เยือนสวิส ย้อนวันวาน ตามรอยพระบาทสู่ "วัยเยาว์ของพระเจ้าอยู่หัว" (๑)

เรื่องพิเศษ(จบใน ๓ ฉบับ)

เปียโนไม้สีน้ำตาลยี่ห้อ Carl Hardt, Stuttgart หลังนี้ยังคงความคลาสสิคงดงามด้วยเนื้อไม้ที่วาววับจากการดูแลรักษาอย่างดีแม้จะมีอายุไม่ต่ำกว่า ๙๐ ปีแล้ว ครั้งหนึ่งเปียโนหลังนี้ได้ถูกขายให้แก่ร้านเปียโนของครอบครัว Laurent ในเมืองโลซานน์ เพื่อจะพบว่านี่คือเปียโนที่มีคุณค่า และมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยและคนไทย...

เป็นไปได้ว่าบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เราเคยได้ยินได้ฟังตั้งแต่เกิดจนถึงบัดนี้ อาจมีต้นกำเนิดจากเปียโนหลังนี้...

ข้อความภาษาฝรั่งเศสที่ปรากฏอยู่ด้านในฝาครอบเปียโนหลังนี้ มีความหมายว่า

"เปียโนหลังนี้อยู่ในถิ่นพำนักของกษัตริย์แห่งสยาม ตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๔๗๗ ถึงเดือนกรกฎาคม ๒๔๗๘"

ข้อความนี้ตรงกับหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเมื่อทรงพระเยาว์ ทรงฉายกับเปียโนหลังนี้ปรากฏในหนังสือ "เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์" ที่ระบุไว้ว่า ในปีนั้นมีข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ หนังสือพิมพ์ในสวิตเซอร์แลนด์ลงข่าวว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล (พระยศในขณะนั้น) อาจจะเป็นผู้สืบราชสมบัติต่อไป ทำให้นักหนังสือพิมพ์ได้พยายามสืบเสาะหาว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลประทับอยู่ที่ใดในสวิตเซอร์แลนด์ จนกระทั่งสืบพบและขอประทานพระอนุญาตฉายพระรูป โดยฉายขณะที่ประทับทรงเปียโน ภาพถ่ายนี้ฉายเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๗ โดยช่างภาพของหนังสือพิมพ์จากลอนดอน

เปียโนหลังนี้จึงถือได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและพระอนุชา (พระยศในขณะนั้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช) ได้ทรงศึกษาในขณะทรงพระเยาว์ เมื่อทรงมีพระชนมายุได้ ๙ และ ๗ พรรษา ตามลำดับ ต่อมาร้านเปียโนของครอบครัว Laurent ในเมืองโลซานน์ได้รับซื้อเปียโนหลังนี้เอาไว้ เมื่อเจ้าของร้านสำรวจสภาพการใช้งานก็พบข้อความขีดเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสอยู่ด้านในฝาครอบ ครอบครัว Laurent จึงได้นำมามอบให้แก่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบิร์นเมื่อวันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๐ และเก็บรักษาไว้ที่นั่นจนถึงบัดนี้

ปัจจุบันเปียโนยี่ห้อนี้เลิกผลิตไปนานแล้ว แต่เปียโนหลังนี้ยังอยู่ และเป็นเสมือนจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งในร้อยพันเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมาชิกในราชสกุลมหิดลเมื่อครั้งที่ประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เวลาอาจจะผ่านไปเนิ่นนาน แต่เรื่องราวเหล่านี้ยังคงอยู่...อยู่ที่เปียโนหลังนี้ บนถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่องที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นฉากชีวิตเมื่อครั้งยังพระเยาว์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อหลายสิบปีล่วงมาแล้ว...

 

"สยามนิทรรศน์รัชมงคล"

"ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท" ในสวิตเซอร์แลนด์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ชื่อว่าเป็น "นักเรียนเก่า" สวิตเซอร์แลนด์ เพราะเหตุว่าได้ประทับและทรงศึกษาอยู่ที่นี่นานนับสิบปี คือตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๖-๒๔๙๔ ตลอดระยะเวลาที่ประทับที่สวิตเซอร์แลนด์ ได้ทรงเข้าเรียนในหลักสูตรเดียวกันกับนักเรียนสวิสทั่วไป ซึ่งต้องศึกษาทั้งวิชาการ และวิชาชีพ เช่น ช่างไม้ เป็นต้น และเมื่อทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถในหลายด้าน ทั้งในด้านดนตรี กีฬา การศึกษา การชลประทาน ฯลฯ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนาโครงการพระราชดำริต่างๆ ที่ได้ทรงส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทยได้เรียนรู้เพื่อพัฒนาอาชีพ สามารถเลี้ยงชีพ พึ่งพาตนเองได้ อันเป็นที่มาของ "แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง" ที่จะสร้างความสุขอันยั่งยืนแก่คนไทยทั้งชาติหากศึกษาให้ถ่องแท้และนำไปปฏิบัติ

อาจกล่าวได้ว่าประเทศสวิตเซอร์แลนด์แห่งนี้มิใช่มีเพียงทิวทัศน์ที่งดงามชวนฝันเท่านั้น แต่เป็นสถานที่หนึ่งที่ได้บ่มเพาะพระราชจริยาวัตรอันงดงามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่เช่นทุกวันนี้

จุดเริ่มต้นของก้าวแรกในการตามรอยพระบาทฯในครั้งนี้คือกิจกรรมสยามนิทรรศน์รัชมงคลซึ่งเป็นกิจกรรมพิเศษที่ สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และสถานทูตสมาพันธรัฐสวิสในประเทศไทย ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ ๘๔ พรรษา และครบรอบ ๘๐ ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสมาพันธรัฐสวิส จุดเด่นประการหนึ่งสำคัญของกิจกรรมในครั้งนี้คือนิทรรศการตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ขณะประทับอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ร่วมกับพระบรมราชชนนี พระบรมเชษฐา และพระเชษฐภคินี คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยการนำภาพเก่าของสถานที่ที่เคยประทับหรือเสด็จประพาสเปรียบเทียบกับภาพของสถานที่เหล่านั้นในปัจจุบันโดยจัดแสดงไปแล้วเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านไปที่ห้างสยามพารากอน

นอกจากการจัดแสดงนิทรรศการในประเทศไทยแล้ว สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ นำโดย กอบลาภ โปษะกฤษณะ นายกสมาคมฯได้นำ "สยามนิทรรศน์รัชมงคล สัญจร" นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปจัดแสดงที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ งานไทย เฟสติวัล ๒๕๕๖ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบิร์น และสถานเอกอัครราชทูตถาวร ประจำองค์การสหประชาชาติ ณ กรุงเจนีวา และวัดศรีนครินทรวราราม เมืองเกรทเซ่นบาค เพื่อให้คนไทยในสวิตเซอร์แลนด์ได้รับรู้ถึงเรื่องราวอันทรงคุณค่านี้

การจัดทำนิทรรศการตามรอยเบื้องพระยุคลบาทนี้ใช้เวลาเดินทางอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ประมาณ ๒ สัปดาห์ เพื่อเก็บรายละเอียดต่างๆ ซึ่งก็ประจวบเหมาะกับว่าคุณกอบลาภนั้นเคยเป็นนักเรียนเก่าสวิสและเป็นนักเรียนในความดูแลของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในเวลานั้นจึงได้มีโอกาสรับทราบข้อมูลต่างๆที่เป็นประโยชน์และเอื้อต่อการทำงานนี้เป็นอย่างมาก

"ตอนสมัยเป็นนักเรียน ดิฉันเป็นนักเรียนที่อยู่ภายใต้การปกครองของสมเด็จกรมหลวงฯ เพราะว่าทางคุณลุงเป็นแพทย์ประจำพระองค์ มาวันแรกท่านก็ไปเยี่ยม สมเด็จย่าท่านก็โปรดให้ไปรับประทานอาหารกลางวันด้วยในเสาร์ อาทิตย์ บางทีสมเด็จพระพี่นางก็พาออกไปข้างนอก ทำให้เรารู้ว่าท่านเสด็จฯที่ไหนบ้าง สมเด็จย่าท่านก็เคยเล่าว่าสมัยยังสาวฉันก็พาทั้งสามพระองค์มาเล่นสกีที่นี่ ก็เลยทำให้การตามรอยพระบาทฯเพื่อทำงานนิทรรศการในครั้งนี้ทำได้ง่ายขึ้น ใช้เวลา ๒ อาทิตย์เต็มๆ ทำกันเต็มที่เลยโดยไปตามสถานที่ต่างๆที่เคยเสด็จฯไป

การทำงานนี้และการเป็นนายกสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ถือว่าเป็นเรื่องที่ฝังใจมานานว่า ที่ดิฉันเรียนหนังสือจบมาได้เพราะสมเด็จพระพี่นางฯ เมื่อดิฉันมาเรียนที่สวิส ท่านก็ให้ความเป็นกันเองมาก เป็นทั้งครู ทั้งผู้ปกครอง ท่านจะเอาพระทัยใส่เราว่าต้องทำตัวยังไง อยู่โรงเรียนเรียนหนังสือไปถึงไหนแล้ว ท่านจะสอนทุกอย่างเพราะพ่อแม่ไม่ได้อยู่กับเรา พอดิฉันไปเรียนที่มหาวิทยาลัยซอร์บอน ปารีส ท่านก็เสด็จฯไปหา เราก็ไม่อยู่ เสด็จฯไปหลายหนเราก็ไม่อยู่ ตอนหลังเราก็สอบตก ท่านก็มีพระหัตถเลขาไปว่าสมควรแล้ว เรียนไม่จบก็กลับบ้านไป อายคน ทำให้เกิดฮึดขึ้นมาว่าเราจะต้องเรียนให้จบให้ได้ ดิฉันจึงสำนึกในพระคุณของพระองค์ท่านเสมอว่าถ้าไม่ใช่เพราะท่านเราก็คงจะเรียนไม่จบ"

นิทรรศการนี้ทางสมาคมจะมอบให้แก่สถานทูตไทยในสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเผยแพร่ต่อไปแม้เสร็จสิ้นงานแล้ว เพื่อที่ว่าคนไทยหรือชาวต่างชาติที่ได้ดูจะได้ทราบถึงข้อมูลดังกล่าว และหากสนใจที่จะศึกษา นิทรรศการนี้ก็จะไม่ใช่เพียงเนื้อหาบนบอร์ดและภาพถ่ายเท่านั้นแต่จะเป็นเหมือนไม้ขีดไฟที่จุดประกายให้คนไทยในสวิตเซอร์แลนด์ได้ศึกษาค้นคว้าพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างถ่องแท้ผ่านสถานที่ต่างๆเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในสวิตเซอร์แลนด์ ดังที่คุณกอบลาภได้กล่าวสรุปไว้ว่า

"ดิฉันเชื่อว่าประวัติศาสตร์ไม่มีทางลบเลือน เพราะโรงเรียนที่ท่านเรียนก็ยังมีให้เห็น สถานีรถไฟ และที่ต่างๆที่เคยประทับ สิ่งที่เราทำนี้ก็เพื่อให้คนไทยในต่างแดนเข้าใจว่าพระเจ้าอยู่หัวเคยอยู่ที่นี่ และใช้ชีวิตอย่างไร คนทั่วไปมักคิดว่าพระเจ้าอยู่หัว พระพี่นาง สมเด็จย่ามาอยู่ที่นี่แล้วสบาย แต่นิทรรศการนี้จะได้เห็นเลยว่า ๑๑ ขวบท่านก็ถูบ้านเอง ปลูกผักเอง รดน้ำต้นไม้เอง อย่างเจ้าอิหร่านที่มาอยู่ที่นี่ มีคนใช้ประมาณ ๕๐ คน แต่ของเราแทบไม่มี สมเด็จย่าท่านเคยให้ดิฉันและนักเรียนไทยไปทานกลางวันด้วย ท่านก็บอกว่าอันนี้เอามาจากเมืองไทย ลำบาก กินให้หมด อันนี้เป็นสิ่งที่เราอยากบอกให้คนรู้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเติบโตมาอย่างไร ท่านโตมาอย่างธรรมดา ด้วยความสามารถของท่านเองแล้วท่านก็เอาทุกอย่างไปสอนคนไทยเพื่อให้ประเทศไทยเจริญ นี่คือความคิดรวบยอดที่เราอยากจะสื่อสารผ่านนิทรรศการนี้"

 

ทะเลสาบเลอมอง (Lac Leman)ในหน้าร้อนมีแสงแดดเจิดจ้าและท้องฟ้าใสกระจ่าง ภูเขาสูงใหญ่เป็นฉากหลังอันงดงามของทะเลสาบสีน้ำเงินใส ดูนิ่งสงบงดงามไปทั่วทุกหนแห่งเหมือนว่าเวลาไม่ได้เคลื่อนคล้อยไปเลย บรรยากาศริมทะเลสาบในวันนี้คงไม่แตกต่างกันนักกับเมื่อหลายสิบปีก่อนที่เจ้านายในราชสกุลมหิดลทั้งสี่พระองค์ ได้ทรงใช้เวลาพักผ่อนหย่อนใจอยู่ริมทะเลสาบแห่งนี้ปะปนกับชาวสวิสโดยทั่วไป

หนังสือพระนิพนธ์ "แม่เล่าให้ฟัง" พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ตอนหนึ่งระบุว่า เมื่อยังทรงพระเยาว์ในหลวงรัชกาลที่ ๘ และรัชกาลที่ ๙ จะทรงเล่นเรือใบและกรรเชียงเรือเล่นในทะเลสาบแห่งนี้ในช่วงฤดูร้อน

ทะเลสาบเลอมองเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่ในหลายเมืองของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส โดยเฉพาะเมืองโลซานน์ ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของเจ้านายในราชสกุลมหิดลในหลายช่วงเวลาด้วยกัน ช่วงเวลาแรกคือเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๓ หลังจากสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ ทรงอภิเษกสมรสกับหม่อมสังวาลย์ ได้ทรงแวะเยี่ยมชมเมืองโลซานน์ในระหว่างที่เสด็จฯเข้าร่วมการประชุมและดูงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่ยุโรป

ช่วงที่สองคือเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ ต้องเสด็จฯกลับประเทศไทยเพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่หม่อมสังวาลย์ซึ่งเพิ่งประสูติพระโอรส (หม่อมเจ้าอานันทมหิดล) ที่เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนีเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๘ และไม่ทรงแข็งแรงพอที่จะตามเสด็จ จึงเสด็จฯพร้อมด้วยพระโอรส-ธิดาไปประทับที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นการชั่วคราว ในครั้งนั้นหม่อมสังวาลย์ได้เสด็จไปพักที่ปารีสก่อน และได้นำพระธิดาและพระโอรสไปฝากไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็ก ชอง โซเลย์ (Champ Soleil)

หลังจากเสร็จงานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ ได้เสด็จฯไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อทรงศึกษาต่อ หลังจากนั้นหม่อมสังวาลย์ ได้มีพระประสูติการพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดชใน พ.ศ.๒๔๗๐

ช่วงเวลาที่สามที่เสด็จฯไปประทับที่เมืองโลซานน์คือในช่วงที่เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ ทรงสำเร็จการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาแล้ว จะเสด็จฯกลับเมืองไทยเป็นการถาวร โดยก่อนจะเสด็จฯกลับนั้น ได้ทรงแวะเมืองโลซานน์อีกครั้ง ระหว่างนั้นพระโอรส-ธิดาทั้งสามพระองค์ได้เสด็จไปประทับที่สถานรับเลี้ยงเด็กชองโซเลย์ (Champ Soleil) อีกครั้ง

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯได้ทรงเล่าถึงสถานรับเลี้ยงเด็กชอง โซเลย์ได้เสด็จฯไปประทับที่ชอง โซเลย์แห่งนี้ ๓ ครั้ง ครั้งแรกคือเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๘ ระหว่างที่พระบรมราชชนกเสด็จฯกลับประเทศไทยเพื่อไปถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงเล่าเมื่อเสด็จฯไปประทับครั้งแรกว่า

"...แม่คงนึกได้ว่าทูลหม่อมฯเคยรับสั่งว่า ดร.ฟรานซิส แชร์ ชาวอเมริกันที่เคยเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้เล่าถวายว่าที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีสถานที่รับเลี้ยงเด็กแห่งหนึ่งชื่อว่าชอง โซเลย์ ดร.แชร์เองเคยนำลูกไปพักที่นั่น จึงทราบว่าเขาดูแลเด็กอย่างถูกอนามัยเพราะเจ้าของเป็นแพทย์ แม่จึงตัดสินใจว่าจะพาลูกไปฝากที่สถานที่แห่งนี้..."

ครั้งที่สองที่เสด็จฯไปประทับที่ชอง โซเลย์คือเมื่อพระบรมราชชนกสำเร็จการศึกษาแล้วและเสด็จฯกลับเมืองไทยเป็นการถาวรแต่จะทรงพักผ่อนและติดต่องานต่างๆที่ยุโรปก่อน โดยได้ทรงแวะที่เมืองโลซานน์ก่อนเพื่อส่งพระโอรส-ธิดาทั้งสามพระองค์ไปประทับที่ชองโซเลย์

"แล้วลูกๆทั้งสามคนก็ถูกส่งไปอยู่ชอง โซเลย์พร้อมทั้งแหนนด้วย ทูลหม่อมฯและแม่จึงทรงสามารถเดินทางไปประเทศต่างๆอย่างสะดวกแต่เสด็จมาเยี่ยมลูกๆบ้าง"

ช่วงเวลาที่สี่เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดที่ครอบครัวมหิดลได้ประทับอยู่ที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเสด็จถึงเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๖ เมืองโลซานน์เมื่อ ๘๐ ปีที่แล้วเป็นเมืองสงบ อากาศดี มีภูมิประเทศงดงามแวดล้อมด้วยทะเลสาบและเทือกเขาสูงตระหง่าน บ้านเรือนสร้างอยู่บนเนินเขาลดหลั่นลงไป เป็นเมืองที่เหมาะสมทุกประการสำหรับเจ้านายในราชสกุลมหิดลที่จะได้ทรงศึกษาเล่าเรียนและรักษาพระพลานามัย

"น้องชายคนโตไม่แข็งแรง แม่เลยคิดว่าควรไปอยู่ต่างประเทศที่มีอากาศสบายๆ เสด็จลุงทรงแนะให้ไปสวิตเซอร์แลนด์...ต้นเดือนเมษายน ๒๔๗๖ แม่กับลูกสามคน พร้อมแหนนและบุญเรือน ก็ออกเดินทางด้วยรถไฟไปปีนัง แล้วลงเรืออเมริกันเพรสซิเดนต์เพียร์ซ ไปขึ้นที่เจนัว และต่อรถไฟไปโลซานน์ ..."

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือ "แม่เล่าให้ฟัง" ถึงการเดินทางไปประทับที่สวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นไปตามพระประสงค์ของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าที่ทรงกังวลเกี่ยวกับพระพลานามัยของพระราชนัดดา จึงเห็นว่าควรเสด็จไปประทับและศึกษาในประเทศซึ่งมีอากาศสบายๆ

"การที่ไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์นี้เป็นพระดำริของสมเด็จพระพันวัสสาฯ ซึ่งต้องทรงพรากจากผู้ที่ทรงรักที่สุดมาหลายครั้งแล้ว พระราชโอรสธิดาก็สิ้นพระชนม์เมื่อเยาว์วัย ๖ พระองค์ พระราชโอรสที่เหลืออยู่พระองค์เดียวเมื่อเสด็จกลับจากการศึกษาวิชาทหารเรือและที่คงคิดว่าจะได้ประทับอยู่ด้วยกันนานๆก็ทรงรับราชการไม่ถึงปี แล้วก็ทูลลาไปทรงศึกษาวิชาแพทย์เป็นเวลาหลายปี เมื่อเสด็จกลับมา ๙ เดือนก็สิ้นพระชนม์ไป"

เหตุผลอีกประการหนึ่งคือสถานการณ์ทางการเมืองหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ ที่ยังไม่นิ่ง

"ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว พระองค์ชายไม่แข็งแรงนักมาตลอด ดังนั้น สมเด็จพระพันวัสสาฯจึงทรงเห็นว่าด้วยสภาพบ้านเมืองไม่เรียบร้อย อาจมาพัวพันกับพระนัดดาของท่านได้ เป็นโอกาสที่จะไปศึกษาและรักษาสุขภาพอนามัยเสียที่ต่างประเทศ" (จากหนังสือ เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์ พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์)

เมื่อสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงมีพระประสงค์เช่นนั้น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร จึงได้ทรงแนะนำว่าควรเลือกเมืองโลซานน์ และสมเด็จพระบรมราชชนนีก็ทรงเห็นด้วยสมาชิกราชสกุลมหิดลเดินทางไปถึงเมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๖ โดยใช้นามสกุลว่า "มหิดล" ด้วยเหตุผลสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯได้ทรงเล่าไว้ใน "เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัติรย์" ว่า "ตามประกาศของสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์เจ้าขึ้นไปไม่ต้องใช้นามสกุล แต่เมื่อไปอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เราได้ใช้นามสกุล 'มหิดล' กันทุกคนเพราะไปอยู่อย่าง incognito คือไม่ต้องการให้คนทราบว่าเป็นใคร จึงต้องมีนามสกุลเพราะชาวสวิสไม่เข้าใจว่าเกิดมาเป็นคนแล้วไม่มีนามสกุลได้อย่างไร"

หนึ่งเดือนหลังจากไปถึงสวิตเซอร์แลนด์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ และพระอนุชาทั้งสองพระองค์ได้ไปประทับอยู่ที่ชองโซเลย์อีกครั้ง ส่วนพระราชชนนีเสด็จฯไปประทับกับครอบครัวชาวสวิสเพื่อเรียนภาษา โดยเสด็จไปรับในวันอาทิตย์โดยออกจากชอง โซเลย์ทีละองค์ หลังจากประทับอยู่ที่ชอง โซเลย์ได้สองเดือนครึ่ง ทุกพระองค์จึงได้ทรงย้ายไปอยู่ที่แฟลตเลขที่ ๑๖ ถนนทิสโซต์ ดังที่ปรากฏในพระหัตถเลขาจากสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี ถึงสมเด็จพระพันวัสสาฯ (จากหนังสือ "ยุวกษัตริย์") ว่า

"วันนี้เป็นวันอาทิตย์ หม่อมฉันขออนุญาตผู้ดูแลที่บ้านหมอพิเศษ ขอรับลูกมาอยู่ด้วยในตอนบ่าย เขาก็อนุญาตให้เปลี่ยนเวรกันมาทีละองค์ บี๋และนันท มาแล้วมาเหวยน้ำชาด้วย แล้วไปเดินเที่ยวกัน...ทั้งเล็กและนันทดีมาก ไม่ยุ่งอยากจะมาด้วยทันทีเมื่อบี๋ได้มาก่อน เล็กบอกว่าใครออกก่อนก็ไปก่อน เล็กออกทีหลังก็ต้องไปทีหลัง น่าเอ็นดูมากที่ไม่ยุ่ง คอยให้ถึงเวลาขององค์เองอย่างดี หม่อมฉันรู้สึกดีใจมากที่ลูกๆถ้าอธิบายกันเข้าใจแล้วเชื่อเสมอ..."

ปัจจุบัน ชอง โซเลย์ สถานรับเลี้ยงเด็กที่เจ้านายเล็กๆทั้งสามพระองค์แห่งราชสกุลมหิดลประทับเมื่อทรงพระเยาว์ก่อนเสด็จเข้าโรงเรียนประถม ก็ยังคงอยู่ ตัวอาคารเป็นตึกสีเหลืองอ่อน ๔ ชั้น แต่ไม่ได้เป็นสถานรับเลี้ยงเด็กเช่นในอดีตแล้วแต่ได้ถูกปรับปรุงเป็นโรงเรียนสอนเด็กพิเศษ

สถานที่อีกแห่งหนึ่งในเมืองโลซานน์ที่เป็นฉากหนึ่งในช่วงชีวิตแห่งความเปลี่ยนแปลงของสมาชิกในราชสกุลมหิดล คือ "ร้านถ่ายรูปเดอ ยอง" (De Jongh) ร้านนี้เป็นร้านที่ได้ฉายพระรูปครอบครัวมหิดล คือภาพหม่อมสังวาลย์ มหิดล และพระโอรส-ธิดา ทั้งสามพระองค์ในระหว่างที่แวะพักผ่อนที่เมืองโลซานน์ก่อนจะเดินทางกลับประเทศไทยเป็นการถาวร เป็นภาพที่คนไทยทุกคนคุ้นตากันดี และหลังจากนั้นก็ได้ฉายพระรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเมื่อทรงขึ้นครองราชย์แล้วไว้หลายภาพด้วยกัน ทั้งนี้เนื่องจากพระบรมราชชนนีโปรดฯให้พระโอรส-ธิดาได้ฉายพระรูปในโอกาสสำคัญต่างๆ เช่นวันประสูติ เป็นต้น

ปัจจุบันร้านถ่ายรูปเดอ ยอง ก็ยังคงอยู่ที่ถนนเดิม ที่เดิม คืออยู่ตรงข้ามแฟลตที่ถนนทิสโซต์ (Tissot) ซึ่งเป็นแฟลตแห่งแรกที่ครอบครัวมหิดลเสด็จฯไปประทับเมื่อแรกไปถึง และร้านเดอ ยองก็ยังคงดำเนินกิจการร้านถ่ายรูปอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่ลักษณะหน้าร้านเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

ภาพพระฉายาลักษณ์จากร้านเดอ ยองมากมายหลายภาพถือเป็นภาพประวัติศาสตร์สำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย และเป็นสิ่งที่ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอันเป็นสัจธรรม ร้านถ่ายรูปแห่งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งภาพจิ๊กซอว์ที่จะปะติดปะต่อภาพใหญ่ในการตามรอยพระบาทสู่ "วัยเยาว์ของพระเจ้าอยู่หัว" ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

(โปรดอ่านต่อสัปดาห์หน้า)