ตามรอยพระอริยะ

"หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวณณเถร"
ประสบการณ์ลี้ลับ

ตอนที่ 1...ในวันว่างของผู้เขียนวันหนึ่งมีโอกาสขับรถไปทางสวนผึ้ง จอมบึง ราชบุรี ขับไปเรื่อยๆ มองเพลินๆ ไปทางด้านขวามือมองเห็นซุ้มประตูสีขาวขนาดใหญ่ มีป้ายชื่อว่า "วัดถ้ำสิงโตทอง" จึงเลี้ยวรถลองเข้าไปสำรวจ ขับเข้าไปประมาณกิโลเศษจะเห็นสำนักปฏิบัติธรรมสวนแก้วที่อยู่ใกล้กัน เลยไปอีกหน่อยก็คือ วัดเขารังเสือของหลวงปู่ชอบ ปทีโป พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอีกรูปหนึ่ง เข้ามาอยู่ในบริเวณนี้แล้วรู้สึกจิตใจสงบเหมือนหลุดเข้ามาสู่ดินแดนของนักปฏิบัติธรรมโดยแท้

เมื่อเข้ามาสู่ "วัดถ้ำสิงโตทอง" ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่ มองเห็นต้นไม้ใหญ่ร่มครึ้มมีอุโบสถ เจดีย์ เสนาสนะ อาคารเรียน หอสมุด ฯลฯ ที่สร้างอย่างสวยงาม มั่นคง เข้าไปกราบพระประธานในโบสถ์จึงทราบนามผู้สร้างเสนาสนะทั้งหมดภายในวัดรวมมูลค่าหลายสิบล้าน ซึ่งก็คือศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ อดีตประธานรัฐสภา และท่านผู้หญิงมณฑินี มงคลนาวิน นางสนองพระโอษฐ์สมเด็จพระเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ

วัดถ้ำสิงโตทองตามประวัติผู้ริเริ่มสร้างคือ หลวงปูโต๊ะ อินทสุวณณเถร เดิมสถานที่นี้มีถ้ำที่เงียบสงบ จนเมื่อปี 2509 มีพระสงฆ์รูปหนึ่งชื่อว่าพระมานิตย์ ได้มาพบกับหลวงปู่โต๊ะ พระมานิตย์ได้พูดกับหลวงปู่ถึงถ้ำแห่งนี้และชวนหลวงปู่ไปชม หลังจากนั้นหลวงปู่ได้เดินทางไปที่ถ้ำและเห็นว่าถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่เงียบสงบสมควรแก่การปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง ทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ในปี 2510 หลวงปู่โต๊ะจึงได้เดินทางมาที่ถ้ำแห่งนี้อีกและเริ่มปรับปรุงให้มีความสะดวกเหมาะสมที่จะตั้งเป็นสำนักปฏิบัติธรรมและใช้ชื่อว่า "ที่พักสงฆ์ถ้ำสิงโตทอง" จากนั้นจึงเริ่มมีลูกศิษย์ที่ติดตามมาช่วยปรับปรุงสถานที่ให้สะอาด โดยสร้างกุฏิสำหรับที่หลวงปู่จะพักหลังหนึ่งเป็นไม้หลังคามุงจากและกุฏิเล็กๆ อีกหลายหลังตามไหล่เขาข้างๆถ้ำพร้อมสร้างโรงครัวและที่พักสำหรับลูกศิษย์ที่ติดตามหลวงปู่มารอบๆ เขา พ.ศ.2522 ศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน และ ท่านผู้หญิงมณฑินี มงคลนาวิน ดำเนินการก่อสร้างอุโบสถ เป็นอุโบสถที่สร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ครบ 60 พรรษา พ.ศ.2535 เป็นสถาปัตยกรรมพระราชนิยมสมัยรัชกาลที่ 3 เน้นความเรียบง่าย แข็งแรง ภายในกรุด้วยไม้สัก งบประมาณการก่อสร้างทั้งหมดยี่สิบล้านบาท และยังได้สร้างพระพุทธปฏิมาประธานในอุโบสถ ได้รับพระราชทานนามว่า "พระพุทธสิริกิติพัฒน์" ซึ่งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงเป็นประธานเททอง เมื่อ 9 มีนาคม 2535 ขนาดหน้าตักกว้าง 2.99 เมตร ฝีมือการออกแบบของ คุณไข่มุกต์ ชูโต ปฏิมากรแห่งราชสำนักฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย "สก" มาประดิษฐานที่หน้าบันอุโบสถ โดยมีพระราชกระแสรับสั่งว่า "เป็นอุโบสถหลังแรกที่มีพระนามาภิไธยของพระองค์ท่านประดิษฐ์อยู่"

สิ่งที่นับเป็นมหามงคลแก่วัดถ้ำสิงโตทองอย่างยิ่งคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เสด็จฯไปทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเศียรองค์พระประธาน "พระพุทธสิริกิติพิพัฒน์" ทรงยกฉัตร ตัดลูกนิมิตและทรงปลูกต้นสักทองบริเวณหน้าอุโบสถ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2535

สำหรับหลวงปู่โต๊ะนั้นตามประวัติบันทึกไว้ว่า หลวงปู่โต๊ะหรือพระราชสังวราภิมณฑ์ ท่านเป็นชาวสมุทรสงคราม ถือกำเนิดในสกุลรัตนคอน ณ บ้านใกล้คลองบางน้อย ต.บางพรหม อ.บางคณฑี มีนายลอยและนางทับทิมเป็นบิดา มารดา เกิดเมื่อวันอังคารขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ปีกุน ตรงกับวันที่ 27 มีนาคม 2430 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันอีกหนึ่งคนคือ นายเฉื่อย รัตนคอน (ถึงแก่กรรมแล้ว) ในวัยเด็กหลวงปู่โต๊ะ ท่านฉายแววการเป็นผู้นำ ท่านมีความเข้มแข็ง ว่องไว เฉลียวฉลาด รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ชอบติดตามบิดามารดาไปวัดเป็นประจำ เป็นผู้มีมีความกตัญญู ขยัน มานะ อดทน เสียสละ จึงเป็นที่รักของบิดามารดาและญาติมิตร สมัยเด็กท่านมักแอบไปวัดเพียงลำพัง เพื่อฟังพระสวดมนต์ จนถึงกับท่องจำบทสวดมนต์ได้อย่างแม่นยำในบางบทบางตอน แม้เมื่อโตเป็นหนุ่มท่านก็ไม่ได้มีจิตใจฝักใฝ่ในสตรีเพศดุจหนุ่มรุ่นเดียวกัน เมื่อเยาว์วัยหลวงปู่โต๊ะและน้องชายได้ศึกษาเล่าเรียนที่วัดเกาะแก้ว ปากคลองบางน้อย อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ต่อมาเมื่อบิดามารดาเสียชีวิตหมดแล้วพระภิกษุแก้ว หรือหลวงตาแก้วโม่ง ซึ่งเป็นญาติกับท่านได้นำท่านซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 13 ปี มาฝากไว้กับพระอธิการสุข เจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลี แต่มาเพียงหลวงปู่โต๊ะองค์เดียวส่วนนายเฉื่อยนั้นยังคงอยู่ที่วัดเกาะแก้วตามเดิม

เมื่อหลวงปู่โต๊ะอายุได้ 17 ปี ในปี 2477 ท่านก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดประดู่ฉิมพลี โดยมีพระอธิการสุข เจ้าอาวาสเป็นพระอุปัชฌาย์ ในวัยเท่านี้ท่านก็มีความขยันหมั่นเพียรในการศึกษาพระปริยัติธรรม ท่องจำพระสูตรต่างๆได้อย่างแม่นยำมีความประพฤติไม่เป็นที่หนักใจแก่หมู่คณะ ทั้งยังสนใจในการเจริญสมาธิกรรมฐานอย่างมุ่งมั่น แทบทุกคืนหลวงปู่มักหลบไปนั่งกรรมฐานเพียงลำพังและยังชอบซักถามข้อธรรมที่สงสัยกับพระอาจารย์ผู้อบรมสอนสมาธิกรรมฐานอยู่เสมอ เมื่ออายุครบ 20 ปี หลวงปู่ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดประดู่ฉิมพลี เมื่อวันอังคารที่ 16 กรกฎาคม 2450 มีฉายาในพระพุทธศาสนาว่า "อินทสุวรณโณ" เมื่อได้อุปสมบทแล้วท่านก็ได้ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติตามหลักธรรมด้วยความวิริยอุตสาหะ ต่อมาพระอธิการคำ เจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลีได้ลาสิกขาบทออกไป หลวงปู่จึงรับภาระหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดเมื่ออายุได้ 26 ปี พรรษา 6 เบื้องปลายชีวิต

หลวงปู่โต๊ะท่านมีความเมตตาอ่อนโยน ยินดีสงเคราะห์ทั้งมนุษย์และสัตว์โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง มีความซื่อตรงถ่อมตน เรื่องนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดในมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ซึ่งมีการไปมาหาสู่กันเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ซึ่งมักมาพบปะสนทนาธรรมกับหลวงปู่ตั้งแต่ครั้งยังเป็นพระศาสนโสภณจนถึงกับกราบอาราธนาให้หลวงปู่ไปสอนกรรมฐานบรรยายธรรมเป็นประจำที่วัดบวรนิเวศวิหาร

บั้นปลายของหลวงปู่โต๊ะ ด้วยสังขารที่ตรากตรำมากเกินไปจึงทำให้ท่านอาพาธบ่อยๆ จนกายสังขารร่วงโรย ท่านอาพาธครั้งสุดท้ายในเดือนกุมภาพันธ์ 2524 หลังกลับจากวัดถ้ำสิงโตทอง ท่านมีอาการอ่อนเพลียลงตามลำดับ ก่อนมรณภาพ 7 วัน ท่านลุกจากเตียงไม่ได้เลยแต่ยังพอฉันได้บ้าง แพทย์ต้องให้น้ำเกลือทุกวันและต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ จนกระทั่งถึงวันที่ 5 มีนาคม ตอนเช้าลูกศิษย์เข้าไปถวายอาหารเป็นข้าวต้มกับรังนก ได้สังเกตเห็นแขนข้างขวาของท่านบวม จึงกราบเรียนท่านว่า "แขนหลวงปู่บวมมาก" ท่านก็พยักหน้ารับคำ ฉันอาหารแล้วหลับตาพักต่อไป จนเมื่อเวลา 09.00 น. ท่านอ่อนแรงลงอีก พอเวลา 09.55 น. ท่านก็สิ้นลมด้วยอาการสงบ เหมือนคนนอนหลับ ณ กุฏิสายหยุด รวมอายุได้ 93 ปี 10 เดือน 22 วัน

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า