ครุฑ สัญลักษณ์ของพระราชอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์

ห้องสมุดสกุลไทย
 "เรือครุฑยุดนาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผันผยอง
พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอ้เห่มา
"ฯลฯ"

กาพย์ยานี ๑๑ บทนี้ คัดมาจากกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้งหรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ กวีเอกแห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งบรรยายถึงกระบวนเรือพระราชพิธี ในตอนนี้ได้บรรยายถึง เรือรูปครุฑ ซึ่งกำลังหิ้วนาคอยู่ ตามปกติแล้ว ครุฑกับนาคเป็นศัตรูกัน และนาคจะเป็นฝ่ายแพ้ครุฑทุกครั้ง แม้กระทั่งเมื่อไปวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดอื่นๆ ก็จะพบนาคบ้าง ครุฑบ้าง คละเคล้ากันไป ครุฑกับนาคเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กันเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งบทความนี้จะกล่าวต่อไป

ครุฑหรือพญาครุฑ

ครุฑ (อังกฤษ : Garuda, สันสกฤต :) เป็นสัตว์กึ่งเทพในปกรณัมอินเดียและปรากฏในวรรณคดีสำคัญหลายเรื่อง เช่น มหากาพย์ มหาภารตะ เล่าว่า ครุฑเป็นพี่น้องกับนาคและทะเลาะกันจนเป็นศัตรู นอกจากนี้ ยังมีคัมภีร์ปุราณะที่ชื่อว่า ครุฑปุราณะ เป็นเรื่องเล่าพญาครุฑ

ตามคติไทยโบราณ เชื่อว่าครุฑเป็นพญาแห่งนก และเป็นพาหนะของพระนารายณ์ ปกติอาศัยอยู่ที่วิมานฉิมพลี มีรูปเป็นครึ่งคนครึ่งนกอินทรี ได้รับพรให้เป็นอมตะ ไม่มีอาวุธใดทำลายลงได้ แม้กระทั่งสายฟ้าของพระอินทร์ก็ได้แต่เพียงทำให้ขนของครุฑหลุดร่วงลงมาเพียงเส้นหนึ่งเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ครุฑจึงมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า "สุบรรณ" ซึ่งหมายถึง "ขนวิเศษ"

ครุฑเป็นสัตว์ใหญ่ มีอานุภาพและพละกำลังมหาศาล แข็งแรง บินได้รวดเร็ว มีสติปัญญา เฉียบแหลม อ่อนน้อมถ่อมตน และมีสัมมาคารวะ

ครุฑพอจะแบ่งได้ ๕ ประเภท คือ

๑. ตัวเป็นคนอย่างธรรมดาทั่วๆไป แต่มีปีก
๒. ตัวเป็นคนหัวเป็นนก
๓. ตัวเป็นคน หัวและขาเป็นนก
๔. ตัวเป็นนก หัวเป็นคน
๕. รูปร่างเหมือนนกทั้งตัว

ตำนานของครุฑในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เล่าว่า พญาครุฑเป็นบุตรของพระกัศยปมุนีเทพบิดร และนางวินตา พระกัศยปมุนีองค์นี้เป็นฤๅษีที่มีฤทธิ์เดชมากองค์หนึ่ง และเป็นผู้ให้กำเนิดเทพอีกหลายองค์ในศาสนาพราหมณ์ พระองค์มีชายาหลายองค์ แต่องค์ที่เกี่ยวข้องกับตำนานพญาครุฑนั้น นอกจากนางวินตาแล้ว ยังมีอีกองค์หนึ่งคือ นางกัทรุ ซึ่งเป็นพี่น้องกับนางวินตาและเป็นมารดาของนาคทั้งปวง ต่อมานางกัทรุและนางวินตาเกิดข้อบาดหมางกัน จึงทำให้ครุฑกับนาคพลอยบาดหมางกันไปด้วย และเป็นศัตรูกันมาโดยตลอด

สืบเนื่องจากข้อบาดหมางระหว่างนางวินตามารดาของครุฑและนางกัทรุมารดาของนาค ทำให้นางวินตาเป็นทาสของนางกัทรุ ครุฑจึงจำเป็นต้องไปขโมยน้ำอมฤต ซึ่งอยู่กับพระจันทร์เพื่อให้มารดาตนพ้นจากการเป็นทาส พระอินทร์และมวลเทพทั้งปวงเข้าขัดขวางก็ไม่สามารถชนะครุฑได้

ด้านพระวิษณุหรือพระนารายณ์ได้ออกมาขวางครุฑไว้และสู้รบกับพญาครุฑด้วยเช่นกัน แต่ต่างฝ่ายต่างไม่อาจเอาชนะกันได้ พระนารายณ์จึงรับสั่งกับครุฑว่าจะประทานพรตามที่ขอ ครุฑจึงทูลพระนารายณ์ว่า "ข้าพเจ้าจะถวายพรแก่พระองค์ เช่นกัน" พระนารายณ์จึงตรัสว่า "ถ้าเช่นนั้นขอให้ครุฑยอมเป็นพาหนะของพระนารายณ์และจะให้ครุฑอยู่ที่เสาธงของพระนารายณ์เพื่อจะให้ครุฑอยู่สูงกว่าตามที่ครุฑต้องการ" ทั้งสองฝ่ายจึงยุติศึกต่อกัน โดยพระวิษณุให้พรแก่ครุฑว่าจะให้ครุฑเป็นอมตะและให้อยู่ตำแหน่งสูงกว่าพระองค์ ส่วนครุฑก็ถวายสัญญาว่าจะเป็นพาหนะของพระวิษณุ และเป็นธงครุฑพ่าห์สำหรับปักอยู่บนรถศึกของพระวิษณุอันเป็นที่สูงกว่า

เมื่อครุฑได้หม้อน้ำอมฤตนั้น พระอินทร์ได้ตามมาขอคืน ครุฑก็บอกว่าตนต้องรักษาสัตย์ที่จะนำไปให้นาคเพื่อไถ่มารดาให้พ้นจากการเป็นทาส และให้พระอินทร์ตามไปเอาคืนเอง ครุฑจึงนำหม้อน้ำอมฤตไปให้นาคโดยวางไว้บนหญ้าคา (และว่าได้ทำน้ำอมฤตหยดบนหญ้าคา ๒-๓ หยด ด้วยเหตุนี้ หญ้าคาจึงถือเป็นสิ่งมงคลในทางศาสนาพราหมณ์) ส่วนนาคเมื่อเห็นน้ำอมฤตก็ยินดี จึงยอมปล่อยนางวินตาแม่ครุฑให้เป็นอิสระ ขณะพากันไปสรงน้ำชำระกายเพื่อจะมากินน้ำอมฤตนั่นเอง พระอินทร์ก็นำหม้อน้ำอมฤตกลับไป ทำให้นาคไม่ได้กิน พวกนาคจึงเลียที่ใบหญ้าคาด้วยเชื่อว่าอาจมีหยดน้ำอมฤตหลงเหลืออยู่ ทำให้ใบหญ้าคาบาดกลางลิ้นเป็นทางยาว (เรื่องนี้กลายเป็นที่มาว่าทำไงงูจึงมีลิ้นเป็นสองแฉกสืบมาจนทุกวันนี้) แต่นั้นมาครุฑกับนาคจึงเป็นศัตรูกันมาโดยตลอด แต่เนื่องจากครุฑมีพลังอำนาจเหนือกว่าจึงจับนาคกินเป็นอาหารเสมอ

ครุฑในทางพุทธศาสนา

ครุฑในทางพุทธศาสนาจัดเป็นเทวดาชั้นล่างประเภทหนึ่งภายใต้การปกครองของท้าววิรุฬหก ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาด้านทิศใต้ เหตุที่มาเกิดเป็นครุฑเพราะทำบุญเจือด้วยโมหะ
ครุฑมีกำเนิดทั้ง ๔ แบบ คือ โอปปาติกะ (เกิดแบบผุดขึ้น) ชลาพุชะ (เกิดในครรภ์) อัณฑชะ (เกิดในไข่) และสังเสทชะ (เกิดในเถ้าไคล) มีที่อยู่ตั้งแต่พื้นมนุษย์ ป่าหิมพานต์ ป่าไม้งิ้วรอบเขาพระสุเมรุ จนถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา
ครุฑชั้นสูงจะมีกำเนิดแบบโอปปาติกะ มีขนสีทอง มีเครื่องประดับแบบเทพบุตร เทพธิดา มีชีวิตอยู่เหมือนเทวดา แปลงกายได้ และบริโภคอาหารทิพย์เช่นเดียวกันเทวดา แต่ครุฑบางประเภทกินผลไม้หรือเนื้อสัตว์ บางประเภทถ้าผูกเวรกับนาค จะกินนาคเป็นอาหาร หรือถ้าผูกเวรกับสัตว์นรกในยมโลก จะสมัครใจไปเป็นนายนิรยบาลลงทัณฑ์สัตว์นรก

การใช้ครุฑเป็นสัญลักษณ์

ด้วยฤทธานุภาพของพญาครุฑ จึงได้มีการสร้างรูป ครุฑพ่าห์ (หรือ พระครุฑพ่าห์) หมายถึง ครุฑซึ่งเป็นพาหนะ เป็นรูปครุฑกางปีก และใช้เป็นสัญลักษณ์สำคัญเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ของไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากไทยได้รับลัทธิเทวราชจากอินเดีย ซึ่งถือว่าพระมหากษัตริย์คือพระนารายณ์อวตาร ดังนั้น ครุฑซึ่งเป็นผู้มีฤทธิ์มากและเป็นพาหนะของพระนารายณ์ จึงเป็นสัญลักษณ์แทนพระมหากษัตริย์ ดังที่ปรากฏอยู่ในดวงตราหรือพระราชลัญจกรประจำพระองค์ ประจำแผ่นดิน ประจำราชวงศ์ และประจำรัชกาล เป็นต้น

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แต่เดิมใช้ตราอาร์มเป็นตราแผ่นดินต่อมาจึงได้เปลี่ยนเป็นตราพระครุฑพ่าห์ เนื่องจากมีพระราชดำริว่าตราอาร์มจะคล้ายของฝรั่งไป

ในรัชสมัยต่อมาได้กำหนดพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินคือ พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ประจำพระองค์ โดยเปลี่ยนอักษรเฉพาะรอบๆ ใต้พระราชลัญจกร เป็นพระนามแต่ละพระองค์

จากการที่ได้ใช้ตราครุฑเป็นพระราชลัญจกรสำหรับประทับหนังสือราชการแผ่นดินที่เป็นพระบรมราชโองการ และใช้พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ประทับหนังสือราชการแผ่นดินมาแต่โบราณกาล ต่อมาจึงได้ใช้ตราครุฑ เป็นหัวกระดาษของหนังสือของราชการทั่วๆไปด้วยเพื่อให้ทราบว่างานนั้นเป็นราชการ ส่วนรูปครุฑที่เป็นธงแทนองค์พระมหากษัตริย์นั้นเรียกว่า ธงมหาราช เป็นรูปครุฑสีแดงอยู่บนพื้นธงสีเหลือง เริ่มใช้ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ธงมหาราชนี้เมื่อเชิญขึ้นเหนือเสา ณ พระราชวังใดแสดงว่าพระมหากษัตริย์ประทับอยู่ ณ ที่นั้น

ส่วนครุฑที่ปรากฏอยู่ในขบวนเรือหลวงซึ่งเป็นเรือพระราชพิธีมีอยู่ ๓ ลำ คือ เรือครุฑเหินเห็จ เป็นหัวโขนรูปพญาครุฑสีแดงยุดนาค เรือครุฑเตร็จไตรจักรเป็นหัวโขนรูปพญาครุฑสีชมพูยุดนาค และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ เป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ เป็นเรือที่สร้างขึ้นในรัชกาลปัจจุบัน

ในส่วนของทางราชการต่างๆ ได้ใช้ครุฑในหลายลักษณะต่างๆ ดังนี้

พระคทาจอมพล โปรดเกล้าฯ พระราชทานแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสได้รับพระราชทานพระยศเป็น จอมพลหญิง จอมพลเรือหญิง จอมพลอากาศหญิง และวันเฉลิมพระชนมพรรษา

การติดครุฑที่หัวเรือรบของราชนาวีไทยนั้น เป็นการปฏิบัติตามประเพณีนิยมของชาวเรือและมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกองทัพเรือว่าได้ปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เช่น เรือยงยศอโยชณิยา เรือรบกลไฟลำนี้ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงต่อเพื่อใช้ในเรือรบของวังหน้า รูปครุฑที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังมีเหลืออยู่ ได้แก่ รูปครุฑหัวเรือพระที่นั่งมหาจักรี ลำที่ ๒ ซึ่งได้เก็บรักษาและจัดตั้งแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ จังหวัดสมุทรปราการ ทั้งนี้ในปัจจุบันเรือหลวงของราชนาวีได้ติดครุฑไว้ที่สะพานเดินเรือหรือหัวเรือ เพื่อแสดงว่าเป็นเรือหลวง (คำย่อ คือ ร.ล.) โดยภาษาอังกฤษใช้ศัพท์ว่า HTMS (His Thai Majesty's Ship)

ในส่วนภาคเอกชนสามารถรับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ตราครุฑหรือตราแผ่นดินในกิจการได้ด้วย เริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ โดยมีข้อความประกอบว่า โดยได้รับ "พระบรมราชานุญาต" การพระราชทานตรานี้ แต่เดิมถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่จะพระราชทานตามพระราชอัธยาศัย ผู้ได้รับนอกจากจะเป็นช่างหลวง เช่น ช่างทอง ช่างถ่ายรูป เป็นต้นแล้ว ก็มักจะเป็นผู้ประกอบกิจการค้ากับราชสำนัก และเป็นประโยชน์ต่อราชการงานแผ่นดิน

ในปัจจุบันการขอพระราชทานตราตั้งนี้ต้องยื่นคำขอต่อสำนักพระราชวัง เพื่อพิจารณานำความขึ้นกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ซึ่งตราตั้งนี้ถือเป็นของพระราชทานเฉพาะบุคคล สิทธิรับพระราชทานและการใช้เครื่องหมายนี้จะสิ้นสุดเมื่อสำนักพระราชวังเรียกคืนเนื่องจากบุคคล ห้างร้าน บริษัทที่ได้รับพระราชทานฯตาย หรือเลิกประกอบกิจการหรือโอนกิจการให้ผู้อื่น หรือสำนักพระราชวังเห็นสมควรเพิกถอนสิทธิ

ทั้งนี้เอกชนที่เคยได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีหลายหน่วย เช่น สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จำกัด บริษัทปูนซีเมนต์ จำกัด บริษัทอีสต์เอเชียติ๊ก จำกัด บริษัทโอสถสภา จำกัด บริษัททองตั้งโต๊ะกัง บริษัทเอสโซ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย บริษัทไทยประกันชีวิต โดยข้างใต้จะเขียนคำว่า "โดยได้รับพระบรมราชานุญาต"

ครุฑนั้นนับว่าเป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์ของพระมหากษัตริย์และสัญลักษณ์ประจำแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ ดังนั้น หน่วยและส่วนราชการเองควรจะมีความภูมิใจและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยเฉพาะกองทัพเรือถือว่าเป็นเกียรติยศอันสูงสุดที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ติดครุฑที่เรือหลวงแห่งราชนาวี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมต่อกองทัพเรือและหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างหาที่สุดมิได้


อ้างอิง

๑. ประวัติการทหารเรือไทย, พลเรือตรี แชน ปัจจุสานนท์ : ๒๕๔๑
๒. th.wikipedia.org/wiki/ครุฑ
๕. ครุฑ, คณะทำงานจัดทำหนังสือเรื่อง "ครุฑ" ฯ ; บ.อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) พ.ศ.๒๕๔๔