สีสันของหน้ากาก

วิถีไทย-วิถีอาเซียน

คำกล่าวที่ว่า "อีสานเฮามีฮีตสิบสอง คองสิบสี่" บ่งบอกถึงความศรัทธาในพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี จึงมีประเพณีงานบุญจนกลายเป็นจารีตประเพณีสืบต่อกันมาในหมู่เฮาชาวอีสานทุกเดือนปฏิทิน งานบุญใหญ่ที่กล่าวถึงกันมาก ได้แก่ บุญพระเวส หรือบุญพระเหวดในเดือนสี่ไทย (ตรงกับเดือนมีนาคม) และบุญบั้งไฟ จัดขึ้นในเดือนหกไทย (ตรงกับเดือนพฤษภาคม)

เชื่อกันว่างานบุญพระเวส ถือเป็นอานิสงส์สูงสุดในชีวิตที่จะได้ฟังเทศน์ กัณฑ์พระเวสสันดรชาดก ภายในหนึ่งวันหนึ่งคืน ส่วนบุญบั้งไฟเป็นบุญขอฝนเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก

แต่สำหรับชาวด่านซ้าย จังหวัดเลยซึ่งเรียกตัวเองว่า ไทด่าน จะมีธรรมเนียมจัดงานบุญพระเวสกับบั้งไฟรวมเป็นงานเดียวกันในราวเดือน 8 ซึ่งจะอยู่ประมาณมิถุนายน-ต้นกรกฎาคม เป็นงานบุญหลวง หรืองานบุญใหญ่ เล่าขานกันว่า บรรพชนของชาวไทด่าน ประทับใจกับตำนานพระเวสสันดรชาดกกัณฑ์ ในการสร้างทานบารมีเป็นอันมาก เมื่อทั้งสองพระองค์ได้พระราชทานช้างมงคลคู่เมืองไปให้กับเมืองอื่น ตามคำขอของเขา ชาวเมืองกลัวเกิดเหตุเภทภัย ฝนแล้งน้ำท่วม จึงขับไล่ไสส่งพระองค์ไปอยู่ป่า ณ เขาวงกต ครั้นต่อมาชาวเมืองเข้าใจพระองค์ จึงอัญเชิญเสด็จกลับเมือง

แต่บรรดาชาวป่าที่เคยปรนนิบัติพระเวสสันดรเมื่อครั้งเสด็จมาประทับในพนาตามเสด็จเข้าเมืองด้วย

ชาวเมืองเห็นชาวป่าแต่งตัวกะรุงกะรัง หน้าตาเหมือนผีสางนางไม้ จึงเรียกพวกเขาว่า ผีตามคน หรือ ผีตาขน คือเป็นผีที่มีขนตาแล้วยังเดินตามคนอีก ภายหลังเพี้ยนมาเป็น ผีตาโขน

งานบุญหลวงของชาวไทด่าน จึงมีขบวนแห่พระเวสสันดรและนางมัทรีอย่างเอิกเกริก โดยมีคนแต่งเป็นผีตาโขน หรือผีตามคน เดินตามขบวนสร้างสีสันให้จนกลายเป็นจุดขายอันลือลั่นด้านการท่องเที่ยว ถือเป็นการผสมผสานประเพณีทั้งพุทธ พราหมณ์ และลัทธิถือผีได้อย่างกลมกลืนลงตัว โดยเพิ่มความน่าเอ็นดูด้วยผีตาโขนเด็ก ที่จะวิ่งกันทั่วเมืองเพื่อขอขนมตามตลาด ร้านค้า บ้านเรือน บางทีก็วิ่งเข้าไปเด็ดผลหมากรากไม้ในสวน ไม่มีใครต่อว่ากัน เพราะถือเป็นการทำบุญทำทานที่ได้อานิสงส์ แล้วยังทำให้เกิดความสนุกสนานกับท่าเต้นร่ายรำวาดลวดลาย ขย่มตัว ส่ายสะโพก โขยกขา ขยับเอวของผีตาโขนเสียอีก

แม้ว่าปัจจุบัน ผีตาโขน จะประยุกต์ตามการพัฒนาของบ้านเมืองไปจนกลิ่นอายของงานบุญหลวงแปรเปลี่ยน แต่ก็ยังเป็นสีสันที่ไม่มีวันจางหายไปจากชาวด่านซ้าย

เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นศรัทธาต่อเทพเจ้าในศาสนาฮินดูของชาวบาหลีที่อินโดนีเซีย ซึ่งผู้คนพากันหลงใหลในเสน่ห์ของท้องทะเลและมนต์ลึกลับแห่งเกาะเล็กๆ ที่มีตำนานเล่าขานความเป็นมา ว่านักบวชรูปหนึ่งประกาศตัดเป็นตัดขาดลูกชายขับไล่ให้ไปอยู่ที่เกาะแห่งนี้ และสร้างอาณาจักรให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวในฝันของคนทั่วโลก

เสน่ห์ที่ไม่เหมือนที่ไหนเห็นจะอยู่ตรงจิตวิญญาณ ชาวบาหลีจะนิยมการบูชาเทพเจ้าแห่งธรรมชาติ มีทั้งเทพเจ้าทะเล เทพขุนเขา เทพทะเลสาบซึ่งเป็นเทพชั้นสูง นอกจากนี้ยังมีการบูชาเทพชั้นต่ำเพื่อป้องกันไม่ให้ความเลวร้ายมากล้ำกราย กล่าวกันว่า ชาวบาหลีเป็นชนชาติที่ใช้กระทงเปลืองที่สุดในโลก โดยใช้ทุกวันวันละ 5 เวลา ทุกครอบครัวจะทำกระทงเล็กๆใส่เครื่องเซ่นไหว้เทพเจ้า เรียกว่า จานัง เพื่อใส่ข้าว ดอกไม้ และธูปวางตามที่ต่างๆ ทั้งศาลเจ้า โคนต้นไม้ แม้แต่พื้นถนน

ชาวบาหลีเชื่อว่าการบูชาเทพเจ้าและภูติผี เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างความดีและความชั่ว นั่นหมายความว่าสันติสุขมิใช่เกิดขึ้นจากการมีแต่ความดีเท่านั้น แต่คนเราต้องรู้เท่าทันความชั่ว จึงจะไม่ถูกชักนำไปสู่หนทางที่เลวร้าย ชีวิตจึงต้องมีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง ความดีและความเลว ตามบานประตูบ้านของชาวบาหลีจึงมี กาละ หรือที่คนไทยเรียกว่า หน้ากาล เป็นสัญลักษณ์ว่าทุกครั้งที่เราเดินผ่านประตู เรากำลังถูกหน้ากาลกลืนกินสิ่งไม่ดีในใจเรา

ไม่น่าแปลกที่จะเห็นผู้คนต่างมุมโลกต่างๆพากันแวะเวียนมาเสาะแสวงหาความลับที่บาหลีอันเป็นเสมือนที่มั่นสุดท้ายของกลุ่มคนผู้นับถือศาสนาพราหมณ์อย่างเข้มข้นในประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ ชาวบาหลีจึงนับถือเทพมูรติ อันหมายถึงพระศิวะ พระนารายณ์ และพระพรหม ตำนานเล่าขาน หน้ากาลประดับตรงประตูทางเข้าบ้านเพื่อปกป้องผีร้ายภายนอกก็เป็นอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์เช่นเดียวกัน

หน้ากาล คือ ภาคดุร้ายของพระศิวะ เทพเจ้าแห่งการสร้างและการทำลายโลกตามคติความเชื่อของฮินดู บางตำนานเล่าว่าเกิดจากดวงเนตรที่สามที่อยู่บนพระนลาฏของพระศิวะ ซึ่งหลุดออกมาเมื่อมีอสูรตนหนึ่งบังอาจมาขอมเหสีของพระศิวะไปเป็นชายา หน้ากาลได้ตรงเข้าจะกัดกินอสูรตนนั้นจนหน้ามืดตามัว แต่พระศิวะตรัสห้ามเพราะต้องการแค่สั่งสอนเท่านั้น หน้ากาลกำลังโมโหหิว เมื่อถูกห้ามจึงกัดกินแขนขาและลำตัวของตัวเองจนหมดสิ้น เหลือไว้แต่รูปหน้าอันถมึงทึงเท่านั้น พระศิวะจึงตรัสว่า หน้ากาลเอย ต่อนี้ไปข้าให้เจ้าสิงสถิตอยู่เหนือประตูทางเข้าทิพยวิมานของข้า ใครคิดจะมาหาข้าและไม่เคารพเจ้า มันก็จะมีอันเป็นไป "

เสน่ห์บาหลียังอยู่ที่ระบำบารอง ผ้าบาติค หน้ากากไม้ กระเป๋าหนัง สาวหน้าคมเข้ม สมกับความหมายของบาหลีที่แปลว่า แข็งแกร่งดั่งภูผาหิน

ผู้ที่มีโอกาสแวะเวียนไป บาหลี ไม่แปลกใจที่เกาะเล็กๆ หนึ่งใน 13,600 เกาะ ในประเทศอินโดนีเซียแห่งนี้ที่นักท่องเที่ยวขนานนามว่า "The dawn of the world" และ "The last paradise" จะเป็นที่ต้องตาต้องใจของนักท่องเที่ยวปีละเป็นแสน โดยชาวเมืองยังคงรักษาวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมไว้ได้อย่างสมดุลด้วยมือของพวกเขาเอง

เหมือนกับที่คนอินโดนีเซียไม่แคร์ที่จะเรียกร้องให้เวทีนางงามโลก ซึ่งมาใช้ประเทศเป็นสถานที่จัดงานประกวด "ห้ามแต่งชุดว่ายน้ำ" โชว์หวิว เด็ดขาด