เลียบฉากละคร ย้อนวันวาน แล "บ้านพิบูลธรรม"

เรือน/ชาน/บ้านเก่า

ทุกวันนี้ จะสังเกตได้ว่ากระแสนิยมในการสร้างละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์หรือการถ่ายทำมิวสิควิดีโอประเภทย้อนยุค ย้อนอดีต ได้รับความสนใจจากผู้ชมจำนวนมาก นอกเหนือจากการคัดตัวผู้แสดงระดับซูเปอร์สตาร์ ที่แสดงได้สมบทบาทเป็นแม่เหล็กดึงดูดใจผู้ชมแล้ว ฉากในเรื่องก็ต้องคัดสรรให้ดูแล้วมีความสวยงามสมจริงด้วย ดังนั้น ผู้กำกับการแสดงและทีมงานต่างก็พยายามเสาะแสวงหาสถานที่ถ่ายทำประเภทวังเจ้านาย ตึกโบราณ บ้านเก่า ที่สวยงามและมีเรื่องราวอันน่าสนใจ ซึ่งปัจจุบันเหลือน้อยลงทุกทีเพราะถูกรื้อถอนหรือเปลี่ยนแปลงสภาพตามการขยายตัวของเมืองและสภาพเศรษฐกิจ สังคม ที่ต้องการใช้พื้นที่ในเมืองก่อสร้างเป็นอาคารที่พักอาศัยและอาคารพาณิชย์ แต่ก็ยังคงสภาพอยู่ได้เพราะเป็นพื้นที่ใช้สอยและได้รับการซ่อมแซมดูแลจากเจ้าของสถานที่ทั้งภาครัฐและเอกชน ดังนั้น เมื่อได้ถ่ายทำออกอากาศหรือเผยแพร่สู่สาธารณะแล้ว สถานที่เหล่านั้นก็มักได้รับความสนใจจากผู้ชมจำนวนมากเพราะอยากเข้าไปเยี่ยมชมฉากละครที่กำลังติดตามและประทับใจอยู่

หนึ่งในสถานที่ซึ่งอยากแนะนำให้รู้จักกัน เพราะถูกกำหนดให้เป็นฉาก "วังเทวพรหม" ในละครโทรทัศน์เลื่องชื่อและได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากผู้ชม คือ "สุภาพบุรุษจุฑาเทพ" และฉากสำคัญในละครโทรทัศน์ เรื่อง "แค้นเสน่หา" ผู้เขียนซึ่งจัดกิจกรรมทัศนศึกษาในลักษณะท่องเที่ยวเดินเท้า เมื่อละครทั้งสองเรื่องนี้ออกอากาศ ก็ได้จัดกิจกรรมพาผู้สนใจไปเยี่ยมชมมาแล้วถึง ๒ ครั้ง เนื่องจากมีผู้สอบถามว่า ฉากในเรื่องนี้คือที่ใดและตั้งอยู่บริเวณไหน ผู้เขียนจึงได้ไปค้นคว้าข้อมูลของสถานที่แห่งนี้มาบอกเล่าสู่กัน

สถานที่ซึ่งกล่าวถึงนี้คือ "บ้านพิบูลธรรม" ตั้งอยู่เลขที่ ๑๗ เชิงสะพานกษัตริย์ศึก ถนนพระรามที่ ๑ เขตปทุมวัน ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของกระทรวงพลังงานและหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน บ้านพิบูลธรรม เดิมชื่อ "บ้านนนทิ" ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระราชทานเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงวัง เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๖ อันเป็นปีที่เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯให้เป็นเจ้าพระยา สาเหตุที่บ้านนี้มีชื่อเรียกว่า บ้านนนทิ นั้น คือเรียกตามนามของพระนนทิการ (โคอุสุภราช) ซึ่งเป็น เทพพาหนะของพระอิศวร เนื่องจากตราประจำตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง คือตราพระมหาเทพหรือพระอิศวรทรงพระนนทิการ

พลเอกแป้ง มาลากุล ณ อยุธยา ได้บันทึกคำบอกเล่าของ หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล ผู้เป็นอา ในเรื่อง ที่เกี่ยวกับบ้านนนทิว่า เดิมมีหลังเดียว คือตึกกลาง เป็นตึกที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน ให้เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี ครั้งดำรงตำแหน่งเป็นพระยาอนุรักษราชมณเฑียรและเมื่อเจ้าพระยาธรรมธิกรณาธิบดีได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานเงินให้สร้างตึกอีกหลังหนึ่ง ตึกใหม่นี้ก่อสร้างเป็นตึกสามชั้น มีสะพานติดต่อกับตึกกลางและเนื่องจากเจ้าพระยา ธรรมาธิกรณาธิบดี ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมศิลปากรด้วย จึงให้ช่างที่กรมศิลปากรเป็นคนออกแบบ ในขณะนั้น มีนายช่างวิศวกรและสถาปนิกชาวอิตาลีเข้ามารับราชการอยู่ในประเทศไทยหลายคน จึงเลือก ศาสตราจารย์แอร์โคเล มันเฟรดี สถาปนิกเป็นผู้ออกแบบตึกทั้งหมด ส่วนวิศวกรได้เลือกกาเล็ตตี้ เป็นชาวอิตาลีเช่นเดียวกัน และให้ ฟอร์โน เป็นผู้ช่วยในการออกแบบลวดลาย โดยมีชาวจีนเซี่ยงไฮ้ ชื่อนายดองชอง เป็นผู้แกะลวดลายไม้ต่างๆ และมีนายช่างไทยบางท่านร่วมงานอยู่ด้วย สำหรับผู้ที่เขียนภาพเพดานและภาพฝาผนังภายในห้องต่างๆ คือ คาร์โล ริโกลี ชาวอิตาลี การก่อสร้างตึกหลังใหม่นี้ใช้เวลาประมาณ ๑ ปี สิ้นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเป็นเงินประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ บาท

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๓ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนิน มาทอดพระเนตรและประทับเสวยที่บ้านนนทิ โดยพระองค์ประทับอยู่จนถึง ๖ นาฬิกาของวันเดียวกัน จึงเสด็จฯกลับ ด้วยความพอพระราชหฤทัยในผลการก่อสร้างเป็นอย่างมาก ทางเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดีจัดให้มีการแสดงละครถวายด้วย

ต่อมา "บ้านนนทิ" ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จากภัยของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อประเทศไทย นับตั้งแต่กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก เมื่อปลาย พ.ศ.๒๔๘๔ และในช่วงท้ายของสงคราม ก็ถูกระเบิด ของฝ่ายสัมพันธมิตร เนื่องจากอยู่ใกล้สถานีรถไฟหัวลำโพงที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการทิ้งระเบิด แม้หลังสงคราม จะซ่อมแซมแล้ว ความงดงามก็ไม่อาจกลับมาเท่าเดิมได้ โดยเฉพาะผนังห้องต่าง ๆ และภาพลายเพดานห้องโถงใหญ่ ที่เป็นภาพฃนกสดายุช่วยนางสีดาจากการลักพาของทศกัณฐ์ เป็นต้น ทางเจ้าของบ้านจึงได้เสนอขายรัฐบาลต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาหลายปี

เมื่อเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดีถึงแก่อสัญกรรมลง ในปี ๒๔๙๘ รัฐบาลจึงได้อนุมัติให้โรงงานยาสูบซื้ออาคารและพื้นที่ของบ้านนนทิเพื่อใช้ประโยชน์ในทางราชการ ด้วยความโอ่อ่างดงามของสถานที่และอยู่กลางพระนคร โดยเปลี่ยนชื่อเป็น "บ้านพิบูลธรรม" ตามนามของนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในวงเงินประมาณหกล้านบาท รวมถึงค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลใช้เป็นค่าซ่อมแซมส่วนที่เสียหายทั้งหมดให้กลับคืน สู่สภาพเดิม เป็นเงินอีกประมาณแปดแสนบาท โดยรัฐบาลมักจะใช้บ้านพิบูลธรรมนี้เป็นที่รับรองแขกผู้มีเกียรติชาวต่างชาติของรัฐบาล อาทิ ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เมื่อครั้งเป็นรองประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ประธานสหภาพพม่า และเจ้าสุวรรณภูมา แห่งราชอาณาจักรลาว เป็นต้น จนกระทั่ง พ.ศ.๒๕๐๑ จึงได้มอบสถานที่ให้เป็นที่ตั้งของการพลังงานแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกระทรวงพลังงานและหน่วยงานในสังกัด

ภายในบ้านพิบูลธรรมมีอาคารเก่าแต่แรกสร้างซึ่งมีความงดงามทั้งด้านสถาปัตยกรรมและ ศิลปกรรม อยู่ ๒ หลัง และศาลาไม้อีกหลังหนึ่ง คืออาคารสำนักงานเลขานุการกรมซึ่งอยู่หลังหน้า ปัจจุบันเรียกว่า "อาคาร ๑" และอาคารกองควบคุมและส่งเสริมพลังงานตั้งเยื้องไปด้านหลัง ปัจจุบันเรียกว่า "อาคาร ๒" ส่วนศาลาไม้ตั้งอยู่ด้านขวาของอาคารสำนักงานเลขานุการกรมและด้านหน้าของอาคารกองควบคุมและส่งเสริมพลังงาน

อาคารทั้งสองหลังออกแบบและสร้างตามรูปแบบสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิคที่นิยมในยุคนั้น เป็นอาคาร ๒ ชั้น รูปทรงตามปีกอาคารสองข้าง มีส่วนโค้ง ส่วนหักมุมและเฉลียงต่างกันแต่ได้สัดส่วนกลมกลืน ประดับลายปูนปั้นตามผนังตอนบนหัวเสา ขอบหน้าต่าง และลูกกรงระเบียง ประตูหน้าต่างไม้สลักลาย มีรูปประติมากรรมหน้าวัวหรือพระโคนนทิติดอยู่ที่เหนือประตู เฉลียงที่มุมขวาของตึกหน้า และที่ผนังข้างประตูหน้าและเหนือประตู เฉลียงข้างของตึกหลังมีสะพานคอนกรีตเชื่อมชั้น ๒ ของอาคารทั้งสองหลังให้สามารถเดินถึงกันได้

อาคารทั้งสองหลังตกแต่งภายในอย่างวิจิตรด้วยลายไม้แกะสลักตามเพดานและผนังห้อง ประตู และหน้าต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาคารในซึ่งตอนหน้าส่วนกลางก่อเป็นห้องชั้นที่ ๓ อีกห้องหนึ่งนั้น ด้านหลังเป็นอาคารชั้นเดียว จัดเป็นห้องโถงเอกของบ้าน โดยโถงหน้าเป็นทางเชื่อมจากส่วนหน้าของอาคารสู่โถงในซึ่งมีปีกเป็นรูปโค้งมน รูปทรงของห้องโถงนี้จึงเหมือนตัว T แต่มุมหักมน นับเป็นความงามน่าชมทางสถาปัตยกรรม ภายในห้องโถงนี้กึ่งกลางเพดานประดับภาพจิตรกรรมอันงดงามแปลกตา เพราะภาพเป็นเรื่องราวในจากวรรณคดีไทยแต่เขียนโดยช่างฝรั่ง ลายเส้นจึงอาจไม่คุ้นตาผู้ชมเท่าใดนัก ห้องด้านหน้าทางปีกซ้ายของอาคารหลังนี้ ปัจจุบันใช้เป็นห้องทำงาน มีภาพจิตรกรรมแบบเดียวกันประดับที่ฝาผนังด้านขวา เขียนเรื่องรามเกียรติ์ตอนพระรามตามกวาง ซึ่งสีและลายเส้นต่างไปจากภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ที่พระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

 

ส่วนห้องโถงด้านนอกบนเพดานเขียนรูปรามสูรเมขลา ห้องโถงด้านในบนเพดานเขียนรูปทศกัณฐ์ลักนางสีดากำลังต่อสู้กับนกสดายุ เพดานรอบๆ ภาพเขียนประดับด้วยหูช้างไม้สลักเรียงรายตลอด ถัดลงมาเป็นภาพจิตรกรรมดอกกุหลาบและเถาไม้ดอกสีสดสวย ผนังจากระดับขอบประตูบนลงมาประดับไม้สลักลาย ตามขอบสลักลายเถาผลไม้ เสาไม้กลมตั้งบนฐานสี่เหลี่ยมสลักลาย พื้นปูหินอ่อน ห้องโถงนี้ปัจจุบันใช้เป็นห้องประชุมและเลี้ยงรับรองของกระทรวงพลังงาน ส่วนเพดานห้องเขียนรูปหมู่กามเทพแบบฝรั่ง เป็นภาพเขียนสีปูนเปียก ด้านนอกอาคารมีศาลาไม้ เป็นศาลาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าประดับไม้สลักตามพนัก ระเบียง เสาและหูช้างรับกับตัวอาคารทั้งสองหลัง พื้นปูนหินอ่อน หลังคามุงกระเบื้องว่าว ปัจจุบันกรมศิลปากรได้กำหนดให้อาคารทั้งสองหลัง ดังกล่าว เป็นอาคารอนุรักษ์ทางศิลปกรรมแล้ว และนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่คนรุ่นหลังจะได้มีศิลปกรรมที่งดงาม ซึ่งสื่อถึงความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของชาติในอดีตไว้ศึกษาสืบต่อไป