ฟ้าลิขิต

150 ปี ศรีสวรินทิรา

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นประชาธิปไตย ประเทศไทยต้องพบกับการปฏิรูปมากมายหลายด้าน นับเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนคนไทยว้าเหว่เป็นที่สุดช่วงหนึ่ง ต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 ตัวแทนคณะรัฐสภา ได้กราบบังคมทูลขอคำปรึกษาจาก สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เรื่องทูลเชิญ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์ ในฐานะทรงเป็นพระญาติผู้ใหญ่ พระองค์ก็ไม่ทรงขัดข้อง ประทานเห็นชอบด้วย เพราะทรงเห็นแก่บ้านเมืองที่จำต้องมีพระประมุข และเพื่อความดำรงอยู่สืบไปของราชวงศ์จักรี แม้ในพระทัยจะไม่ทรงเห็นชอบด้วยนัก

จากนั้นรัฐบาลจึงได้มีโทรเลขด่วนไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อกราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จขึ้นครองราชย์ เป็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และส่งเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศรับคำสั่งไปถวายความเคารพในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศสยามแล้ว แต่เนื่องจากพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ยังทรงพระเยาว์ ไม่สามารถจะทรงบริหารราชการแผ่นดินในฐานะพระประมุขของประเทศได้ด้วยพระองค์เอง จำเป็นจะต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทางรัฐสภาจึงได้ทูลเชิญ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ แต่ทรงปฏิเสธตำแหน่งนั้นโดยประทานเหตุผลว่า พระองค์ทรงชราภาพมากแล้ว เวลานั้นทรงมีพระชนมายุ 72 พรรษา ทรงเกรงว่าจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่นั้นได้ดีพอ ทรงแนะนำให้ทางรัฐสภาแต่งตั้งบุคคลอื่นที่เห็นสมควรแทน

ทางรัฐสภาได้แต่งตั้งคณะบุคคลเป็นผู้สำเร็จราชการ 3 คน คือ

พันเอก พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ เป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต่อมาภายหลังทรงคับแค้นพระทัยที่ถูกอำนาจมืดทางการเมืองบีบคั้น ในเรื่องที่จะให้ข่มเหงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สุดจะหาทางออก จึงทรงปลงพระชนม์พระองค์เอง

นาวาตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา เป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต่อมาภายหลัง พันเอก พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ สิ้นพระชนม์แล้ว ได้ทรงเลื่อนขึ้นเป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ภายหลังเสวยราชย์แล้ว ยุวกษัตริย์พระองค์น้อยยังคงประทับอยู่ ณ เมืองโลซานน์ แต่ได้เปลี่ยนที่ประทับให้เหมาะสมกับพระฐานะจากแฟลตเลขที่ 16 ถนนทิสโซต์ มาประทับที่บ้านเช่าหลังค่อนข้างใหญ่ กว้างขวาง และสะดวกสบายกว่า ตั้งอยู่บนลาดเนินเขาเหนือฝั่งทะเลสาบเลมอง เมืองพุยยี ติดกับเมืองโลซานน์ มีชื่อขานกันในเวลาต่อมาว่า พระตำหนักวิลล่าวัฒนา มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่เข้ามาทำหน้าที่ราชองครักษ์ และแต่งตั้งเจ้าหน้าที่จากสถานทูตไทยประจำสวิตเซอร์แลนด์มาทำหน้าที่ราชเลขานุการในพระองค์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนา และเฉลิมพระนาม สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า ในฐานะพระอัยยิกา เป็น สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า โปรดเกล้าฯสถาปนา สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ามหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม กรมหลวงสงขลานครินทร์ ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปแล้วเป็น สมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ หม่อมสังวาลย์ มหิดล ในฐานะพระราชชนนี สถาปนาเป็น สมเด็จพระบรมราชชนนีศรีสังวาลย์ และสถาปนา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ส่วน สมเด็จพระอนุชา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงใช้ช่วงเวลาขณะนั้นประทับอยู่ที่วังสระปทุมต่อไปตามปกติ ทรงพักผ่อน ทำบุญตักบาตร เสด็จฯไปทรงฟังเทศน์ แต่ด้วยพระชนมายุที่สูงขึ้น ทำให้ประชวรบ้างตามพระวัย จึงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงพักผ่อนห่างไกลออกไปจากพระนคร และบ่อยครั้งไปถึงต่างแดน อันเป็นที่ประทับของเจ้านายเชื้อพระวงศ์ที่ลี้ภัยไปตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เพื่อทรงให้กำลังพระทัย

นับเป็นการสบโอกาสที่จะได้เสด็จฯไปทรงเยี่ยมเยียนพระประยูรญาติ ในปี 2479 เสด็จประพาสทางทะเลไปทรงเยี่ยมเยียน สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอนุชาต่างพระมารดา ที่ประทับอยู่ ณ สิงคโปร์ ไม่ถึงปี เสด็จฯไปทรงเยี่ยม สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ สมเด็จพระอนุชาต่างพระมารดาอีกพระองค์หนึ่งที่ปีนัง นอกจากนั้นยังทรงมีโอกาสเยี่ยม สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต และ กรมหลวงทิพยรัตน ต่อมา ในปี 2481 เสด็จฯชวาตามคำกราบทูลเชิญเสด็จของ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต อีกครั้ง ปรากฏว่าการประพาสครั้งนั้นทรงพระประชวรหนัก ต้องเสด็จฯกลับพระนคร และต้องทรงพักผ่อนอยู่นานกว่าพระอาการจะฟื้นเป็นปกติ

เมื่อพระอาการดีขึ้นก็ทรงได้รับข่าวว่าพระราชนัดดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จะเสด็จนิวัตพระนครเป็นครั้งแรกหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ 3 ปี ทรงมีพระชนมายุ 13 พรรษา

ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมือง มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ รัฐบาลได้กราบบังคมทูลขอให้ทรงเลื่อนการเสด็จฯออกไปก่อน จนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2481 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จึงเสด็จนิวัตประเทศ พร้อมด้วย สมเด็จพระราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ และ สมเด็จพระอนุชา แต่ทว่าประทับได้เพียง 58 วัน ก็เสด็จฯกลับไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

หลังจากนั้น ประเทศไทยก็เกิดความวุ่นวายทางการเมืองครั้งใหญ่อีกครั้ง ถึงขั้นจับกุมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวมถึง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร พระโอรสเลี้ยงของ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และทรงมีฐานะเป็นสมเด็จพระปิตุลาของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมากที่สุด การจับกุมเจ้านายชั้นสูงพระองค์นี้ ถึงขั้นพิจารณาโทษคุมขัง และประกาศถอดถอนพระอิสริยศักดิ์ รัฐบาลขณะนั้นยังได้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ล่วงเลยไปถึงขั้นดำเนินการฟ้องร้อง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ กล่าวหาว่านำเงินแผ่นดินที่เก็บรักษาไว้ในต่างประเทศไปใช้จ่ายในส่วนที่ไม่สมควร

ท่ามกลางความเป็นไปอันไม่น่าไว้วางใจเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยได้ใช้ความพยายามที่จะกราบบังคมทูลอัญเชิญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พร้อมพระประยูรญาติเสด็จฯไปประทับยังที่อื่นที่ปลอดภัยกว่าสวิตเซอร์แลนด์ แต่สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงปฏิเสธ และทรงมอบหมายให้พระมหิธานุกร ผู้ช่วยเลขานุการในพระองค์ที่โลซานน์ อัญเชิญพระกระแสรับสั่งมายังรัฐบาล ยืนยันความแน่วแน่ในพระทัยที่จะยังประทับ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อไป