รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข

Executive Coach ด้าน HR
นัดพบ

"คิดว่าตัวเองมี Energy" น่าจะเป็นแนวคิดหนึ่งที่กรุยทางไปสู่ความสำเร็จทางด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ทั้งในแง่ของอาจารย์ และ Executive Coach ให้กับ รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข กรรมการบริหาร หัวหน้าหลักสูตรการบริหารบุคคล สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิจัยกิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยเบอร์เบ็ค มหาวิทยาลัยลอนดอน สหราชอาณาจักร

ดร.เจี๊ยบ จบปริญญาเอก สาขาการบริหารรัฐกิจ จาก University of Southern California, Los Angeles, California (USC) ด้วยรางวัลการศึกษายอดเยี่ยม แต่เธอกลับถ่อมตนว่าไม่ใช่คนเรียนเก่ง เพียงแค่เรียนดี แต่ครั้นพอไปเรียนต่อปริญญาโทที่เมริกา ได้เรียนในสิ่งที่ชอบ เธอจึงกลายเป็นนักเรียนไทยที่ประสบความสำเร็จทางด้านการเรียน และกลับมาเป็น HR มืออาชีพลำดับต้นๆของเมืองไทย

ด็อกเต้อร์เป็นคนกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดคะ

เป็นคนกรุงเทพฯ คุณพ่อเป็นนายทหารอยู่ที่สระบุรี ท่านก็มักจะโยกย้ายไปตามจังหวัดต่างๆอยู่เรื่อย แต่ตัวดิฉันเองจะอยู่กับคุณแม่ที่กรุงเทพฯ เพราะคุณยายทำงานเป็นผู้จัดการอยู่ที่ธนาคารนครหลวงไทย สาขาสีลม ตั้งแต่สมัยที่ยังสามารถใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันได้เพื่อตั้งธนาคารสาขาได้ คุณยายหาลูกค้าเก่ง พูดภาษาจีนได้ ด้วย ท่านทำอยู่กระทั่งอายุ 70 ก็โอนกิจการให้คุณแม่ทำต่อในตำแหน่งเดียวกับคุณยาย คือเป็นผู้จัดการอาวุโส ตอนนี้คุณแม่เกษียณแล้วเช่นกัน ช่วยงานการกุศลบ้าง ส่วนคุณพ่อตอนนี้ไปบวช ครอบครัวเราจึงชอบทำบุญ

ส่วนตัวดิฉันเองต้องขอบคุณคุณแม่อย่างยิ่ง เพราะท่านให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา และการรู้ภาษาอังกฤษอย่างมาก ท่านจึงส่งเข้าเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ บางรัก แม้ว่าเราจะนับถือศาสนาพุทธ

หลังจากนั้นก็มาเรียนที่เตรียมอุดมฯ เพราะเป็นคนที่เรียนหนังสือดี เนื่องจากเป็นหนอนหนังสือตัวใหญ่ทีเดียว เวลาคุณแม่ชวนไปดูหนัง ก็จะไม่ค่อยอยากไปเพราะอยากอ่านหนังสืออยู่ที่บ้าน แล้วก็เบื่อที่จะแต่งตัว

ชอบอ่านหนังสือแนวไหนคะ

แนวสังคมศาสตร์ค่ะ คงเป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นกระมังคะ เพราะทั้งคุณพ่อและคุณแม่ ต่างก็เป็นนักอ่านด้วยกันทั้งคู่ โดยเฉพาะคุณแม่ท่านจะชอบซื้อหนังสือชีวประวัติ เช่น ชีวประวัติของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ดอกไม้สด กฤษณา อโศกสิน สุวรรณี สุคนธา สมัยก่อนจะซื้อหนังสือต้องไปที่วังบูรพา แต่ละครั้งก็จะซื้อมาเป็นตั้งๆ ศิริยุพา ก็กระหายที่จะอ่านหนังสือเหล่านั้นมาก อยากรู้ไปหมด เคยอ่านจนกระทั่งเกือบจะอาเจียนเพราะใช้สายตาเพ่งหนังสือมากเกินไป

ตอนเด็กๆ ก็จะได้รับคำชมเสมอว่าเป็นคนเรียบร้อย แต่เริ่มมาเป็นทโมนบ้างตอนเรียนชั้นมัธยม เพราะเริ่มมีเพื่อนมากยิ่งขึ้น อยากที่จะเล่นมากยิ่งขึ้น จากที่เคยสอบได้ที่ 1 ที่ 2 ก็จะค่อยๆร่วงลงมาเป็นที่ 4-5 แต่เราก็ไม่ได้รู้สึก เพราะยังอยู่ในอันดับท็อปเทนของห้อง แต่ที่บ้านไม่โอ.เค. เริ่มมีคำถามมาบ้าง

พอเริ่มโตขึ้น ลึกๆแล้วเรารู้สึกว่าเราเป็นคนที่แก่น ซนนะคะ คิดอะไรในแนวปฏิวัติมากทีเดียว แต่ด้วยความที่เราถูกเลี้ยงมาแบบเรียบร้อยก็จำต้องสงบเสงี่ยม พฤติกรรมแก่น ซน จึงมาแสดงออกอย่างชัดเจนตอนอยู่อักษรศาสตร์ จุฬาฯ

ทำไมจึงเลือกเรียนคณะอักษรศาสตร์

ความจริงไม่ได้อยากเรียนเลย แผนกแนะแนวของโรงเรียนเตรียมฯ ถ้านักเรียนคนไหนอยู่สายศิลป์แล้วเรียนคณิตศาสตร์ด้วย อาจารย์ก็จะแนะนำให้เรียนเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเราเองก็เห็นด้วยเพราะตอนนั้นนิยม ดร. ป๋วย อึ๊งภากร อ่านหนังสือประชาชาติธุรกิจทุกวัน เพราะเป็นคนที่สนใจเรื่องการเมือง

จำได้ว่าตอนสอบเอ็นทร้านซ์ก็จะเลือกคณะที่คะแนนสูงสุดของสายศิลป์ไว้ก่อน ซึ่งก็คือ อักษรศาสตร์ อันดับ 2ก็เป็นนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อันดับ 3 เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อันดับ 4 นิติศาสตร์ จุฬาฯ ฯลฯ ในระหว่างนั้นก็สอบที่สิงคโปร์ไว้ด้วย ซึ่งสอบได้แล้ว

หรือถ้าสอบไม่ติดดิฉันก็มีช้อยส์ที่ 2 ไว้เลือก อยากทำร้านขายขนมกับขายเสื้อ เพราะสมัยก่อนที่สยามสแควร์มีร้านทำนองนี้ซึ่งดังมาก

กลัวบ้างมั้ยคะว่าจะสอบเอ็นทร้านซ์ไม่ติด

ไม่เลยค่ะ เพราะคุณพ่อ คุณแม่ท่านมั่นใจในตัวเรามาก เราเป็นเด็กเรียน แต่การที่เราจะไปแก่นซนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งท่านก็ไม่เคยรู้เลย ตอนนั้นตั้งใจว่าอยากจะไปเรียนฝรั่งเศสทางด้านออกแบบเสื้อผ้า หลังจากนั้นก็จะไปเรียนทางด้านการทำขนมด้วย เพื่อที่จะเปิดร้านเป็นของตัวเอง

ปรากฏว่าพอผลสอบออกมาเราติดอักษรศาสตร์ด้วย โอ้ย!!! ตายแล้วฉันไม่ได้อยากเป็นเด็กอักษรฯ แต่ฉันอยากเรียนนิติศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์มากกว่า แล้วบุคลิกก็ไม่ได้เข้ากันเลย เอ้า...ในเมื่อติดแล้วก็ต้องเรียน แต่ก็ไม่ถึงกับอินมาก จริงอยู่ที่เราชอบภาษา แต่เราก็ไม่ถึงกับอยากรู้ไปถึงรากเหง้าหรือบรรพบุรุษของภาษา

พอขึ้นปี 2 ก็ต้องเลือกเอก แน่นอนว่าภาษาอังกฤษต้องมีคนเลือกอย่างล้นหลาม เราจึงเปลี่ยนไปเลือกฝรั่งเศสแทน กัดฟันเรียนจนฟันหักเลยค่ะ กว่าจะจบมาได้ เพราะมันยากมาก สมัยเรียนที่จุฬาฯ เราค่อนข้างจะเป็นเด็กกิจกรรม กลับบ้านดึกทุกวัน ระหว่างที่เรียนก็ได้พบกับอาจารย์ที่เป็นนักหนังสือพิมพ์ของฝรั่งเศสเป็นผู้สอน จึงทำให้การเรียนสนุกขึ้น ท่านเป็นอาจารย์ที่หัวสมัยใหม่มาก คิดดูก็แล้วกันว่าเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้วให้เราถกกันใน Class ว่าการมีเซ็กซ์ก่อนแต่งงานเป็นเรื่องยอมรับได้หรือไม่? เพราะคนฝรั่งเศสเขาจะเปิดมากทางเรื่องความคิด เราก็สนใจอย่างมากในเรื่องแนวความคิด แต่จะเป็นคนที่คิดนอกกรอบนะคะ ถ้าอาจารย์ถามว่าม่านที่นางวันทองปักเป็นลายอะไร? เราก็จะไม่จำ แต่เรากลับจะไปคิดว่าทำไมนางวันทองต้องทนทำงานหนักขนาดนั้นด้วย แล้วทำไมขุนแผนจึงได้เจ้าชู้นัก ซึ่งไม่เป็นการยุติธรรมต่อนางวันทองเลย เราจะนึกไปถึงเรื่องสิทธิสตรีอะไรโน่น หรืออาจารย์ให้วิเคราะห์ว่ากลอนช่วงไหนในเรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน ที่ไพเราะที่สุด เราก็ไม่จำ แต่เราจะไปจำเอาตอนที่นางทองประศรีด่าทอขุนแผน

จบมาทางด้านภาษาฝรั่งเศส แต่กลับไปเรียนต่อที่อเมริกา ซึ่งแตกต่างกันอย่างมาก

ใช่ค่ะ แล้วไปเรียนที่อเมริกาก็ไปต่อทางด้านรัฐประสานศนศาสตร์ ซึ่งพบคำตอบเลยว่า ใช่เลย เพราะว่าวิชานี้จะว่าด้วยเรื่องของการปกครอง ความยุติธรรมในสังคม ภาระที่รัฐจะต้องปกครองดูแลประชาชน เพราะสมัยที่เป็นนิสิตเราสนใจเรื่องความยุติธรรมในสังคม ด้านหนึ่งจะเป็นคนที่รักความยุติธรรม และสนใจเรื่องประชาธิปไตยมาก ลึกๆแล้วจึงคิดว่าถ้าเราทำอะไรให้คนในสังคมได้ เราก็จะทำ ยอมรับว่าเรียนที่อเมริกาสนุกสนานมาก ได้เรียนกับอาจารย์ผู้หญิงซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้กับกองทัพอากาศสหรัฐฯ ชื่อ ดร. ชาลอน คอนเนลลี่ โอ๊ย...เราชื่นชมท่านมาก เท่ชะมัดเลย อยากเป็นอย่างท่านบ้าง

วางแผนไว้บ้างหรือไม่คะว่าหลังจากเรียนจบแล้วจะไปประกอบอาชีพอะไร

ยังเลยคะ แต่ก็คิดเผื่อๆไว้บ้าง เพราะคิดว่าเรียนอะไรก็ได้ แล้วจะทำอะไรก็ได้ ไม่ได้คิดว่าจบมาทางด้านไหนแล้วต้องทำอย่างนั้น ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คิดต่างจากคนอื่น แต่ตอนนั้นอยากเป็นอย่าง คุณสุทธิชัย หยุ่น มาก เข้าท่าดี ตอนเรียนปริญญาเอกก็ค่อนข้างกดดันเพราะเราอายุน้อยที่สุด จนกลายเป็นโรคนอนไม่หลับ เพราะเราจะเป็นลูกไล่ของเพื่อนร่วมชั้นเรียนด้วยกัน แต่ชีวิตนี้มีความรู้สึกอยู่อย่างหนึ่ง คือไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็จะสู้ไม่ถอย ชีวิตนี้ถามว่าเคยกลัวอะไรมั้ย ไม่นะ ในชั้นเรียนชั้นเด็กที่สุด ฉันแพ้ก็ไม่เห็นจะต้องอาย

ในพระพุทธศาสนาสอนว่าเรื่องอดีตอย่าไปเก็บมาคิด เพราะมันผ่านไปแล้ว อนาคตอย่าไปคิด เพราะยังมาไม่ถึง ปัจจุบันต่างหากที่เราควรจะทำให้ดีที่สุด ในชีวิตไม่เคยคิดว่าทำอะไรไม่ได้ เราจะสุขจะทุกข์ ล้วนเกิดจากใจเราคิด อยู่ที่ใจเรามอง เราอย่ามองว่าความสุขต้องมาจากสิ่งนี้ หรือต้องมาจากคนนั้น เราเกิดมาคนเดียว เวลาเราตายเราก็ต้องจากไปคนเดียว

แล้วอย่างไรจึงมาเป็นอาจารย์สอนทางด้าน HR เรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ระหว่างเรียนอยู่ที่ USC (University of Southern California) ได้พบกับ คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ซึ่งเป็นบอร์ดบริหารของสถาบันศศินทร์ ซึ่งเป็นคุณพ่อของเพื่อนรุ่นน้องเรียนอยู่ที่ยูเดียวกัน คุณพารณเล่าว่าที่เมืองไทยมีสถาบันซึ่งสอนทางด้าน MBA เป็นภาษาอังกฤษ ถ้าอยากกลับไปเป็นอาจารย์ก็มาคุยกัน ตอนนั้นเราคิดว่าถ้าจะเป็นอาจารย์ก็อยากสอนในสถาบันที่ท็อปสุดของเมืองไทย จริงๆแล้วตอนแรกไม่ได้อยากกลับเมืองไทย เพราะได้สมัครไปเป็นอาจารย์สอนที่ University of California ที่ Irvine ซึ่งติดสัมภาษณ์รอบ 6 คนสุดท้ายแล้ว แต่คุณยายไม่สบายเสียก่อนจึงตัดสินใจกลับเมืองไทย

กลับมาก็ได้พบกับ อาจารย์เติมศักดิ์ กฤษณามระ ผู้อำนวยการสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านถามว่าสอนวิชาใดได้บ้าง เราก็ตอบท่านไปตามความจริง เพราะก็เคยทำงานเป็นอาจารย์พิเศษสอนอยู่ที่อเมริกา ท่านก็ให้เลกเชอร์ให้ฟังเป็นภาษาอังกฤษ โดยมีอาจารย์อีก 4 ท่านร่วมฟังอยู่ด้วย ซึ่งทุกท่านก็พอใจรับเป็นอาจารย์

หลังจากนั้นศศินทร์จึงได้เปิดสาขาวิชาบริหารทรัพยากรมนุษย์ขึ้นมา และมอบหมายให้เราเป็นผู้ดูแล ตั้งแต่การวางรากฐานหลักสูตร ทำเรื่องงานวิจัยต่างๆนานา ปัจจุบันเราเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่โดดเด่นอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องหลักสูตรการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ต่อเนื่องมาถึง 6 ปีแล้ว โดยที่เราแน่ใจว่าหลักสูตรของเราไม่แพ้ใครในโลก เพราะไม่ว่ามีเรื่องเกี่ยวกับ HR ใหม่ๆเกิดขึ้นที่ไหน เราจะถูกส่งไปศึกษาดูงานอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้นำความรู้กลับมาพัฒนาหลักสูตรของเราให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ

เพราะการทำการศึกษามีส่วนของแฟชั่นรวมอยู่ด้วย ดังนั้น คุณต้องห้ามตกเทรนด์เป็นอันขาด เราต้องรู้ด้วยว่าท้องถิ่นของเราต้องการอะไร สิ่งที่ดิฉันภาคภูมิใจ คือนิสิตที่จบทางด้าน HR ของเราถึงแม้จะจำนวนน้อย แต่เป็นที่ต้องการของบริษัทใหญ่กันทุกคน บางคนยังไม่ทันเรียนจบด้วยซ้ำก็มีคนมาจองตัวแล้ว นี่คือสิ่งที่เรารู้สึกว่าการบริหารการบุคคลทางด้านการศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องทันสมัย

ก่อนหน้านี้ HR เป็นที่สนใจของคนทั่วไปมากน้อยแค่ไหนคะ

ต้องบอกเลยว่าเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจ HR เลย ย้อนไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เซคชั่นในหนังสือพิมพ์จึงเริ่มมีเรื่องของ HR แทรกเข้าไปด้วย ดิฉันจึงเป็นคนแรกๆ ที่เขียนให้กับหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ แล้วก็เขียนต่อเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบัน ส่วนที่กรุงเทพธุรกิจ ก็ประมาณ 9 ปีแล้วเช่นกัน HR จึงเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้นตามลำดับ

เราต้องยอมรับว่าประเทศของเราขาดแคลนคนเก่งลงเรื่อยๆ สังเกตว่าเวลาสอบวัดทักษะความสามารถทางด้านวิชาการ คะแนนต่ำลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ แม้กระทั่งวุฒิภาวะทางอารมณ์ก็ต่ำลง เพราะฉะนั้นเราจึงไม่กลัวหากสถาบันอื่นจะมาก๊อบปี้หลักสูตรของเรา ถ้าเราวิเคราะห์แล้วเห็นว่าหลักสูตรของเราดี เพื่อที่จะช่วยกันผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพออกมาพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ อย่ามัวแต่มาขัดขากันเองไม่มีประโยชน์ เพราะมองดูแล้วในอนาคต ถ้าขืนเรายังไม่ทำอะไร มัวแต่ขัดขากันเอง เราจะถูกประเทศเพื่อนบ้านกลืนกินไปในที่สุด ต้องพูดกันตรงๆแบบนี้ บางคนฟังแล้วอาจจะรู้สึกเชือดเฉือนหัวใจ ช่วยใครได้ก็จะช่วยแม้จะปากร้ายก็ตามที ( หัวเราะ)

HR สำคัญอย่างไรต่อการพัฒนาองค์กรหรือสังคม

สำคัญมาก ถามว่าเครื่องจักรเครื่องกลต่างๆ เป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้หรือไม่ ไม่ใช่ เบื้องหลังเครื่องจักร สมองกลต่างๆ ล้วนแต่เกิดจากคน โลกนี้จะเจริญ จะสุข หรือจะทุกข์ จะล่มสลาย ก็เพราะว่าคน และคุณภาพของจิตใจ ข้อมูลวิจัยจากหลายสำนัก เช่น นิวยอร์ก สต็อคเอกเชน ต่างวิเคราะห์ออกมาเป็นแนวทางเดียวกันว่า ประเทศไทยขาดแคลนบุคคลซึ่งมีคุณภาพ มีความสามารถในเชิงการแข่งขันอยู่ในอันดับที่ 30 ของโลก ประเทศซึ่งเคยอยู่ในระดับเดียวกับเราเมื่อ 30-40 ปีที่แล้วอย่างเกาหลีใต้ ซึ่งเขาเคยจนที่สุด เขาพัฒนานำหน้าเราไปแล้ว ในขณะที่เรายังย่ำอยู่กับที่ บางขณะถอยหลังด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นประเทศเราจะพัฒนาให้รุดหน้าไปได้ต้องอาศัยคนคุณภาพ เพราะทุกวันนี้ทั่วโลกเขาวัดความสามารถกันที่คน เมื่อสองปีที่แล้ว ข้อมูลจากหอการค้าสหรัฐฯบอกไว้ว่า เนื่องจากความไม่มั่นคงทางการเมือง ความไม่พร้อมในเรื่องของระบบสาธารณสุข เรายังด้อยอยู่มาก ทำให้เด็กของเราเติบโตมาท่ามกลางความไม่พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งส่งผลให้สติปัญญาด้อยลงไปด้วย นโยบายทางด้านการศึกษาของเราก็ไม่ดี

ที่จริงแล้วบ้านเรามีคนฉลาดเยอะนะคะ แต่สิ่งที่เราขาด คือพ่อครัวฝีมือดี ถ้ารัฐบาล คือพ่อครัว มีผัก มีเนื้อ มีหมู มีไก่ แต่คุณไม่สามารถสร้างอาหารจานเด็ดขึ้นมากได้ รัฐบาลของเราเปลี่ยนบ่อยจึงขาดความต่อเนื่องทางด้านนโยบาย ไม่มีการสานงานต่อ เพราะเรื่องของการพัฒนาคนและเรื่องของการศึกษาล้วนต้องอาศัยความต่อเนื่องในระยะยาว เรื่องการพัฒนาบุคลากรจึงควรเป็นวาระแห่งชาติ เมื่อนั้นเราจึงจะได้บุคลากรที่สอดคล้องต่อการพัฒนาธุรกิจของประเทศ บ้านเราไปไม่ถึงไหนเพราะขาดเสถียรภาพทางด้านการพัฒนา ทั้งๆที่เรามีความพร้อมในทุกๆด้านจนเป็นที่อิจฉาของชาวต่างชาติ เราต้องมองสิ่งที่สอดคล้องกับภูมิภาค และกำหนดทิศทางของประเทศอย่างชัดเจน พยายามสร้างแบรนด์ความเป็นคนไทยให้ได้ ทุกวันนี้อาหารไทยมีชื่อเสียงทั่วโลก ทำไมเราไม่สร้างพ่อครัว แม่ครัวที่เก่งๆออกไปล่ะ

HR เข้าไปจัดการสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้อย่างไรบ้างคะ

เริ่มตั้งแต่การสร้างวัฒนธรรมองค์กร เพราะหน้าที่ของ HR ก็คือทำอย่างไรที่จะดึงดูด พัฒนา และรักษา เพื่อให้องค์กร หรือประเทศชาติมีประชากรที่มีคุณภาพ ในจำนวนที่พร้อมใช้เสมอ บ้านเรามีคนตั้งมากมาย แต่ใช้การไม่ได้เท่าที่ควร แต่ถามว่าทำไม HR จึงทำอะไรไม่ได้ เพราะเราขาดผู้นำที่มีความรู้ ความสามารถ ถ้าผู้นำไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ ไม่สามารถเป็นศูนย์รวมแห่งความสามัคคีได้ ทุกอย่างจบ เพราะฉะนั้นเราจึงควรช่วยกันสร้างภาวะผู้นำ ไม่ใช่ตัวผู้นำ ซึ่งตอนนี้ต้องสร้างตั้งแต่เด็ก เพราะผู้ใหญ่แก่เกินแกงแล้ว ทุกวันนี้เราสอนกันแต่เพียงว่าเกิดมาแล้วทำอย่างไรถึงจะรวยได้ ทั้งๆที่เราควรจะใช้คำว่า "ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จมากกว่า" เมื่อไหร่ที่สังคมเดินทางมาถึงจุดที่ฟอนเฟะอย่างหนัก โลกจะมีวัฏจักรของการทำลายตัวเองในที่สุด

บุคลิกอันพึงมีของผู้ที่จะประสบความสำเร็จทางด้าน HR

บุคลิกไม่ใช่เรื่องสำคัญสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ "ใจ" ถ้าในแง่ของวิชาการ ความรู้ สามารถเรียนกันทันหมด ถ้ามีใจรัก และมีความเชื่อว่า "คน" คือทรัพยากร หรือเป็นสมบัติที่สำคัญที่สุด โลกนี้จะดำรงอยู่ได้ อยู่ที่ "คน" รวมทั้งต้องเชื่อในตัวเองด้วยว่า "ฉันเป็นคนฉันต้องทำได้ และฉันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ฉันทำในสิ่งที่ดีได้" ถ้าเรามีใจที่จะทำสังคมเล็กในหน่วยงานของเราให้ดีขึ้น ก้าวต่อไปก็จะตามมา ส่วน HR ในบ้านคือเลี้ยงดูลูกของตัวเองไม่ให้ออกมาเป็นอันธพาล เริ่มจากครอบครัวก่อนแล้วค่อยขยายไปทำในระดับสังคม หลายคนมากที่มัวแต่ทำ HR ในระดับสังคม แต่ครอบครัวแตกแยก สำคัญคือตัวเองต้องแข็งแรงก่อน มองโลกในแง่ดี และต้องไม่ติดกฎเกณฑ์ของสังคมมากจนเกินไปนัก มิฉะนั้นคุณจะทำอะไรไม่ได้เลย บางครั้งการคิดนอกกรอบก็จะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

ความตื่นตัวเกี่ยวกับ HR ขององค์กรในบ้านเราเป็นอย่างไรบ้าง

เริ่มขึ้นมาบ้างพอสมควร ซึ่งต้องขอบคุณสื่ออย่างมากที่ให้ความสำคัญและช่วยประชาสัมพันธ์เรื่อง HR ออกไป แต่ถ้าถามถึงค่าตอบแทนในระดับกลาง เรายังต่ำกว่าต่างประเทศ ทั้งที่ GDP ของเราสูงกว่าในหลายๆ ประเทศ แต่ถ้า HR ในระดับท็อปสูงกว่าค่าซึ่งบ้านเรายังมีไม่มาก จึงมีการซื้อตัวกันอยู่ตลอดเวลา เช่น ในอุตสาหกรรมการผลิตยา ลูกศิษย์หลายคนทำงานอยู่ถูกแย่งตัวจากหลายบริษัทมาก

เราจึงมีโอกาสทางด้านนี้อีกเยอะมาก ยิ่งเมื่อเราเปิดเสรีอาเซียนที่ความต้องการ HR ที่จะไปบริหารคนระดับนานาชาติมากทีเดียว เพราะฉะนั้นภาษาอังกฤษต้องมาเป็นอันดับ 1 ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องปรับมาตรฐานของการศึกษาให้เท่าเทียมกัน เพราะปัจจุบันช่องว่างระหว่างโรงเรียนที่ไม่มีชื่อเสียง กับโรงเรียนดังๆ ต่างกันอย่างมาก ถ้าในระดับท้องถิ่น เราอาจจะต้องมานั่งคุยกับผู้ปกครองถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม

บางครั้งเราน่าจะต้องเรียนเพิ่มเติมในวันเสาร์-อาทิตย์ การศึกษาต้องสอดคล้องกับภูมิภาค ในเรื่องของการโรงแรม เราสามารถแข่งกับสวิสได้ ถ้าเราคิดจะแข่ง เพราะบ้านเรามีความเป็นเลิศทางด้านงานบริการ แต่คนในระดับผู้นำของเราบ้านเราไม่สามารถทำตรงนี้ได้ ทุกเรื่องจึงเป็นเรื่องของคนเข้ามาเกี่ยวข้องหมดเลย "ถ้าคนไม่ดีอะไรๆก็ไม่ดี" สิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นล้วนเกิดจากคนทั้งนั้น การบริหารคนจึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ และยากที่สุด เพราะคนเราเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ความทะยานอยาก ซึ่งทุกคนมีแต่ต้องอยู่ในระดับที่ไม่ละเมิดคนอื่น

ปัจจุบัน HR จึงเป็นหน่วยงานที่สำคัญอย่างมากในองค์กร

มากขึ้นเรื่อยๆค่ะ ถ้าในระดับองค์กรเมื่อก่อนยังไม่ค่อยมีคนเห็นความสำคัญ แต่ก็ยังไม่อยากจะบอกว่าสำคัญที่สุด เพราะก็ต้องมีการบริการเรื่องอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย ฐานของพัฒนาองค์กรนั้นมาจาก "คน" ถ้าบ้านเราเต็มไปด้วยคนฉลาด ไม่คดโกง เมืองไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่พื้นฐานของคนไทยเราไม่ใช่คนอดทน รอคอยอะไรนานๆ ก็ไม่เอา ไม่เคยต้องอดอยากเหมือนบางประเทศ ตอนนี้ภาคครัวเรือนของเราน่าเป็นห่วงมากว่าอนาคตจะอยู่กันต่อไปอย่างไร คนไทยมีประชากรเกือบ 70 ล้านคน แต่ใช้การไม่ได้ หรือบางทีก็ไม่ยอมทำงานเพราะหนักไม่เอาเบาไม่สู้

นอกจากงานสอนหนังสือแล้ว ทราบว่าด็อกเต้อร์ยังเป็นที่ปรึกษาทางด้าน HR อีกด้วย

ใช่ค่ะ เป็น Executive Coach เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้บริหาร โดยเฉพาะเรื่องของการความเป็นผู้นำที่ดี ตลอดจนบุคลิกความเป็นผู้นำ การสื่อสาร การนำทีม การจัดการกับการเงินในองค์กร และการพัฒนาตนเองให้เป็น นอกจากนี้ก็จะมีงานวิจัย เป็นคอลัมน์นิสต์ด้วย เป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรต่างๆทางด้านการบริหารคนและการพัฒนาภาวะผู้นำ

ด็อกเต้อร์เชื่อว่าภาวะผู้นำสามารถสร้างได้

ได้ในระดับหนึ่ง ถ้าเจ้าตัวเห็นความสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเป็นผู้นำที่มีความจริงใจ

เทรนด์ของ HR ในอนาคตของบ้านเราเป็นอย่างไรบ้างคะ

ในอีก 10 ปีข้างหน้า บทบาทของ HR ที่มีต่อองค์กรจะสำคัญมากยิ่งขึ้น เพราะการบริหารคนนับวันจะยุ่งยากซับซ้อน ไม่ใช่แค่สภาวะการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ แต่เพราะแรงงานมีการศึกษามากขึ้น มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะการมี Free Trade Zone ทำให้โจทย์ของงาน HR ยากยิ่งขึ้น เริ่มจากการบริหารพนักงานระดับล่าง ก็จะมีแรงงานต่างชาติ ต่างภาษาเข้ามามากขึ้น HR ก็ต้องเข้าใจเรื่องการบริหาร ค่านิยม และความหลากหลายทางวัฒนธรรม รวมทั้งต้องเข้าใจกฎหมายแรงงานระหว่างประเทศ

ทราบว่าด็อกเต้อร์ได้รับรางวัลอาจารย์สอนด้านการบริหารงานบุคคลยอดเยี่ยม

ใช่ค่ะ เป็นรางวัล Best HRM Professor จากสถาบัน CMO Asia เมื่อปี 2554 รางวัลนี้เปรียบเสมือนเหรียญตราเกียรติยศที่มอบให้แก่อาจารย์ทางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ และในปีเดียวกันก็ได้จากจุฬาฯด้วย

ถามว่าดีใจมั้ย มันก็เป็นเกียรติเป็นศรีละค่ะ แต่ไม่ได้ติดอะไรอยู่ในใจ เวลาที่เราทำงานคงไม่ได้คิดเรื่องนี้ เพราะเวลาที่เราทำงานยังมีเรื่องที่สำคัญกว่าอยู่อีกมาก ชีวิตต้องเดินต่อไปเรื่อยๆ ตอนนี้กำลังทำวิจัยข้ามประเทศในอาเซียนเกี่ยวกับ "ความป่วยในองค์กร" เช่น การคุกคามทางเพศ การเล่นพนันในองค์กร การข่มขู่จากผู้บริหาร

การไม่มีครอบครัวช่วยให้เราทำงานได้อย่างอิสระและเต็มความสามารถ

เยอะทีเดียวค่ะ เพราะเราไม่ต้องมีเรื่องครอบครัวมากวนใจ คนโสดบางครั้งจะมีปัญหาเรื่องความเหงา แต่ตัวเองยังไม่เคยรู้สึกเหงาเลย อาจจะด้วยเรามีกิจกรรมอื่นๆให้ทำอย่างมากมาย มีเพื่อนที่เป็นโสดเยอะมาก ไม่เห็นจะต้องมานั่งสงสารตัวเองเลยว่าทำไมจึงไม่มีครอบครัว

ด็อกเต้อร์กำลังทำเรื่องของ Green HR อยู่ด้วย

ประเด็นคืออยากทำเรื่องนี้อยู่ เพราะการที่ธุรกิจจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม ไม่เอาเปรียบสังคม ไม่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไรความรับผิดชอบ ตัวเองจึงคิดว่าต้องมีการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างยั่งยืน คือมีการสรรหา พัฒนา สร้างคนที่ดีมีคุณภาพ มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งตรงนี้หมายรวมถึงเรื่องของ Green HR เข้าไปด้วย ตอนนี้เป็นสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ และใส่เข้าไปในหลักสูตร

ปัจจุบันมีคนสนใจเรียนทางด้าน HR มากขึ้นมั้ยคะ

มากขึ้นนะคะ แต่ที่ศศินทร์อาจจะไม่มาก เพราะค่าเรียนแพง ส่วนใหญ่แล้วจะสนิทกับนิสิต แต่...เวลาส่งการบ้านต้องเป๊ะนะคะ (หัวเราะ) ตอนนี้มีนักเรียนเป็นเพื่อน ไปเที่ยวกันด้วย

เวลาพักผ่อนหมดไปกับกิจกรรมเรื่องใดบ้างคะ

จริงๆ ตอนนี้มีเรื่องทำเยอะแยะมากมาย แต่ก็พยายามเจียดเวลาไปออกกำลังกายอาทิตย์ละ 2-3 วัน โดยการเดินหรือวิ่งอยู่กับที่ก็ได้ เวลาไปประชุมสัมมนาก็วิ่งอยู่ในห้องนั่นแหละ นอกจากนี้ก็จะเป็นคนที่ชอบดูหนังมาก มักจะซื้อ DVD มาดู ไปสังสรรค์กับลูกศิษย์บ้างตามโอกาสทั้งในและต่างประเทศ เรียกได้ว่ามีความสุขกับชีวิตพอสมควรประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือคือโบนัส พยายามดูแลตัวเองอย่าให้จิตตก ไหลไปตามกระแสบ้างบางครั้งบางคราว ชีวิตไม่จำเป็นต้องเดินไปตามแพทเทิร์นก็ได้ หมั่นให้กำลังใจตัวเอง

สุดท้ายแล้วถ้าใครอ่านเรื่องของเรา อาจจะให้แง่คิดอะไรบางอย่างได้บ้าง ผู้หญิงคนหนึ่งได้ทำงานที่ตัวเองชอบ เขาคิดแบบนี้ ถ้าเผื่อคุณยังไม่มีความสุข คุณอาจจะลองใช้วิธีคิดแบบเดียวกับเรามั้ย แต่เราไม่ได้เก่งหรือแน่กว่าคนอื่นนะ ถ้าสิ่งที่เราพูด เราคิด มีประโยชน์ต่อคนอื่นแม้แค่เพียง 4-5 คน ชีวิตก็โอ.เค.แล้วค่ะ