พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี

กรมศิลปากรนำชมโบราณวัตถุใต้น้ำมรดกในอ่าวไทย
ย้อนรอยศิลปวัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

โครงการสื่อมวลชนสัญจรตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง ที่มีบุญตาได้เข้าชมห้องพิพิธภัณฑ์ซึ่งเก็บเรือใบชนิดต่างๆ ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงต่อด้วยพระองค์เอง มีการนำมาจัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวีแห่งนี้ เรือใบเอ็นเตอร์ไพรส์ลำแรก ชื่อ ราชปะแตน เรือใบโอเค ลำแรกชื่อ นวฤกษ์ ซึ่งเป็นเรือใบที่ทรงนำมาใช้ในการแข่งขันกีฬาเรือใบในกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ทั้งยังทรงจัดตั้งสโมสรเรือใบส่วนพระองค์ขึ้น หมวดเรือใบหลวงจิตรลดา และสโมสรเรือใบราชวรุณที่เมืองพัทยา พระองค์ทรงคิดค้นและออกแบบเรือใบประเภทมด ทรงจดทะเบียนในประเทศอังกฤษ เป็นประเภทInternational Moth Class พระองค์ทรงออกแบบและสร้างเรือใบมดลำแรกด้วยพระองค์เอง คือ เรือใบมด1

ผู้ที่เคยเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวีมาแล้วหลายครั้ง อาทิ พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ บรรณาธิการโครงการบันทึกสยาม คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์แนวหน้าและออลแมกกาซีน บอกด้วยว่า ยังไม่เคยได้รับโอกาสเข้าชมและบันทึกภาพเครื่องประดับที่เป็นกำไลทองคำฝังรัตนชาติ 2วง น้ำหนักวงละ 60 กรัม ซึ่งพบจากการขุดค้นแหล่งเรือจมรางเกวียนบริเวณอ่าวไทย ตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อ พ.ศ.2524 กำไลทองคำฝีมือช่างทองชั้นสูงของราชสำนักกรุงศรีอยุธยา และเครื่องทองที่พบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าเป็นส่วนหนึ่งของกำนัล หรือของบรรณาการที่บรรดาหมู่พ่อค้าสำเภาสยามกับจีน หรือในกรณีที่พ่อค้าสำเภาได้รับเป็นของขวัญจากเจ้านายในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา ที่เป็นไมตรีต่อกันในระบบการค้าต่างตอบแทนที่ดำเนินการมาแล้วอย่างยาวนาน จี้ทองคำฝังทับทิมสมัยอยุธยา ทำจากทองคำฝังอัญมณี พบในการขุดค้นเรือคราม ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อ พ.ศ.2517-2521 ครั้งนี้ สื่อมวลชนที่ได้มีโอกาสติดตาม อเนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร สุนิสา จิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง เอิบเปรม วัชรางกูร หัวหน้ากลุ่มโบราณคดีใต้น้ำ สำนักโบราณคดี จึงได้เปิดห้องจัดแสดงให้สื่อมวลชนเข้าชมและบันทึกภาพ

นอกจากนี้ยังมี พระพุทธรูปที่ประดับด้วยพลอยจากเมืองจันทบุรี ห้องจัดแสดงอัญมณีเมืองจันทบุรี อาทิ ทับทิมสยาม ทับทิมสีชมพู พลอยแดง พลอยน้ำเงิน โกเมน โกเมนแฟนซี ห้องนี้เป็นอีกห้องหนึ่งที่บรรดาสื่อมวลชนฝ่ายหญิงใช้เวลาศึกษาอัญมณีค่อนข้างนาน เพราะต้องค่อยๆพิศดูอย่างมีความสุข พร้อมกับแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างมีรสชาติ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกที่ให้การศึกษาด้านการพาณิชย์นาวีในประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถานที่รวบรวมเก็บรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ซึ่งได้จากการขุดค้นและการปฏิบัติงานโบราณคดีใต้น้ำ เพื่อนำเสนอเรื่องของเส้นทางการค้าเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ การทำงานในอดีต ซึ่งมีน้ำเป็นหลักในการดำรงชีวิต ทั้งยังได้ผนวกพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองเข้าเป็นส่วนหนึ่งเพื่อแสดงเรื่องราวความเป็นมา เหตุการณ์สำคัญ รวมทั้งเอกลักษณ์ประจำจังหวัดจันทบุรี ไว้ให้ศึกษาค้นคว้า

การศึกษาค้นคว้าวิจัยทางโบราณคดีใต้น้ำ เริ่มขึ้นเมื่อปี 2517 ดำเนินงานสำรวจขุดค้นใต้น้ำในแหล่งโบราณคดีแต่ละแห่ง ทำให้มีจำนวนโบราณวัตถุเพิ่มมากขึ้น การเตรียมการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการทำงานโบราณคดีใต้น้ำและการพาณิชย์นาวีของไทย

ดวงกมล กมลานนท์ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี จันทบุรี ทำหน้าที่วิทยากรผู้บรรยายและพาเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี ซึ่งมีทั้งหมด 6 ห้อง 1. ห้องจัดแสดงสินค้าและวิถีชีวิตชาวเรือ แสดงให้เห็นถึงการพาณิชย์นาวีในสมัยโบราณ เส้นทางการเดินเรือ เมืองท่าโบราณ สินค้า จัดแสดงโดยใช้เรือสำเภาจำลองขนาดเท่าจริง จำลองสภาพของสินค้า สภาพชีวิตความเป็นอยู่ในเรือที่มิใช่เป็นเพียงพาหนะแต่เปรียบเสมือนบ้าน คณะทั้งหมดหยุดอยู่บริเวณด้านหน้าหัวเรือที่จัดแสดง มีขนาดเท่าของจริง มีการเขียนรูปราหู เพราะเขามีความเชื่อว่าจะช่วยป้องกันภูตผีปีศาจ สิ่งชั่วร้ายต่างๆออกไป นำสิ่งดีๆเข้ามาในเรือสำเภาลำนี้ สมอเรือในสมัยโบราณเป็นสมอไม้ สมอเหล็ก พบหลักฐานอยู่ในแหล่งเรือจมย่านบางกระชัย ประเทศไทย สร้างรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมากด้วยการส่งออกสมอ อีกทั้งมีอู่รับจ้างต่อเรือส่งออก มีลวดลายสวยงามที่แตกต่างกันไป

เรือที่จำลองเหมือนจริงลำนี้บรรจุคนได้ 30 คนเท่านั้น เนื่องจากต้องเก็บเนื้อที่ส่วนใหญ่ไว้บรรทุกข้าวของเครื่องใช้ รวมถึงสินค้าที่จะต้องนำไปขายด้วย ในเรือลำนี้มีการจำลองชีวิตจริงของคนบนเรือซึ่งมีศักดินาเป็นที่ดินทำกิน นับตั้งแต่จุ่นจู้ (นายเรือ) หรือผู้จัดการของเรือ (มีศักดินา 400 ไร่) มีหน้าที่ดูแลคนและสินค้า ไต้ก๋ง (มีศักดินา 80 ไร่) บังคับหางเสือเรือ อาปั๋น (มีศักดินา50ไร่) ทำหน้าที่ดึงใบเรือ เรือสำเภาควบคุมทิศทางโดยหางเสือมีไต้ก๋งคอยบังคับทิศทาง ถ้าจะให้เรือเลี้ยวขวาให้หันไปทางซ้าย บังคับเรือเลี้ยวซ้ายก็ต้องหันทิศไปทางขวา ต้องใช้แรงลม มีการชักใบเรือ เรือสำเภาไม่มีพังงาเรือไว้เบาแรงเหมือนกับเรือต่างชาติ เฒ่าเต้ง (มีศักดินา30ไร่) ดูแลสมอท้ายเรือ จะทิ้งหรือจะถอนสมอ ขณะเดียวกันยังมีคนงานกุลีของเรือทำหน้าที่เสมือนหนึ่งจับกังทำงานอยู่ในเรือ ยกข้าวของหนักทั้งหลายตามคำสั่งจองจุ่นจู้ ในอดีตชาวจีนมีความชำนาญในการเดินเรือเป็นอย่างมาก ดังนั้น ชื่อตำแหน่งทั้งหลายในเรือจึงเป็นชื่อจีนเป็นส่วนใหญ่

ภายในเรือสำเภายังมีการติดตั้งปืนใหญ่เพื่อเป็นอาวุธสำหรับป้องกันตัวเองจากโจรสลัด หรือในกรณีที่มีใครคิดมิดีมิร้ายเป็นโจรสลัดคอยดักปล้นสินค้า "นับตั้งแต่มีการค้นคว้าโบราณคดีใต้น้ำ ยังไม่เคยพบศพ หรือกะโหลกศีรษะของผู้เสียชีวิตอยู่ในเรือ เพราะส่วนใหญ่จะลอยน้ำขึ้นไป เพียงแต่พบเศษนิ้วติดอยู่ในเรือ พบวัตถุโลหะอยู่ใต้น้ำเป็นส่วนใหญ่ สมัยก่อนนั้นเรืออับปางไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด เพราะสมัยก่อนไม่มีกล่องดำบันทึกเสียงการทำงาน แต่คาดหมายว่าเรืออับปางเพราะภัยธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่"

โบราณวัตถุที่น่าสนใจ คือคันฉ่องสำริดที่ฝังอยู่ที่กระดูกงู ด้านหน้าขัดเรียบ ด้านหลังเป็นลายนูนรูปต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์และรูปเซียนหลายองค์ สันนิษฐานว่าเป็นวัตถุมงคลที่ช่างต่อเรือฝังตรึงไว้เพื่อให้ความคุ้มครองป้องกันภัยแก่เรือลำนี้ ยังพบกระถางธูปดีบุก เชิงเทียน กระดิ่งที่มีด้ามจับรูปตรีหรือวัชระ สิ่งเหล่านี้เป็นวัตถุมงคลตามความเชื่อในหมู่ชาวจีน หรือผู้ที่นับถือพุทธศาสนามหายาน แต่ไม่พบรูปเคารพที่เป็นประติมากรรมหรือพระพุทธรูป สันนิษฐานว่ารูปเคารพในเรือรางเกวียนเป็นภาพวาดผ้าปัก หรือป้ายอักษรตามแบบวัฒนธรรมจีนติดตั้งที่แท่นบูชาในเก่งเรือ หรือห้องทำงานของไต้ก๋ง

หลักฐานซากเรือที่ขุดค้นพบ กระดูกงูมีรูปร่างเพรียวคล้ายลำเรือ ตรงกลางกว้าง หัวและท้ายเรียว เทคนิคการต่อไม้กระดานเปลือกเรือแบบเรียบ ยึดไม้แต่ละแผ่นด้วยลูกประสักไม้กลม ลูกประสักสี่เหลี่ยม และยึดไม้เปลือกเรือเข้ากับกงขวาง ประกอบกับลวดลายจำหลักบนแผ่นไม้ โครงสร้างที่ใช้ประดับเก๋งท้ายเรือ ลายนกบิน ลายก้านขด ลายดอกไม้สี่กลีบซึ่งเป็นลวดลายมงคลตามคติความเชื่อและรูปแบบศิลปกรรมตะวันออกอย่างแท้จริง ล้วนบ่งบอกว่าเรือรางเกวียน น่าจะเป็นเรือสำเภาที่แหล่งกำเนิดทางตะวันออก โดยเฉพาะทางตอนใต้ของประเทศจีน หรือในแถบเอเชียอาคเนย์ และมีความยาวประมาณ 25 เมตร ถือเป็นเรือสำเภาขนาดกลาง และเป็นซากเรือสำเภาโบราณลำเดียวในอ่าวไทยที่ขุดค้นพบเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หยวน (พ.ศ.1803-1912)

หลักฐานโบราณวัตถุประเภทสินค้างาช้าง และเงินเหรียญของจีนทั้งสองชนิดพบเป็นจำนวนมาก เป็นที่น่าสังเกตว่างาช้างกองเรียงเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3-5 ท่อน เป็นงาช้างขนาดใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 100-150 มิลลิเมตรความยาว 1,500-1,700 มิลลิเมตร มีจำนวน 25-30 ท่อน ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพเปื่อยผุ ไม่สามารถนำขึ้นมาใช้ได้ทั้งหมด ยังมีไม้หมอนที่ใช้วางรองรับกองงาช้างในระวางสินค้า หรือไม้ เป็นไม้มีค่าที่เป็นสินค้าด้วย แต่สภาพไม้ก็เปื่อยยุ่ยเหมือนกัน ส่วนเงินเหรียญของจีนเป็นเหรียญกลม ตรงกลางเจาะเป็นรูสี่เหลี่ยม ด้านหนึ่งของเหรียญตัวอักษรจีน 4 ตัว บอกอายุสมัย และมูลค่าของเหรียญ เงินเหรียญที่พบเป็นเนื้อโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก และมีส่วนผสมของตะกั่วในปริมาณพอสมควร

เมื่อศึกษาเหรียญที่มีอายุตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ.1161-1479) สมัยราชวงศ์อู่ใต้และสือกั้ว (พ.ศ.1479-1503) สมัยราชวงศ์ซุ่ง (พ.ศ.1503-1849) สมัยราชวงศ์หยวน (พ.ศ.1824-1910) สมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ.1911-2205) และราชวงศ์ชิงตอนต้น (ปลายพุทธศตวรรษที่ 22) ตั้งแต่ 10 เซนต์ จนถึง 200 เหรียญ ในจำนวนเหรียญเงิน ตัวอย่าง 9,709 เหรียญ เป็นเหรียญสมัยราชวงศ์ซุ่ง 8,540 เหรียญ หรือร้อยละ 80.56 นอกนั้นเป็นเหรียญในสมัยราชวงศ์อื่นๆ

ระบบการค้าสำเภาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาและในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น หรือพุทธศตวรรษที่ 18-20 พ่อค้าสำเภานานาชาติในย่านทะเลจีนใต้ ได้ใช้เงินเหรียญของจีนเป็นเงินตรากลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า เพราะค่าเงินเหรียญของจีนได้รับการรับรองจากราชสำนักจีน ซึ่งมีอำนาจทางการเมืองและการค้าเหนือชาติต่างๆในย่านทะเลจีนใต้ทั้งหมด

หลักฐานโบราณวัตถุประเภทเครื่องปั้นดินเผา ภาชนะดินเผาเนื้ออ่อนส่วนใหญ่ใช้ในครัวเรือนและชีวิตประจำวัน หม้อหุงต้ม หม้อทะนนมีลายกดประทับ เตาเชิงกราน ครก ฝาภาชนะ กระปุกเล็ก อ่าง ไห และโอ่งขนาดใหญ่มีลายประทับรูปใบโพธิ์และเสมาโดยรอบบริเวณไหล่ รูปแบบลักษณะของโอ่งผลิตจากแหล่งเตาเผา เมืองสุพรรณบุรี ภาชนะดินเผาเนื้อแกร่ง มีไหสี่หูขนาดใหญ่เคลือบสีน้ำตาลผลิตจากแหล่งเตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี ไหขนาดกลางเคลือบสีเหลืองและสีเหลืองแกมน้ำตาล เนื้อดินสีนวลละเอียด ผลิตจากแหล่งเตาทางตอนใต้ของจีนหรือในเวียดนาม เครื่องเคลือบสีเขียวของจีนสมัยราชวงศ์หยวน จากแหล่งเตาหลงฉวน มณฑลเจ้อเจียง (ซีเกียง) และยังมีกระปุกลายมังกรไฟ จานขนาดใหญ่ ชามทรงสูง และกระปุกขนาดเล็ก เครื่องเคลือบแบบเชลียงเป็นชามปากกว้าง ก้นแบนเรียบ เคลือบสีเขียวแกมเหลือง เนื้อดินหยาบสีน้ำตาลแกมสีสนิมเหล็ก เนื้อดินสีเหลืองแกมเทา มีกระปุกสองหูทรงกลมแป้น

ภาชนะดินเผาจากการขุดค้นแหล่งเรือจมเกาะรางเกวียน พบภาชนะดินเผาจำนวนมาก เครื่องถ้วยเวียดนามเป็นสินค้าส่งออกที่เป็นคู่แข่งกับจีน หลักฐานของเครื่องถ้วยเวียดนามนั้นพบหลักฐานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง จนถึงญี่ปุ่น เป็นการทำเครื่องถ้วยเลียนแบบเครื่องถ้วยจีน ซึ่งเป็นการผลิตที่มีวิวัฒนาการการผลิตขนานกับเครื่องถ้วยจีนตั้งแต่สมัยฮั่น เป็นต้นมา สันนิษฐานว่าแหล่งเตาอยู่ใกล้เคียงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดง ใกล้กรุงฮานอย พบเตาชนิดระบายความร้อนแนวเฉียง แหล่งเรือจมเกาะรางเกวียน พบเครื่องถ้วยจากเวียดนาม ที่สามารถกำหนดอายุได้ตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 14 ถึงพุทธศตวรรษที่ 19

เครื่องถ้วยจีนจากแหล่งเตาหลงเฉวียน มณฑลเจ้อเจียง สมัยราชวงศ์หมิงตอนต้น เครื่องถ้วยไทย พบชิ้นส่วนเครื่องถ้วยไทยจากหลายแหล่งเตา ไหจากแหล่งเตาบ้านบางปูน จังหวัดสุพรรณบุรี ไหสี่หูจากแหล่งเตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี ชิ้นส่วนกระปุกเล็กเขียนลายสีน้ำตาลดำ เนื้อดินค่อนข้างละเอียดและขาว เป็นชิ้นส่วนฐานหรือก้นกระปุกที่มีการเขียนตกแต่งลวดลายที่ลำตัวด้านนอกด้วยสีน้ำตาลดำ ผลิตจากแหล่งเตาบ้านป่ายาง อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ทั้งนี้แหล่งเตาทั้ง3แห่งผลิตเครื่องถ้วยอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 19-23 ทั้งยังพบหลักฐานที่น่าสนใจ หินบดยา แท่นหินบดยา บ่งบอกถึงการมีองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาหรือสมุนไพรในการรักษาลูกเรือที่เจ็บป่วยระหว่างการเดินเรือที่ใช้เวลานานได้

อินทรียวัตถุ แหวนงาช้าง ตลับขวดขนาดเล็กกลึงจากงาช้าง ไม้บรรทัดกระดูกสัตว์ เงี่ยงปลากระเบนแต่งปลายแหลม ช้อนกะลามะพร้าว พบเศษอาหารเหลืออยู่ในหม้อ ไห ข้าวเปลือก เปลือกไข่ กระดองปู ก้างปลา ลูกหมาก

แหล่งโบราณคดีใต้น้ำที่สำคัญของจันทบุรี อยู่ในอ่าวบางกะไชย อ.แหลมสิงห์ ค้นพบซากเรือสำเภาโบราณ2ลำ อยู่ในระดับลึก 8 เมตร ห่างจากฝั่ง 2 กม. ซากเรือสำเภาถูกค้นพบเมื่อเดือนธ.ค.2534 และทำการขุดค้นระหว่างเดือนพ.ย.2536 ถึงเดือนมี.ค.2537

ข้าว ของป่า เครื่องเทศ ถูกบรรทุกเป็นจำนวนมากภายในระวางเรือสำเภา ทั้งนี้เพื่อให้เรือถ่วงมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น จึงมีการนำตุ๊กตาอับเฉาถ่วงไว้ในเรือ ก้อนทองแดงเป็นวัตถุดิบใช้ในการผลิตภาชนะสำริด ดิบไม้แดงใช้ย้อมสี หมากดิบและข้าวของเครื่องใช้ประจำเรือ เครื่องถ้วยลายครามของจีน เครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งเตาเผาโบราณที่แม่น้ำน้อย สิงห์บุรี จากแหล่งเตาเผาโบราณที่บ้านบางปูน สุพรรณบุรี แหล่งเตาปะขาวหาย พิษณุโลก เครื่องใช้ประเภทก้างปลา เปลือกไข่ ไม้ฝางเป็นสินค้าออกที่สำคัญของจันทบุรี มีลักษณะคล้ายๆกับต้นมะขามเมื่อนำไม้ฝางไปแช่น้ำจะให้สีแดง แก่นของมันสามารถนำไปทำเป็นยาอุทัยทิพย์ ซึ่งมีส่วนผสมของไม้ฝาง หรือใส่ในยาดองเหล้าสีแดง ในอดีตเป็นสินค้าส่งออกไปขายที่ชิวกิว ประเทศญี่ปุ่น หรือนำไปย้อมผ้าเป็นสีแดงติดทนนาน สีไม่ตก ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เคยปลูกไม้ฝางไว้เพื่อศึกษาค้นคว้า แต่ปรากฏว่าปลวกกินจนต้นไม้ล้มตายเสียทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีห้องแนะนำปฏิบัติการโบราณคดีใต้น้ำ แสดงเรื่องราวเทคนิคการทำงานของโบราณคดีใต้น้ำจำลองสภาพจริงของการทำงาน ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ในการปฏิบัติงานจริง ห้องคลังเก็บโบราณวัตถุ ปกติแล้วบุคคลภายนอกจะไม่ได้รับโอกาสเห็นมากนัก เนื่องจากคลังเก็บโบราณวัตถุจะเป็นห้องที่อยู่ภายในอาคาร แต่ที่นี่บางส่วนจะเปิดเป็นช่องกระจกให้มองเห็นเข้าไปภายในได้ ห้องแสดงเรือและชีวิตของชาวเรือ จัดแสดงเรือในประเทศไทย จำลองย่อส่วนตามจริง ห้องของดีเมืองจันท์ เมืองจันทบุรีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคประวัติศาสตร์จันทบุรี การก่อตั้งเมือง เหตุการณ์สำคัญ เรื่องของชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมของจันทบุรี ทั้งยังเป็นมรดกทางธรรมชาติ สถานที่ท่องเที่ยว และของดีที่มีชื่อเสียงของจังหวัดจันทบุรี ห้องบุคคลสำคัญ จัดแสดงถึงพระราชประวัติของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช การทำสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 เส้นทางเดินทัพเมื่อคราวมารวมพลที่จันทบุรี เพื่อเชิดชูพระมหาวีรกรรมของพระองค์

ผู้ที่ประสงค์เข้าชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี ค่ายเนินวง ตำบลบางกะจะ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี โทร.0-3939-1431 เปิดวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. ปิดวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าเข้าชม คนไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท