"หนานมดแดง" แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์

ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ระหว่างที่ต้องเสียงเวลานั่งรอ เข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อการอนุรักษ์และเรียนรู้ เสียงหัวเราะร่าของเด็กๆ ก็แว่วให้ได้ยินในระยะไม่ไกลนัก ด้วยความที่อยากรู้อยากเห็นว่า พวกเค้ากำลังสนุกสนานกับอะไร จึงก้าวเท้าตามสุ้มเสียงไป

ยังไม่ทันถึงบริเวณที่ต้องสงสัย ก็มีเสียงกระแสน้ำดังตูมตาม ยิ่งเดินเข้าใกล้มากขึ้นๆ จึงให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า ก๊วนวัยซนราวเจ็ดแปดขวบ กำลังเล่นน้ำอย่างมีความสุข ซึ่งน้ำใสแจ๋วที่เด็กทั้งสี่แหวกว่ายอยู่นั้น ได้ไหลรินลงมาจากผืนป่าดิบชื้น บนเทือกเขาบรรทัดที่อยู่ห่างไกล เป็นเทือกเขากั้นระหว่างจังหวัด คือ จังหวัดตรังกับจังหวัดพัทลุง และจังหวัดนครศรีธรรมราชอีกด้วย โดยปลายน้ำไปสิ้นสุดที่ปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช

สายน้ำจากเทือกเขาสู่ปากพนัง รวมระยะทางได้ 30-40 กิโลเมตร มีอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส กั้นกักปริมาณน้ำเอาไว้ก่อน ซึ่งอ่างเก็บน้ำได้เริ่มดำเนินก่อสร้าง ในปีงบประมาณ 2534 แล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2539 ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 5 ปีเต็ม

อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส จัดเป็นเขื่อนดิน...Zone Type อยู่ตรงบริเวณหมู่ 5 ตำบลวังอ่าง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช และหมู่ที่ 3 ตำบลลานข่อย อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง ตามแผนที่มาตราส่วน 1 : 50,000 ระวาง 49,24 I พิกัด 47 NNJ 895-718 โดยมีความสูง 40 เมตร และความยาว 946 เมตร ตรงสั้นเขื่อนกว้าง 8 เมตร จุปริมาณน้ำได้ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ผิวน้ำที่ระดับสูงสุด 6.72 ตารางกิโลเมตร ส่วนระดับน้ำสูงสุด 88 เมตร ระดับน้ำต่ำสุด 61 เมตร และพื้นที่ผิวน้ำระดับเก็บกัก 6.24 ตารางกิโลเมตร

มวลน้ำที่หลากจากอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส เพื่อไปช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูก ตามบริเวณโครงการพระราชดำริ ในพื้นที่ราว 53,500 ไร่ ถือเป็นแหล่งต้นน้ำของโครงการลุ่มแม่น้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมให้ประโยชน์เพื่อการอุปโภค แก่ประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดพัทลุง ทว่าปริมาณน้ำในส่วนหนึ่ง ก็เพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ โดยเฉพาะการล่องแก่งด้วยเรือคายัค เป็นการท่องเที่ยวน้องใหม่ของจังหวัด

น้ำใสกระเด็นเป็นฝอย จากความซุกซนของเด็ก เห็นแล้วก็อยากเข้าร่วมด้วย ดีนะ!!! เพื่อนมาเรียกให้เข้าร่วมงาน ไม่งั้น!!! ได้ทำตัวย้อนวัยเป็นแน่

งานที่กล่าวเมื่อครู่ คือ "ตั้งขบวน พาย ปั่น วันอนุรักษ์" โดยนำนักปั่น 250 คน นั่งรถไฟ ปั่นจักรยาน และพายเรือปลูกต้นไม้ ตามเส้นทางหาดใหญ่-ป่าพะยอม เพื่อรณรงค์และสร้างจิตสำนึกแก่นักท่องเที่ยว ให้เรียนรู้และเกิดการร่วมมือร่วมใจ ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามแหล่งท่องเที่ยว ทั้งส่งเสริมการใช้จักรยาน สำหรับเดินทางท่องเที่ยว หรือลดใช้พลังงานให้น้อยลง และเป็นการออกกำลังกาย ด้วยการปั่นจักยานอีกด้วย

สำหรับเส้นทางท่องเที่ยว การอนุรักษ์และเรียนรู้ เริ่มต้นด้วยการเดินทาง ด้วยรถไฟจากหาดใหญ่ ไปยังจุดหมายแรก ที่สถานีรถไฟแหลมโตนด อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง แล้วออกเดินทางต่อไปยังวัดโดนคลาน ตลอดเส้นทางของนักปั่นนานาชาติ จะได้สัมผัสวิถีชีวิต สวนยาง และท้องทุ่งนา ก่อนแวะชมการทอผ้าลานข่อย อันมีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ จากนั้นคณะปั่นน่องเหล็ก ไปเยือนชุมชนห้วยน้ำใส เพื่อชมแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน รวมถึงสัมผัสอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส ปิดท้ายกิจกรรม ตั้งขบวน พาย ปั่น วันอนุรักษ์ ด้วยการพายเรือคายัค ล่องแก่งหนานมดแดง เพื่อสัมผัสความสนุกสนาน และชมธรรมชาติพร้อมๆกัน

ในระหว่างติดตามขบวนนักปั่น ก็บังเอิญมาพบกับ พี่เร-จเรค์ คล้ายแก้ว สมาชิกคนหนึ่งใน ชมรมล่องแก่งลานข่อย อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง พี่เรเค้าดูแลการล่องแก่นหนานท่าส้าน เราจึงขอพูดคุยเรื่องการล่องแก่งซะเลย

กิจกรรมล่องแก่งหนานมดแดง ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ตำลานข่อย อำป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง เป็นการนำทุนเดิมทางธรรมชาติที่มีอยู่ แล้วมาประยุกต์เข้ากับแนวคิด เพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์อย่างยั่งยืน โดยริเริ่มกิจกรรมการล่องแก่ง เมื่อประมาณปี 2552 จากทีมงานผู้ประกอบการหนานมดแดง เข้าสำรวจพื้นที่เพื่อจัดทำกิจกรรม จึงยกเป็นพี่ใหญ่ในการก่อตั้งการล่องแก่ง ซึ่งขณะนี้ได้จัดตั้งเป็นชมรมขึ้น มีสมาชิกผู้ประกอบล่องแก่ง 5 ราย คือ ผู้ประกอบการล่องแก่งหนาดมดแดง ตามด้วยผู้ประกอบการล่องแก่งหนานท่าส้าน ผู้ประกอบการล่องแก่งลานข่อย ผู้ประกอบการล่องแก่งวังไม้ไผ่ และผู้ประกอบการล่องแก่งระฆังทอง ซึ่งทั้งหมดมารวมตัวกันในนามของ ชมรมล่องแก่งลานข่อย อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง

สมัยก่อนแถวหนานมดแดง ช่วงปลายฝนมีปลาชุกชุม ชาวบ้านต่างนำเครื่องมือจับปลาออกไปเพื่อดักจับสัตว์น้ำกัน แล้วก็มักมีเศษปลาบางส่วนตกหล่น โดยเศษปลาเกลื่อนตามพื้นเหล่านั้น เป็นแหล่งอาหารอย่างดีของมดแดง จึงทำให้มดแดงมาทำรังเป็นจำนวนมาก ต่อมาจึงมีการตั้งฉายาบริเวณดังกล่าวว่า หนานมดแดง

หนานมดแดง...เป็นชื่อเดิมของหมู่บ้านหนึ่ง ในอำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง คำว่า...หนาน เป็นภาษาทางภาคใต้ ที่ใช้เรียกขานแตกต่างกันไป ซึ่งหมายถึงน้ำที่ไหลบางๆผ่านตามโขดหิน หรือน้ำที่ไหลรินมาต่างระดับกัน แถวๆบริเวณตำบลลานข่อย อำป่าพะยอม มักนิยมใช้คำว่าหนานกัน อย่างหนานมดแดง หรือหนานท่าส้าน โดยกิจกรรมการล่องแก่งหนานมดแดง จะสร้างความรู้สึกเร้าใจและสนุกสนาน ด้วยหนานหลักๆที่มีตามธรรมชาติ คือ หนานลุงจวน หนานใต้สะพาน หนานมดแดง หนานท่าส้าน และหนานยาว

"เราใช้เรือคายัคในการล่องแก่ง เพื่อความคล่องตัวในพื้นที่ ถ้าเป็นเรือยาง...ไม่น่าจะคล่องตัวเท่าไหร่ เพราะเรือยางจะไปครูดกับหิน หากแต่เป็นเรือคายัค...จะมีความทนทานมากๆ แล้วการพายเซาะไปตามร่องหิน...น่าจะดีกว่าด้วย สรุปแล้วเรือคายัค...เหมาะสมกับพื้นที่ของเราอย่างมาก ทั้งเรือคายัคจะสร้างความตื่นเต้นเร้าใจ ให้เป็นไปในลักษณะส่วนตัว เหมาะกับการท่องเที่ยวเป็นคู่ กลุ่มย่อย หรือครอบครัวเล็กๆ แต่ในที่สุดแล้ว...จะขึ้นกับความชื่นชอบส่วนตัว ของนักท่องเที่ยวแต่ละคนมากกว่า" พี่เร-จเรค์...ชี้แจง

ล่องแก่งหนานมดแดง ในระยะทาง 6.5 กิโลเมตร ใช้เวลาล่องแก่งราว 2 ชั่วโมง เป็นการล่องแก่งด้วยเรือคายัค 2 ที่นั่ง เปิดให้บริการตั้งแต่ 08.30-16.00 น. กับค่าบริการหัวละ 200 บาทต่อคน ส่วนเด็กประมาณ 150 บาท บางครั้งก็แถมรวมไปกับผู้ใหญ่ หรือเลือกบริการเป็นแพ็คเกจราว 750 บาท นอนพักหนึ่งคืนและมีอาหารทานด้วย

บรรยากาศสองฝั่งคลองนั้น ยังคงความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ต้นไม้นานาพันธุ์ มวลหมู่แมลง และนกประจำถิ่นหลากชนิด ในขณะล่องแก่งหนานมดแดง นอกจากบรรดานักท่องเที่ยว จะได้ตื่นตากับบรรยากาศตลอดเส้นทางแล้ว ยังสัมผัสกับสายน้ำที่ใสเย็นชื่นใจ กระทั่งเห็นปลาและสาหร่ายในน้ำชัดเจน

โดยมีจุดขึ้นฝั่ง 2 จุดด้วยกัน คือ จุดของหนานท่าส้าน และจุดของหนานมดแดง กับความยากง่ายในระดับ 3 ที่สามารถล่องแก่งได้ทั่วๆไป แต่จุดที่จะอันตรายมากหน่อย ก็มีทีมงานคอยเซฟให้ใกล้ชิด จึงร่วมกิจกรรมล่องแก่งได้อย่างสบายใจ

จเรค์ คล้ายแก้ว กล่าวทิ้งท้ายกับเราว่า "ชมรมล่องแก่งลานข่อย ในขณะนี้ได้รับความอนุเคราะห์ จากส่วนราชการหลายหน่วยงาน ที่เข้ามาส่งเสริมกิจกรรม อย่างทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัด เชิญชวนให้ไปเปิดบู๊ธตามงานต่างๆ โดยมีการล่องแก่งเป็นกิจกรรมเด่น ของจังหวัดพัทลุง เรื่องที่ได้มาประกอบธุรกิจล่องแก่ง ก็มีสิ่งหนึ่งที่เกิดความภาคภูมิใจ คือการว่าจ้างคนภายในชุมชน โดยทีมงานที่เป็นสต๊าฟฟ์ทุกคน เป็นผู้คนที่อยู่ในท้องถิ่นแถวๆนี้ เพื่อช่วยเหลือให้ชุมชนมีรายได้ ไปเสริมสร้างความเป็นอยู่ครอบครัวให้ดีขึ้น"

ช่วงเวลาการล่องแก่งหนานมดแดง ที่ต้องระมัดระวังให้มากหน่อย ก็น่าจะเป็นช่วงตอนฝนตก แม้ปริมาณน้ำอาจไม่หลากมามาก ให้ถึงกับพัดพานักท่องเที่ยวไปได้ แต่จำนวนน้ำจากสองฝั่งข้างทาง ที่มาจากพื้นที่สวนของชาวบ้าน จะมาเสริมให้มวลน้ำเพิ่มมากขึ้น ทว่าก็ไม่ถึงกับพ่ายเรือล่องแก่งไม่ได้เลย เพียงแต่ต้องเสริมทีมงานสต๊าฟฟ์มากขึ้น และในบางครั้งอาจต้องปิดบริการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทุกคน

การปฏิบัติตัวในการล่องแก่ง คือ สวมหมวกกันน็อค ใส่เสื้อชูชีพ และเชื่อฟังสต๊าฟฟ์ สำหรับคนมีโรคประจำตัว ทางทีมผู้ประกอบการ...ไม่อยากให้ลงล่องแก่ง เพราะมีจุดที่ทำให้ตื่นเต้นหรือตกใจได้ อีกอย่างเรื่องของทรัพย์สินต่างๆ ควรฝากไว้กับคนที่ไม่ได้ล่องแก่ง หรือฝากเก็บไว้กับทางผู้ประกอบการ ที่สำคัญสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว ด้วยทางผู้ประกอบการล่องแก่งเข้าร่วมกับบริษัทประกันภัย ซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย ที่ผู้ประกอบการล่องแก่ง...ต้องมีประกันภัย ถึงสามารถจดทะเบียนประกอบการได้

...แม้ว่าไม่ได้ลงล่องแก่งด้วยตัวเอง แต่ก็สัมผัสถึงความสนุกสนานได้ดี ทั้งยังเพลินตากับธรรมชาติรายรอบ ที่สรรค์สร้างโอโซนให้หายใจโล่ง...