อาคารหลังกะทัดรัดฉาบทาสีเหลืองนวลหลังนี้ ตั้งอยู่ริมสนามหญ้าที่ตัดไว้เรียบดูนุ่มเนียน ชิดทางรถไฟ มีรั้วโปร่งเตี้ยๆสีขาวเป็นขอบกั้นบริเวณ

ก้าวเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบป้ายบอกว่า นี่คือ "พลับพลาสถานีรถไฟบางปะอิน" สถานีพิเศษแห่งแรก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เพื่อเป็นที่ประทับเมื่อเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานมาประทับแรมที่พระราชวังบางปะอิน

ตัวพลับพลาสร้างด้วยไม้สักทั้งหลังตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก เหนือประตูหน้าต่างประดับกระจกสีจากอิตาลี

เส้นทางรถไฟสายแรกของประเทศ คือสายกรุงเทพฯ - นครราชสีมา เมื่อมาถึงอยุธยา จึงเปิดเดินรถอย่างเป็นทางการ เมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๔๓๙ ทรงเปิดเส้นทางเดินรถ และทรงเปิดพลับพลาแห่งนี้ด้วย

ด้วยความเอื้อเฟื้อของพนักงานการรถไฟที่ประจำอยู่ ณ สถานีบางปะอิน เราจึงได้มีโอกาสเข้าไปชมภายใน

เพียงแค่ประตูด้านมุขเปิดออกให้เห็นภายในอาคาร ยังไม่ทันถอดรองเท้าก้าวเข้าไปภายในเลย คนหนึ่งก็อุทานว่า "เป็นบุญตา"

ชมเชยกระจกแบบสเตนกลาส ที่มองจากภายนอกไม่เห็นน่าสนใจ แต่ภายในเป็นสีงดงามตั้งแต่ที่ประดับบานประตู แล้วก็บานหน้าต่างทุกบาน

เรายืนบนพื้นไม้แผ่นโตมองไปรอบตัว แหงนมองหลังคา หมุนอยู่หลายรอบ ตื่นตากับลายอันชดช้อยของกระจกสีที่ต้องแสงแดดแรงยามสายของวันนั้น งามจับตาจริงๆ ยังผนังเป็นไม้ตีซ้อนกันเป็นเหลี่ยมมุม และเพดานประดับลาย ดูวิจิตรบรรจงทุกแง่ทุกมุม

ทุกอย่างที่แวดล้อมตัวขณะยืนอยู่ในห้องนั้น งดงามน่าชมเพียงใด โปรดพินิจจากภาพที่นำมาให้ดูนี้เถิด

ไม่น่าเชื่อว่าอาคารทรงงดงามและโบราณกว่า ๑๐๐ ปีเช่นนี้จะตั้งอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ริมทางเช่นนี้

ตัวอาคารได้รับการดูแลไว้ดี ได้รับคำบอกเล่าจากเจ้าถิ่นว่า ภายในอาคารมีการทำความสะอาดเป็นครั้งคราว พื้นไม้ที่เราเหยียบย่างอยู่นั้นจึงสะอาด เดินได้

ขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนในการดูแลอาคารหลังนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อมมา ณ ที่นี้

เจ้าหน้าที่บอกว่า อาคารนี้เป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้ว

ข้อดีของการขึ้นทะเบียนนั้นมีอยู่ คือทำให้ดัดแปลง ปรับปรุง ตามใจชอบไม่ได้ และรื้อทิ้งไม่ได้

ข้อเสียของการขึ้นทะเบียนก็มีอยู่ คือจะทำอะไรกับโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนสักที ต้องรอกรมศิลปากรมาทำ

บางแห่งถึงกับบอกว่าไม่อยากขึ้นทะเบียน เพราะทำให้อาคารที่ขึ้นทะเบียนทรุดโทรมเร็วขึ้น เนื่องจากว่ากรมก็มีงานล้นมือ บางครั้งเรื่องเล็กกลับบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่เพราะรอนานเกินไป เช่นฝนรั่ว กว่าจะมาซ่อมความชื้นก็ลามทำลายจิตรกรรมฝาผนังงามๆไปมากเกินเยียวยา

ที่นี่ก็เห็นรอยน้ำกลางพื้นห้อง สงสัยเคยมีน้ำซึมลงมาจากรอยรั่วบนหลังคา

ชมพลับพลาจนอิ่มตาแล้ว คิดถึงอะไรบ้าง

ชายคาของอาคารมีไม้ฉลุ ดูประดุจมี "ลูกไม้" ติดชายคา ชวนให้นึกถึงสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบนี้ในที่อื่นๆอีก เช่น พระตำหนักหอ ในวังบางขุนพรหม ซึ่งปัจจุบันรื้อย้ายไปสร้างใหม่ อยู่ในบริเวณสวนที่ตั้งของพระที่นั่งวิมานเมฆ

แล้วก็นึกไปถึงการนั่งศาลาลอยฟ้า (กระเช้าไฟฟ้าทำหลังคาทรงไทยคล้ายศาลา) ชักรอกข้ามไปชมวัดนิเวศธรรมประวัติ พระอารามชั้นราชวรวิหาร ที่เกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย

วัดนิเวศธรรมประวัติเป็นวัดไทย แต่สร้างเป็นสถาปัตยกรรมแบบโบสถ์ตะวันตก สไตล์โกธิค สร้างสมัยรัชกาลที่ ๕ เช่นกัน แต่สร้างก่อนพลับพลา คือสร้างในปี ๒๔๒๑

กระจกสีในพระอุโบสถไม่มีลวดลายประดับประดาอ่อนช้อยงดงามแบบที่พลับพลา แต่ยามแสงแดดส่องผ่านกระจกเข้ามาตกต้องพื้นในพระอุโบสถ ก็สร้างแสงหลากสีให้ความแจ่มใสกับบรรยากาศภายในได้อย่างน่าสนใจ

นอกจากนี้ผู้ที่ไปชมวัดจะได้เห็นกุฏิและเรือนต่างๆ ในยุคสมัยเดียวกับพระอุโบสถ และพลับพลาสถานีบางปะอินหลายหลังอีกด้วย

พินิจลายดอกไม้ ผลไม้ ที่ระย้าย้อยอยู่บนกระจก จะเห็นว่าบางช่อสีสันสดใส บางช่อสีซีด บางช่อสีเลือนไปแล้วด้วยแรงแดดที่สาดเข้ามากระทบโดยตรงทุกวันๆ

ตั้งคำถามกับตนเองว่า น่าจะทำอะไรได้อีกบ้างเพื่อรักษาอาคารหลังนี้ไว้ให้อนุชนได้ชม อย่างที่เราได้ชมกันอยู่ในวันนี้

คนเราอายุ ๑๐๐ ปี นับว่าเฒ่าแล้ว เจอแดดแรงก็ป่วย ฝนมาก็เป็นหวัด ต้องคอยถนอมสุขภาพอันบอบบางไว้ให้ดี

อาคารไม้อายุ ๑๐๐ ปี ก็น่าจะได้รับการปกป้อง ระวังแดด ระวังฝน ในทำนองเดียวกัน

เรือนขนาดนี้ถ้ามีหลังคาคลุม มีที่บังแดดไม่ให้ส่องตรงๆ จินตนาการเห็นอาคารใหญ่ๆ ออกแบบอย่างมีรสนิยม คลุมอาคารเล็กหลังนี้เอาไว้ และมีนิทรรศการต่างๆ รอบๆ เกี่ยวกับรถไฟสายแรก เกี่ยวกับการคมนาคมสมัยเริ่มเดินรถ หรือเกี่ยวกับผู้คนในอยุธยาสมัยเริ่มเดินรถ ฯลฯ ก็จะได้ศูนย์การเรียนรู้ขึ้นมาอีกแห่ง

อาคารก็จะไม่เหงา และน่าจะได้รับการรักษาอย่างทันการยิ่งขึ้น

แล้วใครจะทำ การรถไฟคนเดียวคงต้องคิดหนัก แม้ว่าเงินคงไม่มาก แต่ในเมื่อขาดทุนอยู่ทุกปี ศูนย์การเรียนรู้ที่ไม่ได้กำไรคงได้ลำดับความสำคัญที่ต่ำมาก

แหงนหน้าดู เห็นพระเกี้ยวติดอยู่บนผนังเหนือประตู และหน้าต่าง ก็นึกถึงนักวิชาการหลากหลายสาขาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ออกแบบอาคารและดูแลงานอนุรักษ์

นึกถึงศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ในฐานะผู้มีผลงานให้เห็นประจักษ์ในการทำศูนย์การเรียนรู้

นึกถึง เอสซีจี ในฐานะบริษัทที่ก่อกำเนิดมาในยุคนั้น ในด้านวัสดุก่อสร้าง

นึกถึง ผู้ว่าราชการจังหวัด อบจ. และ อบต. ในฐานะผู้มีงบประมาณ และเป็นผู้จะได้ประโยชน์โดยตรงในการมีแหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในพื้นที่

ถ้าทำได้อย่างฝัน รฟท. ก็จะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็น "ปู่โสม" ไปเป็นเจ้าภาพผู้ดูแลนักเรียนและนักท่องเที่ยวที่จะแวะเวียนกันมาเยือน แล้วกิจการนี้ก็อาจจะเลี้ยงตนเองได้แม้ไม่มีกำไรเป็นกอบเป็นกำ

ได้แต่ฝัน เพราะว่าองค์ประกอบที่ขาดหายไปก็คือวาทยกร และผู้จัดการวง ที่จะสั่งงาน สั่งเงิน ให้เดิน

หน้าที่นี้น่าจะเป็นของการรถไฟ และกระทรวงคมนาคม

จึงขอฝากด้วยค่ะ