สถานีรถไฟหัวหิน

เรือน ชาน บ้านเก่า

หัวหินเป็นสถานที่ตากอากาศยอดนิยม

ในอดีตครั้งนวนิยายเรื่องปริศนาแพร่หลาย หัวหินเป็นที่สุดของสถานที่ตากอากาศ

คนพอมีเงินพยายามเก็บหอมรอมริบ เพื่อไปเที่ยวสักครั้งในช่วงฤดูร้อน บ้างก็ไปทั้งครอบครัว บ้างก็ไปกับเพื่อนๆ เช่น ครอบครัวของปริศนา เป็นต้น

คนที่มั่งคั่ง มักมีเรือนส่วนตัวไว้พัก และอาจจะเอื้อเฟื้อถึงเครือญาติ มิตรสหาย และคนคุ้นเคยด้วย เหมือนวังของท่านชายพจน์ฯ ใครไม่ได้ไปก็ไม่ทันสมัย

จุดที่คนกรุงเทพฯ พบกันแน่นอนที่สุดคือที่สถานีรถไฟหัวหิน เดี๋ยวไปรับคนโน้น เดี๋ยวไปส่งคนนี้ ใครที่อยากรำลึกถึงหัวหินครั้งกระโน้น โปรดหยิบนวนิยายเรื่องปริศนามาอ่านทวนอีกสักครั้งกลิ่นอายของสังคมหัวหินวันวาน จะอวลจนสัมผัสได้

มนต์เสน่ห์ของหัวหินเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย

คนที่ไปตากอากาศที่หัวหินก็เปลี่ยนไป

สมัยนี้เราเห็นฝรั่งจำนวนมากที่หัวหิน เมื่อโรงแรมชั้นเลิศระดับนานาชาติ "ค้นพบ" หัวหิน โรงแรมเหล่านี้เข้ามาแทนที่บ้านพักสุดหรูของสมัยหนึ่ง

สมัยนั้นมีเงินก็เช่าไม่ได้ ต้องรู้จักกับเจ้าของเท่านั้น แต่สมัยนี้ขอให้มีเงินก็อยู่ได้

บางคนไปหัวหินด้วยกิจประชุม คนกลุ่มนี้ไปหัวหิน แต่ไม่รู้จักหัวหิน เห็นแต่ห้องในโรงแรม และรับประทานอาหารในห้องอาหารของโรงแรม พอประชุมเสร็จก็กลับพร้อมกัน โอกาสจะได้เดินเล่นดูความเป็นไปของหัวหินจึงแทบไม่มี

บางคนไปหัวหินแทบทุกสุดสัปดาห์ คนกลุ่มนี้มีหัวหินเป็นบ้านที่ ๒ นัดพบเพื่อนๆ กันก็ที่หัวหิน ตีกอล์ฟที่หัวหิน เดินตลาดฉัตร์ไชย เจอกันที่ร้านอาหารเก่าแก่ที่ไม่ตกไปจากความนิยมจนถึงวันนี้

อีกบางคนเคยมีบ้านพักตากอากาศของครอบครัวอยู่ที่หัวหิน คุ้นกับหัวหินจนเมื่อเกษียณอายุจากการทำงานตัดสินใจเลือกหัวหินเป็นบ้าน จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เฉพาะเวลามีธุระ

แต่ไม่ว่าจะไปแบบไหน น้อยคนนักจะเดินทางด้วยรถไฟ

การเติบโตของสาธารณูปโภคต่างๆ ทิ้งรถไฟให้ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ห่างกันลิบๆ

ในขณะที่ทางหลวงแผ่นดินขยายจากสองเลน เป็นสี่เลนทั่วประเทศแล้ว รถไฟยังแล่นบนรางเดียว

สถานีรถไฟขนาดเล็กๆ ที่รอการแวะพักเฉพาะรถธรรมดา เป็นสถานีที่น่าเอ็นดูจากสายตาของคนยุคนี้ที่มองหาอดีตเพื่อรำลึกถึงความหลัง แต่ไม่สามารถสนองความต้องการของชุมชนรุ่นใหม่ ที่ต้องการไปมาหาสู่กันอย่างรวดเร็วได้

ถ้าหากเมื่อใดมีการปรับปรุงรางรถไฟให้เป็นรางคู่ขนาน(ให้รถไฟแล่นสวนกันได้ เหมือนทางหลวงสองเลน ไปกลับ) รถไฟแล่นได้เร็วขึ้น ตรงเวลาขึ้น และถ้ารถไฟเป็นวิธีเดินทางที่คนจำนวนมากขึ้นเลือกใช้ สถานีรถไฟหัวหินก็อาจจะต้องถึงคราวเปลี่ยนไปแบบใดแบบหนึ่งสุดแต่การวางแผนของผู้รับผิดชอบและชุมชน

แต่ในระหว่างที่สถานีหัวหินยังอยู่ ขอให้ดูกันให้อิ่มตา

สถานีรถไฟหัวหินที่เห็นครั้งล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๖ นี้ ได้รับการดูแลอย่างดีสมกับเป็นสถานีประวัติศาสตร์

แม้ว่าโรงแรมรถไฟจะไม่ใช่โรงแรมที่การรถไฟบริหารงานเองอีกต่อไป และบนบาทวิถีทางเดินไปโรงแรมจะแออัดไปด้วยร้านค้าที่ตั้งทำธุรกิจเกาะตลอดแนวกำแพงจนมองไม่เห็นกำแพง แต่สถานีรถไฟกลับยังคงสะอาดสะอ้านและเด่นสะดุดตา

ได้เห็นรถไฟรุ่นโบราณ และรถถ่อตั้งอยู่เหมือนเป็นอนุสาวรีย์หรือประติมากรรมประดับสวน

จำได้ว่าเมื่อเป็นเด็กชอบดูรถถ่อมาก รถคันจิ๋วแล่นสำรวจรางด้วยแรงค้ำถ่อของพนักงาน เหมือนถ่อเรือบนบก

ขอบคุณที่ยังเก็บไว้ อย่างน้อยก็คันหนึ่งตรงนี้

ขอเสนอเพิ่มเติมว่าน่าจะมีรางเก่าๆ ไม่ใช้แล้วที่ตรงไหน ให้เด็กๆ ที่อยากรู้อยากเห็น ได้ลองถ่อสนุกๆ เป็นประสบการณ์จริงๆ

ตัวอาคารสถานีรถไฟหัวหิน ป้อมสัญญาณรถไฟ และเรือนบริวารทรงคล้ายกัน ทาสีเข้าชุดกัน สไตล์แบบนี้ลามมาเป็นงานออกแบบที่กั้นกลางถนนกลางเมืองหัวหินอีกด้วย

บานประตูทางเข้าสู่ชานชาลาแน่นหนาแข็งแรงแบบโบราณ ชานชาลามีผู้คนรอรถไฟหนาตา

รถไฟสายใต้ไปสุไหงโก-ลก กำลังจะเคลื่อนเข้าสู่ชานชาลา ผู้โดยสารนักท่องเที่ยวทั้งไทยและจีน เปิดหน้ากล้องเตรียมถ่ายภาพหัวรถจักร ขณะที่ขบวนรถเคลื่อนเข้าเทียบชานชาลา

การรถไฟถือกำเนิดมาในรัชกาลที่ ๕ ประเทศไทยต้องออกพันธบัตรกู้เงินจากต่างประเทศมาสร้าง พันธบัตรสมัยนั้นเป็นแบบมีคูปอง คือต้องตัดคูปองที่ติดมากับพันธบัตรออกทีละใบเพื่อนำไปขึ้นดอกเบี้ยรายงวด

รถไฟสมัยแรกโก้มาก คนทำงานก็มีวิชาความรู้สูง งานการมั่นคง

มีบางคนบอกว่ารถไฟสมัยนี้แล่นช้ากว่าสมัยรัชกาลที่ ๕ เสียอีก เพราะรางเก่าลงๆ หัวรถก็เก่าตาม

คนที่ตั้งกล้องรอถ่ายภาพหัวรถจักร คงจะถ่ายเพราะเห็นเป็นโบราณวัตถุที่ยังมีชีวิต และน่าสนุกที่จะได้โดยสารรถไฟโบราณสักครั้ง ที่เป็นการขึ้นรถไฟจริงๆ เดินทางจริงๆ ไม่ใช่ขึ้นเล่นๆ แบบขึ้นในสวนสนุก หรือขึ้นตามเส้นทางที่อนุรักษ์ไว้เป็นโบราณวัตถุ อารมณ์ตอนถือกล้องรอถ่ายหัวรถจักรของรถไฟไทย ตรงกันข้ามกับที่ตั้งกล้องรอถ่ายหัวรถไฟชิงกันเซ็นที่ญี่ปุ่น ที่นั่นตั้งกล้องเพราะตั้งใจเล็งถ่ายภาพหัวรถจักรรุ่นล่าสุด (ไม่ใช่รุ่นแรกสุด)

เห็นคนรอขึ้นรถด่วนสายใต้แล้ว ได้ความรู้สึกว่ายังมีคนต้องการโดยสารรถไฟอยู่จำนวนมาก ส่วนหนึ่งยอมรอขึ้น อีกส่วนหนึ่งไม่ปรากฏตัวในเวลานี้ คือเป็นอุปสงค์ที่ค้างรอให้มีบริการมาสนองตอบแล้วจึงจะแสดงตน

เส้นทางสายใต้ที่ไกลมากกว่าภาคอื่นๆ และแคบยาว (ประจวบคีรีขันธ์ส่วนแคบที่สุด กว้างแค่ ๑๕ กิโลเมตร) ยิ่งมีความต้องการใช้บริการรถไฟมาก แต่ดูเหมือนว่าจะได้รับความเอาใจใส่น้อย