"มรดกโลก"...มรดกของมวลมนุษยชาติ

โน้ตบุ๊ค

ในเดือนมิถุนายน และกรกฎาคม ที่ผ่านมา เรื่องดังเรื่องหนึ่งที่เป็น Talk of This world คือเรื่องมรดกโลก ที่องค์การยูเนสโกแห่งสหประชาชาติ ได้จัดประชุมครั้งที่ 37 และสรุปผลมติการคัดเลือกสถานที่ที่เป็นมรดกโลก ในปี 2013 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระหว่างวันที่ 17 มิถุนายน ถึง 27 กรกฎาคม 2556

แน่นอนค่ะ! ทุกประเทศต่างลุ้นว่าประเทศของตนจะได้รับการคัดเลือกไหม? แม้แต่ "บันนี่" เองก็ยังอดไม่ได้ที่จะลุ้นพุทธสถานของประเทศไทย คือ พระมหาธาตุวรวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่เราได้เสนอไปด้วยเช่นกัน ในที่สุดก็ได้ผลสรุปว่า ยูเนสโกได้รับรองให้ขึ้นบัญชีเบื้องต้นแล้วก่อนจะนำเสนอชื่อขึ้นเป็นมรดกโลกต่อไป อยากทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่า "มรดกโลก" คืออะไร? เป็นมรดกของใครกันแน่...ทำไมใครๆก็อยากครอบครองตำแหน่งนี้กันนัก?

"มรดกโลก" (World Heritage Site) คือสถานที่ ได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงเมืองซึ่งเป็นมรดกอันทรงคุณค่าที่มนุษย์ได้รับจากอดีต ได้ใช้ และภาคภูมิใจในปัจจุบัน โดยได้รับคัดเลือกจากองค์การยูเนสโก ตั้งแต่ปี 2515 ถือเป็นพันธกรณีในการทำนุบำรุงดูแลรักษา เพื่อมอบให้เป็นมรดกอันล้ำค่าแด่มวลมนุษยชาติในอนาคต โดยต้องมีความโดดเด่นเป็นเลิศในระดับสากล เมื่อได้รับการยอมรับให้เป็นแหล่ง "มรดกโลก" แล้ว ไม่ว่าจะมีที่ตั้งอยู่ในขอบเขต ดินแดนของประเทศใด ก็จะถือว่าเป็นมรดกของมนุษยชาติทั้งปวงในโลก

มรดกโลก แบ่งเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมทางธรรมชาติ และแบบผสมผสาน ทั้งสองประเภท ปัจจุบันมีทั้งหมด 981 แห่ง จากมติการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลกองค์การยูเนสโก ในปีนี้ ได้มีมติขึ้นบัญชีมรดกโลกให้กับสถานที่สวยงามทางธรรมชาติ และอัญมณีแห่งวัฒนธรรม รวม 19 แห่ง จากทั้งหมดที่เสนอไป 36 แห่ง มีเทือกเขาเทียนซาน ประเทศจีน ภูเขาไฟเอตนา ประเทศอิตาลี ปล่องภูเขาไฟเอล ปินากาเต และพื้นที่สงวนชีวมณฑลแกรน เดเซียร์โต เด อัลตา ประเทศเม็กซิโก ทะเลทรายนามิบ ประเทศนามิเบีย อุทยานแห่งชาติทาจิค ประเทศทาจิกิสถาน เรด เบย์ บาสก์ เวลลิง สเตชั่น ประเทศแคนาดา ทุ่งนาขั้นบันไดฮาหนี่ ในเมืองหงเหอ มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ป้อมโบราณสถานเมืองแกซอง ประเทศเกาหลีเหนือ เมืองเก่าประวัติศาสตร์เลวูกา ประเทศฟิจิ วนอุทยาน แบร์กพาร์ค วิลเฮล์มสเฮอเฮอ ประเทศเยอรมนี ป้อมปราการฮิลล์ ฟอร์ทส แห่งราชาสถาน ประเทศอินเดีย พระราชวังโกเลสตาน ประเทศอิหร่าน เมดิซี วิลลาส์ แอนด์ การ์เดน ในแคว้นทัสคานี ประเทศอิตาลี ภูเขาไฟฟูจิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นมรดกโลกอยู่แล้วในทางธรรมชาติ แต่ปีนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมอีกประเภทหนึ่ง เนื่องจากความน่าเกรงขามของรูปทรงอันมหึมาของภูเขาไฟฟูจิ และการปะทุของภูเขาไฟเป็นพักๆ เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นสถานที่ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่เชื่อมโยงกับลัทธิชินโตเข้ากับศาสนา เป็นการรวมผู้คนเข้ากับวัฒนธรรม นอกจากนั้นยังมีศูนย์ประวัติศาสตร์อากาเดซ ประเทศไนเจอร์ กลุ่มโบสถ์ไม้เซอร์ควาส ประเทศโปแลนด์ และยูเครน มหาวิทยาลัยโคอิมบรา ประเทศโปรตุเกส เขตโบราณสถานอัล ซูบาเราะห์ ประเทศกาตาร์ และเมืองโบราณเทาริค เชอร์โซเนส ประเทศยูเครน

เมื่อหันมามองรอบตัวเรา "บันนี่" ก็พบว่ามรดกโลกในประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ก็มีจำนวนไม่น้อย ในประเทศไทยเรามี 5 แห่ง คือ เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง และผืนป่าเขาใหญ่-ดงพญาเย็น ประเทศลาว มี 2 แห่ง คือ เมืองหลวงพระบาง และปราสาทหินวัดพู และสิ่งก่อสร้างใกล้เคียงในแขวงจำปาสัก ประเทศเวียดนาม มี 7 แห่ง คือ หมู่โบราณสถานเมืองเว้ เมืองโบราณฮอยอัน โบราณสถานหมีเซิน ป้อมทังลอง พระราชวังแห่งราชวงศ์โฮ อ่าวฮาลอง และอุทยานแห่งชาติฟง งา-เคบัง ประเทศมาเลเซีย มี 4 แห่ง คือ อุทยานคินาบาลู อุทยานแห่งชาติกุนุงมูลู มะละกาและจอร์จทาวน์ นครประวัติศาสตร์บนช่องแคบมะละกา และแหล่งโบราณคดีหุบเขาเล็งก็อง ประเทศอินโดนีเซีย มี 8 แห่ง กลุ่มวัดบุโรพุทโธ แหล่งมนุษย์ยุคเริ่มแรกซังงีรัน กลุ่มวัดพรัมบานัน ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเขตบาหลี : ระบบสุบักหลักการตามปรัชญา ไตรหิตครณะ อุทยานแห่งชาติอูจุงกูลอน อุทยานแห่งชาติโคโมโด อุทยานแห่งชาติลอเรนซ์ และมรดกป่าฝนเขตร้อนของเกาะสุมาตรา ประเทศฟิลิปปินส์ มี 5 แห่ง ได้แก่ นครประวัติศาสตร์วีกัน โบสถ์บาโรคแห่งฟิลิปปินส์ นาขั้นบันไดแห่งเทือกเขาฟิลิปปินส์ และอุทยานปะการังทางทะเลทุบบาตาฮะ ประเทศกัมพูชา มี 2 แห่ง คือ นครวัด-นครธม และปราสาทเขาพระวิหาร

สถานที่ใดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก นอกจากจะนำความภาคภูมิใจมาสู่เจ้าของประเทศทุกคนแล้ว ยังนับได้ว่าเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์สถานที่นั้นๆ ในเชิงภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวได้อย่างดีเลิศ เพราะสามารถใช้เป็นแม่เหล็กในการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาเยี่ยมชม และค้นหาคุณค่าที่ซ่อนไว้ภายใต้คำว่า "มรดกโลก" อย่างลึกซึ้ง และถ่องแท้