อค่ำแบบจัดเต็ม (eight course dinner) ที่เขาจะต้องเสิร์ฟให้กับพนักงานหญิงคนหนึ่งที่เป็นผู้โชคดี กินอาหารที่เขาทำเป็นจานที่ 500,000 เขาวางแผนที่จะทำเมนูปลาฮามาจิดิบเสิร์ฟคู่กับสลัด ปลาจะละเม็ดเสิร์ฟคู่กับพาสต้าเห็ดมอเรล ตับห่านย่างซอส และหมูสามชั้นเคี่ยวกับแอปเปิ้ล

ในขณะที่อาหารค่ำจะพิเศษสุดสำหรับพนักงานสาวผู้โชคดีคนนั้น โจเซฟ กล่าวว่า อาหารทุกจานที่เฟซบุ๊ค ใช้แต่วัตถุดิบที่สดใหม่ที่สุด และเขาพยายามใช้เนื้อจากสัตว์ที่เลี้ยงแบบธรรมชาติ ไม่ฉีดยาเร่งโตหรือยาปฏิชีวนะ ใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค นมและเนยจากฟาร์มในท้องถิ่น และปลาที่เพิ่งจับมาสดๆ หรือปลาที่เลี้ยงในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน นอกจากนั้นเขายังใช้เกลือในการปรุงอาหารที่แตกต่างกันถึง 8 ชนิด รวมถึงใช้เกลือ kosher salt (เกลือของชาวยิว) ซึ่งเขาใช้ในการปิ้งบาร์บีคิวโดยเฉพาะ

สำหรับเชฟที่เคยชินกับชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน งานที่เฟซบุ๊คเป็นงานที่ให้อิสระและโอกาสที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆ "ผมรักอาชีพนี้" โจเซฟกล่าว "ผมจะเปลี่ยนเมนูใหม่ทุกวัน และผมจะเป็นคนทำทุกอย่างเองทั้งหมด และผมก็ยังได้หยุดตอนสุดสัปดาห์และวันหยุดพิเศษอื่นๆ มันช่างเป็นงานที่วิเศษอะไรอย่างนี้"

ขอบคุณโจเซฟที่ทำให้เราตระหนักว่า ไม่ว่าจะทำงานอะไร อยู่ที่ไหน ขอเพียงได้ทำงานที่รัก รักในงานที่ทำ และใช้หัวใจทำงาน เมื่อจากไป ผลงานและความดีงามของเขาก็จะยังคงอยู่ในหัวใจของคนที่อยู่ข้างหลัง ได้ยึดถือเป็นแบบอย่างและเป็นแรงบันดาลใจ เฉกเช่นเชฟบันลือโลกคนนี้ โจเซฟ เดสิโมน...