ตามรอยเสด็จ "พุทธเจ้าหลวง" ณ เมืองลุง

บันทึกการเดินทาง

1...

พระพุทธเจ้าหลวง เสด็จประพาสเมืองพัทลุง เมื่อ พ.ศ.2432 (ร.ศ.108) ขณะนั้นพระองค์ทรงพระชนมายุ 36 พรรษา เพิ่งครองราชย์มาได้ 21 ปี พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรก ที่ได้เสด็จฯไปทรงเยี่ยมพสกนิกรถึงถิ่นฐาน

วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2432 (ร.ศ.108) พระพุทธเจ้าหลวง เสด็จฯจากเมืองสงขลา เพื่อประพาสเมืองพัทลุง ทอดพระเนตรป้อมเขาแดงและป้อมค่ายม่วงที่เขาแหลมสน เรือพระที่นั่งแล่นมาช่องเขาเขียวกับเกาะยอ พักร้อนระหว่างบ้านปากบางกับบ้านแหลม มาตามทางถึงบ้านปากจ่า ระหว่างฝั่งเกาะญวนที่เรียกว่า คลองหลวง ฝั่งขวาเป็นเกาะหมาก ฝั่งซ้ายเป็นแหลมเขาปากพะยูน พอถึงกลางเกาะปราบ บ่ายหัวเรือไปทางเหนือ เรือพระที่นั่งไปเพียงหน้าเกาะยีโส เป็นเกาะที่สองในหมู่เกาะสี่เกาะห้า เวลาค่ำจึงถึงที่หมาย โดย หลวงอุดมภักดี พ่วง ณ สงขลา เจ้าภาษีรังนกมาคอยรับเสด็จ ที่ซึ่งปลูกพลับพลารับเสด็จเรียกว่า หน้าเทวดา

วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2432 (ร.ศ.108) เสด็จพระราชดำเนินถ้ำใหญ่ ทอดพระเนตรการทำรังนก พอกลับมาจากถ้ำใหญ่ ลงเรือพระที่นั่งข้ามไปถ้ำยู่หลี ออกมาจากถ้ำยู่หลี แล้วไปถ้ำแรงวัวในเกาะดำ ที่ถัดจากเกาะพระไป จากถ้ำแรงวัวมาที่ถ้ำลูซิม ในเกาะดำนั่นเอง กลับออกมาจากถ้ำลูซิม ผ่านหน้าพลับพลา ลงไปถ้ำเสือที่ท้ายเกาะมวย ขึ้นบกไปหน่อยถึงถ้ำแรด อ้อมเข้าไปทอดพระเนตรเกาะเข็ม ครั้นเมื่อลงไปข้างในเห็นรูปเขามอ

วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2432 (ร.ศ.108) เสด็จพระราชดำเนินโดยเรือพระที่นั่ง (เรือกรรเชียง) ไปเขาชัน ตั้งค่ายไล่จับกระจงที่ป่าคอแหลม จะพาไปเลี้ยงที่พระนครให้ได้ แต่ที่จับมาได้ตัวเล็กเกินไป ไม่สามารถผสมพันธุ์กับกระจงที่มี ทหารจึงได้กราบทูลให้พระองค์ทราบ พระองค์ตรัสแก่เหล่าทหาร ให้ไปปล่อยกระจงคืนที่วัดคูหาสวรรค์

วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2432 (ร.ศ.108) เรือพระที่นั่งออกจากหน้าถ้ำเทวดา ถึงพลับพลาที่ตั้งอยู่แหลมหาดทราย ปากคลองลำปำทางเหนือ เวลาบ่ายดูจระเข้ที่เขาวางตะกาง แล้วเสด็จฯไปประทับพระราชยาน เข้าไปดูเมืองพัทลุงตามทางบก เสด็จพระราชยานไปตามตลาด แวะบ้านพระยาจางวาง (พระยาวรวุฒิไวย จางวาง) เสด็จฯไปประทับที่นั่น แล้วเสด็จพระราชดำเนินต่อไปถึงวัดวัง เสด็จลงเรือพระที่นั่งไปตามคลองลำปำ

วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2432 (ร.ศ.108) ขบวนเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง ออกจากที่ประทับริมทะเลสาบ ตำบลลำปำ เดินทางไปข้างวัดวัง แล้วต้องข้ามคลองสะพานศาลา ภูเขาที่เสด็จประพาส คือเขาแดง เขาเมือง เขาอกทะลุ เยื้องลงไปทางใต้มีเขาชัยสน หน้าเขาทางด้านตะวันออกตอนใต้ เป็นถ้ำคูหาสวรรค์ ได้จารึกอักษร จ.ป.ร.108 ที่เพิงหน้าถ้ำ แล้วหยุดประทับร้อนวัดควนพร้าว และเสด็จพระราชดำเนินไปถ้ำนางคลอด

วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2432 (ร.ศ.108) เสด็จลงเรือพระที่นั่ง ออกจากพลับพลาเมืองพัทลุง ไปประทับแรมที่พลับพลาเกาะมวย ถึงพลับพลาเวลาบ่ายสองโมงครึ่ง ก็มีพายุมีฝนตกพรำไปจนถึงค่ำ จึงไม่ได้เสด็พระราชดำเนินประพาสแห่งใด

วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2432 (ร.ศ.108) เสด็จลงเรือพระที่นั่งออกจากเกาะสี่เกาะห้า เพื่อกลับไปที่เมืองสงขลา และประทับอยู่สงขลาอีกคืนหนึ่ง

ประวัติศาสตร์การเสด็จประพาสดั่งกล่าว นำมาพัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยว "ตามรอยเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง" โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานหาดใหญ่ (สงขลา-พัทลุง) ได้ทำการเชื่อมโยงสถานที่ต่างๆ ในการเสด็จประพาสของพุทธเจ้าหลวง จัดไว้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยเฉพาะภายในจังหวัดพัทลุง ที่ผมกำลังจะได้สัมผัสในวันสองวันนี้ ซึ่งนำมาเริ่มต้นการหย่อนใจ ภายในอำเภอเขาชัยสนกันก่อน

ออกจากตัวเมืองพัทลุง แล่นรถมาตามทางหลวงหมายเลข 43 ถึงสามแยกเขาชัยสน เลี้ยวซ้ายไปทางหลวงหมายเลข 4081 ทางที่ไปอำเภอเขาชัยสน แล้วเลี้ยวขวาตามทางหลวงชนบท ก็มาสู่ บ่อน้ำร้อนเขาชัยสน ตั้งอยู่บริเวณเขาชัยสน

เทือกเขาชัยสนใหญ่โต อยู่หมู่ 3 ตำบลเขาชัยสน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ห่มคลุมด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ เป็นที่พักอาศัยของสัตว์ป่า แล้วยังลามมาหากินถึงเชิงเขา เป็นบริเวณเดียวกับที่มีบ่อน้ำร้อน ซึ่งเป็นน้ำแร่ตามธรรมชาติ เกิดจากน้ำซึมผ่านชั้นดินและหิน มีแร่ธาตุต่างๆสะสมอยู่มากมาย อันเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น โซเดียม แคลเซียม ฟลูออไรด์ โปรแตสเซียม โดยน้ำแร่มีทั้งชนิดเย็น ในอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส จัดเป็นน้ำแร่ชนิดที่อุ่นหรือร้อน และน้ำแร่ชนิดที่ร้อนจัด อุณหภูมิสูงกว่า 42 องศาเซลเซียส

การอาบน้ำแร่ร้อนธรรมชาติ อุณหภูมิ 38-40 องศาเซลเซียส ด้วยการแช่ราว 10-15 นาที ช่วยให้โลหิตในร่างกายหมุนเวียนทั่วถึง ทั้งรักษาโรคความดันโลหิต บรรเทาอาการปวดเมื่อย หรือขจัดเชื้อโรคตามผิวหนัง จึงทำให้ผิวพรรณเต่งตึงยิ่งขึ้น เพราะความร้อนที่มาจากน้ำแร่ร้อน จะทำให้เกิดเหงื่อไหลออกมา และยังขับสิ่งอุดตันใต้ผิวหนัง

แหมเจ็บใจ!!! ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน ก็อยากลงแช่น้ำกับเค้าบ้าง เลยได้แต่เอาเท้าแช่น้ำอย่างเดียว พร้อมกับฟังตำนานเล่าขานว่า เมื่อก่อนแถวนี้เป็นทะเลสาบ มีตาสั้นและยายซุ้นคู่หนึ่ง พายเรือออกมาหาปลาแถวนี้ เมื่อเรือมาถึงกลางทะเล น้ำทะเลได้ทะลุเข้าเรือ ตายายจนปัญญาแก้ไขสถานการณ์ ได้แต่อธิษฐานว่า ถ้าตายไปขอให้เป็นเจ้าของแถวนี้ และมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น เมื่อตายายได้เสียชีวิตไป น้ำทะเลก็แห้งในพริบตา เศษหินเศษดินใต้ท้องทะเล รวมตัวเกิดเป็นภูเขา เรียกว่า เขาชัยสน และต่อมามีธารน้ำร้อนเกิดขึ้น

แต่ที่สามารถพิสูจน์ได้ก็คือ ปี 2494 พระพิศาลธรรมรังสี เจ้าอาวาสวัดพัทลุง เดินทางมาทำการบูรณะ ทำกำแพงล้อมรอบบ่อน้ำร้อน ต่อมาปี 2536 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดสรรงบให้ปรับปรุงภูมิทัศน์ ส่วนในปี 2544 องค์การบริหารส่วนตำบลเขาชัยสน เข้ามาเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ดูแลรักษา และพัฒนาบ่อน้ำร้อนเขาชัยสน

ออกจากบ่อน้ำร้อนเขาชัยสน บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเชื่อถือ แล้วมีทางหลวง 4081 พาเลยอำเภอเขาชัยสนไป 7 กิโลเมตร ก็เข้าเขตบ้านบางแก้วใต้ บริเวณกิโลเมตรที่ 14 เห็นป้ายบอกทางเข้า วัดเขียนบางแก้ว ทางซ้ายมือ 2.5 กิโลเมตร

วัดเขียนบางแก้ว ตั้งอยู่ในหมู่ 4 ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง มีชื่อเรียกขานกันถึง 3 ชื่อ ได้แก่ วัดบางแก้วใต้...เป็นชื่อที่ชาวบ้านในท้องถิ่นเรียก ส่วน วัดตะเขียนบางแก้ว...เป็นนามที่คนเก่าแก่สมัยเมื่อ 40-50 ปีรู้จักกันอย่างดี และวัดเขียนบางแก้ว...เป็นนามที่ค้นพบในพงศาวดาร มีบันทึกอยู่ภายในหอสมุดแห่งชาติ สันนิษฐานกันว่า บริเวณวัดเขียนบางแก้ว เป็นที่ตั้งของเมืองพัทลุงมาก่อน เพราะพบซากปรักหักพังมากมาย อย่างศิลาแลงและพระพุทธรูป

วัดพัฒนาตัวอย่างปี 2533 ล้อมรอบไปด้วยความสงบ แล้วยังโดดเด่นสง่างามด้วย พระบรมธาตุเจดีย์บางแก้ว สร้างในแบบเดียวกับพระมหาธาตุเจดีย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่องค์พระธาตุมีขนาดเล็กกว่า ถือเป็นปูชนียสถานอันเก่าแก่ อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดพัทลุง โดยมีความเชื่อว่า สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น

ประวัติวัดเขียนบางแก้วมีว่า พระยากุมารกับพระนางเลือดขาว สร้างเมื่อปี 1482 ต่อมาปี 1493 พระนางเลือดขาวเสด็จเมืองสิงหน หรือประเทศศรีลังกา แล้วมักเดินทางไปที่ไหน ก็จะสร้างวัดไว้ตรงนั้น อย่างภูเก็ตก็สร้างวัดพระนางสร้าง ต่อเมื่อลงเรือข้ามไปประเทศศรีลังกา จึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ มาบรรจุภายในองค์เจดีย์ ทางภาคใต้มีพระธาตุเก่าแก่ 3 องค์ คือหนึ่งที่อำเภอชัยยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี สองที่อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช และสามที่อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ดังนั้น เจดีย์วัดเขียนบางแก้ว จึงเรียกว่า พระบรมธาตุเจดีย์ หรือมหาธาตุ

พระคุณเจ้า พระครูกาเดิม (เพิ่ม) เจ้าอาวาสวัดเขียนบางแก้ว เล่าถึงพระบรมธาตุเจดีย์ในวัดเขียนบางแก้วว่า มีนักโบราณคดีมาพิสูจน์ว่า องค์เดิมอยู่ในสมัยศรีวิชัย ต่อมารับอิทธิพลสถาปัตยกรรมแบบลังกา แล้วมีการต่อเติมหรือบูรณะเป็นทรงลังกา รอบๆองค์พระมหาธาตุ มีปูนปั้นหัวช้างรอบฐานทักษิณา ซุ้มประตูผสมผสานศิลปะศรีวิชัย พระบรมธาตุอยู่ภายในองค์ระฆังแบบโอคว่ำ โดยมีช่องวางขันสำริดใบใหญ่ ใส่น้ำลงไปในขันครึ่งหนึ่ง มีเรือสำเภาทองลอยลำอยู่ นำผอบบรรจุพระบรมธาตุ วางไว้ภายในเรือสำเภาทอง แล้วนำปูนโบกปิดทับไว้ ถัดขึ้นไปเป็นบัลลังก์สี่เหลี่ยมจัตุรัส ทั้งสี่มุมมีรูปกาปูนปั้นมุมละตัว หมายถึงสมณศักดิ์คณะสงฆ์ทั้งสี่ คือ พระครูกาแก้ว พระครูกาชาด พระครูการาม และพระครูกาเดิม

กราบนมัสการลาพระคุณเจ้า ด้วยศรัทธาเลื่อมใสอย่างยิ่ง แล้วเข้าสู่อำเภอเมือง เพื่อสักการะพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ

พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ หรือพระสี่มุมเมือง ประดิษฐานอยู่ภายในศาลาจัตุรมุข บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด กับศาลจังหวัดพัทลุง เป็นพระพุทธรูปประจำภาคใต้ ปูชนียวัตถุคู่บ้านคู่เมืองพัทลุง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชานุญาต ให้กรมการรักษาดินแดนดำเนินการจัดสร้าง เพื่อตามแบบอย่างบูรพกษัตราธิราช ที่เคยสร้างพระพุทธรูปปางปฏิมากร นำไปประดิษฐานไว้ทั้งสี่มุมเมือง ทั้งเป็นการเจริญรอยตามพระราชประเพณี ซึ่งวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่พสกนิกร ให้อยู่เย็นเป็นสุขปราศจากโรคาพาธภัยพิบัติทั้งปวง โดยประดิษฐานไว้ทั้ง 4 ทิศ 4 จังหวัด ได้แก่ ทิศเหนือที่จังหวัดลำปาง ทิศตะวันออกที่จังหวัดสระบุรี ทิศตะวันตกที่จังหวัดราชบุรี และทิศใต้ที่จังหวัดพัทลุง

พุทธลักษณะพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ มีขนาดหน้าตักกว้าง 49 นิ้ว ประกอบไปด้วยโลหะทองเหลือง 3 ส่วน ทองขาว 1 ส่วน และทองแดง 1 ส่วน น้ำหนักรวมกัน 1,400 กิโลกรัม พร้อมกับให้ประชาชนมีส่วนร่วม นำโลหะ 3 กษัตริย์ คือ ทอง นาค และเงิน มาร่วมพิธีหล่อองค์พระด้วย โดยโปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งสี่จังหวัด รับพระราชทานไปประดิษฐาน ในจังหวัดของตนเอง เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2511

น้อมกราบเบญจางคประดิษฐ์ อย่างสวยงามที่สุด 3 ครั้ง แล้วเดินออกจากศาลาจัตุรมุข เพื่อไปชมสิ่งที่คู่วิถีคนพัทลุง นั่นก็คือ โพน นั่นเอง

ออกไปไม่ไกลจากศาลาจัตุรมุข โดยเฉพาะตามถนนราเมศวร์ ก็ได้เห็นการติดตั้ง หอโพนมงคลทั้งเก้า เอาไว้ถึง 4 หอ จากทั้งหมด 9 หอ ได้แก่ จุดที่ 1 วัดอินทราวาส (วัดท่ามิหรำ) ถนนราเมศวร์ โพนก้องฟ้า จุดที่ 2 สวนกาญจนาภิเษก ถนนราเมศวร์ โพนพสุธาสนั่น จุดที่ 3 หน้าพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ ถนนราเมศวร์ โพนขวัญเมือง จุดที่ 4 สวนสาธารณเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนคูหาสวรรค์ โพนเรืองเดชา จุดที่ 5 ลานหน้าเขาวังเนียง ถนนทัณฑ์บำรุง โพนมหามงคล จุดที่ 6 ศูนย์ภูมิปัญญาผู้สูงอายุ ถนนวีรศักดิ์ราษฎร์พัฒนา โพนมนต์เทวัญ จุดที่ 7 สวนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ถนนราเมศวร์ โพนอนันตชัย จุดที่ 8 ถ้ำมาลัยเทพนิมิต โพนพิธิตไพรี และจุดที่ 9 หาดแสนสุขลำปำ ถนนอภัยบริรักษ์ โพนศรีไพศาล

หอโพนมงคลทั้ง 9 ลูก ได้ทำการติดตั้งตามจุดสำคัญๆ ในเขตเทศบาลเมืองพัทลุง เพื่อสืบสานเจตนารมณ์บรรพบุรุษ ซึ่งการตีโพนแต่ละลูกแต่ละจุด มีความหมายเฉพาะที่หลากหลาย ทว่าจุดร่วมสำคัญที่เหมือนกัน คือส่งเสริมสิริมงคลต่อผู้ตี

โพนเป็นกลองพื้นบ้าน ใช้ตีส่งสัญญาณเสียง อยู่คู่ความเป็นอยู่ชาวพัทลุง มาตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน อันเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญ อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาโดยตลอด ยามช่วงฤดูเข้าพรรษานิยมมาหุ้มโพนกัน คือการทำโพน เพื่อใช้ในกิจกรรมของทางวัด ไม่ว่าจะตีเพื่อเป็นสัญญาณบอกเวลา หรือตีเพื่อเป็นจังหวะในประเพณีลากพระ

สำหรับในการทดลองตีโพน เพื่อสดับฟังเสียงวัดที่อยู่ห่างกัน ก็เสมือนกับเป็นการประลองเสียงโพน อันเป็นที่มาของประเพณีแข่งขันโพน

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า