ถนอม นวลอนันต์ บทพิสูจน์ชีวิต "ตลกหลวง"

ศิลปบันเทิง

จากเด็กที่มีโอกาสได้แสดงลิเกในงานโรงเรียนเล็กๆ ชะตาชีวิตทำให้ ถนอม นวลอนันต์ โลดแล่นอยู่บนเส้นทางนาฏศิลป์กับบทบาทตัวตลกมาแล้วหลายทศวรรษ จนปัจจุบันเขามีอายุ ๘๖ ปี แต่ก็ยังไม่คิดจะหยุดแสดงแต่อย่างใด เพราะรักในอาชีพและอยากเล่นตลกเพื่อสร้างเสียงหัวเราะ มอบความสุขให้กับผู้ชมที่ได้ชมโดยมีเป้าหมายคือผู้ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม ใช้ประสบการณ์การที่ผ่านมาดำรงตนเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ตลกรุ่นหลัง

จุดเริ่มต้นของเส้นทางชีวิตตลกหลวงที่มีชื่อเสียงประดับวงการบันเทิงไทยนามว่า ถนอม นวลอนันต์ เริ่มต้นเมื่อครั้งที่เขายังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ในช่วงนั้นประเทศไทยกำลังระส่ำระสาย ชีวิตการเรียนที่เคยปกติกลับต้องยุติลงเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ โรงเรียนถูกปิดโดยไม่มีกำหนด เป็นจุดเริ่มต้นให้ถนอมในวัย ๑๔ ปี ก้าวเข้าสู่เส้นทางสายศิลปินอย่างเต็มตัว เพราะมีโอกาสได้ดูลิเกที่วิกเมรุปูน(บริเวณใกล้วัดสระเกศ ภูเขาทอง) จึงรู้สึกว่าการเล่นลิเกเป็นศิลปะการแสดงแขนงหนึ่งที่น่าสนใจ แต่ก็ยากมากเช่นกันเพราะมีทั้งร้อง รำ รบ รัก ทุกบทต้องแสดงเอง แต่นั่นก็ทำให้ถนอมอยากจะลองศึกษาการแสดงลิเกอย่างจริงจัง

เมื่อตัดสินใจว่าจะศึกษาหาความรู้ก็ต้องเดินเข้าหาวิชา ถนอมไปฝากตัวเป็นศิษย์ ครูแม้น รอดหิรัญ เมื่อครูแม้นเห็นหน่วยก้านเพรียว สะโอดสะองดูแววว่าน่าจะแสดงเป็นพระเอกได้จึงรับเอาไว้พร่ำสอนอบรมบ่มเพาะวิชาศิลปะการแสดงลิเกอย่างหนัก ในขณะที่ถนอมเองก็ใฝ่รู้ตั้งใจฝึกฝนวิชาลิเกสมดังกับที่อาจารย์ถ่ายถอดให้ ก่อนจะเริ่มแสดงจริงในบทเสนาคอยกราบทูลเจ้าเมืองก่อน ที่มีพูดบทเพียงว่า

"ข้าศึกมีมามาก ตีหน้าด่านแล้วพ่ะย่ะค่ะ" พอเริ่มชินกับการแสดง เจนเวทีดีแล้วก็เริ่มสอนเพลงลิเก รำเพลงช้า เพลงเร็วที่เป็นแม่บทของโขน ละคร ลิเก จนออกโรงเป็นพระกุมาร โอรส พออายุครบ ๒๑ ปีต้องไปทำหน้าที่รับใช้ชาติโดยต้องไปเกณฑ์ทหารเป็นเวลา ๒ ปี หลังจากปลดประจำการก็ออกมาแสดงลิเกดังเดิม จากนั้นก็เริ่มออกโรงไปแสดงตามคณะต่างๆ เช่น คณะสุชิน เทวะผลิน และคณะฉลาด เค้ามูลคดี (บิดาของรอง เค้ามูลคดี) ทำให้มีชื่อเสียงในการแสดงมากขึ้น พอแสดงจนเชี่ยวชาญได้รับความไว้วางใจจึงได้พลิกบทบาทมาเล่นเป็นตัวตลก

ถนอมเล่าถึงช่วงเวลาหลายปีที่ได้รับบทเป็นตัวตลกว่า

"หลายสิบปีมาแล้วที่ผมรับบทเป็นตัวตลกครับ ผมเริ่มแสดงตลกครั้งแรกจากการแสดงลิเกคณะสุชิน เทวะผลิน และคณะฉลาด เค้ามูลคดี พอไม่มีคนแสดงตลก ผมก็เป็นตลกให้เขา อาศัยความจำผมค่อนข้างดี ผมจะชอบดูภาพยนตร์ฝรั่งเพื่อเอามาเป็นแบบอย่าง ดูตัวอย่างเขาเพื่อเอามาแทรกในการแสดง เมื่อดูแล้วก็จะได้มุกตลกใหม่ๆ เข้ากับยุคสมัย จากวันนั้นก็ทำให้ผมแสดงเป็นตลกเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้"

ประสบการณ์หลายปีจากการเดินสายเล่นลิเกตามจังหวัดต่างๆ ทั้งใกล้และไกล ทำให้มีโอกาสแสดงลิเกออกอากาศตามสถานีวิทยุต่างๆ เช่น กรมประชาสัมพันธ์ กรมการรักษาแผ่นดิน เป็นต้น ในปีต่อมาได้เริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ และการแสดงตลกตามสถานีวิทยุ โทรทัศน์ กับล้อต๊อก หัวหน้าคณะต๊อกบูม ออกอากาศสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง ๗ และออกอากาศในรายการลิเกทีวีช่อง ๔ บางขุนพรหม ของ สุรางค์ ดุริยะพันธุ์ ในนามลิเกคณะสุรางค์รัตน์ เขาคิดอยู่เสมอว่าเป็นเพราะความโชคดีที่มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นลิเก เพราะลิเกสามารถทำได้หลายอย่าง เอาวิชาร้อง รำ และการแสดงอื่นๆ มาปรับใช้ได้ทุกอย่าง

นอกจากนี้ถนอมยังได้แสดงละครโทรทัศน์ช่อง ๗ สีกองทัพบก รับบทเป็นพระเอกเรื่อง หมอผี และยังได้เป็นหนึ่งในนักแสดงภาพยนตร์ยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์เรื่องสมเด็จพระนเรศวร ตอนยุทธหัตถี รวมถึงมีผลงานละครโทรทัศน์แทบทุกช่อง

"ผมแสดงละครทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง ๗ ครั้งแรก ตอนนั้นอายุ ๓๐ ปี รับบทพระเอกเรื่องหมอผี ซึ่งเป็นงานแสดงที่ผมประทับใจมาก จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็มีงานแสดงให้ผมทำอยู่เสมอในบทตัวตลก ผมภูมิใจที่มีโอกาสแสดงศิลปะของไทยให้ได้ดูกันถึงในบ้านไม่ว่าจะเป็นคนแก่คนเฒ่า ลูกเด็กเล็กแดงชอบใจกันมาก"

ยุคที่ตลกคาเฟ่กำลังเฟื่องฟูก็มีตลกคณะโพธิ์ทองติดต่อให้ไปแสดงตามคาเฟ่ต่างๆ จนกระทั่งได้มารู้จักกับลิเกคณะบุญสม อยุธยา หรือ พร ภิรมย์ เจ้าของเพลงบัวตูมบัวบาน พร ภิรมย์ จึงชักชวนให้ไปเล่นลิเกเป็นตลกหน้าวงดนตรีได้ ๒ ปี ก็มีแม่บ้านตำรวจมาเชิญชวนให้ไปช่วยกล่อมขวัญ ตำรวจภูธร ตำรวจตระเวนชายแดน ตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วทุกภาค

"ผมเห็นว่าเป็นความสำคัญ เป็นกำลังใจให้ประกอบหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย โดยละทิ้งความสุขส่วนตนและครอบครัว ยอมตกระกำลำบาก จึงรับปากไปกล่อมขวัญ พอแสดงให้ตำรวจและแจกของขวัญเสร็จแล้วพอกลับมาถึงกรุงเทพฯ ผมได้หนังสือราชการฝากฝังของท่าน พลอากาศเอก ทวี จุลละทรัพย์ ตอนนั้นท่านอธิบดีตำรวจคือ พลตำรวจเอก มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น ท่านก็อนุมัติให้ผมเป็นพลสำรองพิเศษ ๑ ปี เป็นพลสมัคร ๓ ปี จนกระทั่งไปปฏิบัติหน้าที่กล่อมขวัญตำรวจภูธร ตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่กาบเชิง จังหวัดบุรีรัมย์เป็นพื้นที่สีแดงของภาคอีสาน จนได้รับพระราชทานเป็นสิบตำรวจแผนกดุริยางค์ ประจำกองสวัสดิการกรมตำรวจ"

หลังจากนั้นเส้นทางชีวิตก็มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง ถนอมทำเรื่องโอนจากแผนกดุริยางค์กรมตำรวจมาอยู่กรมศิลปากรโดยคำชักชวนของ อาจารย์เสรี หวังในธรรม ผู้อำนวยการกองการสังคีต กรมศิลปากรในขณะนั้น ตอนนั้นกรมศิลปากรขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อมาอยู่ที่กรมศิลปากรก็ได้ร่วมแสดงในรายการศรีสุขนาฏกรรม ที่โรงละครแห่งชาติด้วย

ถนอมพูดถึงชีวิตในกรมศิลปากรว่า "ตอนแรกที่จะย้ายก็ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะทราบมาว่าการโอนข้ามกระทรวงยากมาก ผมต้องโอนจากกระทรวงมหาดไทยไปอยู่กระทรวงศึกษาธิการ แต่ท่านอาจารย์เสรีท่านบอกว่าทำได้เพราะเวลานี้ทางกรมศิลปากรต้องการนักแสดงเพิ่ม พอทำเรื่องผ่านก็ดีใจมากเพราะจะได้แสดงตามสายงานที่ผมถนัด พอเริ่มแสดงก็เข้าขากับทีมนักแสดงอย่างดีเพราะพื้นฐานของการเล่นลิเกที่สั่งสมมา พอมาแสดงละครนอก ละครใน ละครพันทางไม่มีปัญหา ที่จะเป็นเรื่องหนักใจก็คือ การแสดงโขนเท่านั้นเพราะการแสดงโขนจะอยู่ในกรอบของเรื่องรามเกียรติ์ที่แบ่งเป็นตอนๆ ให้แทรกบทตลกได้ แต่พอเริ่มแสดงก็รู้สึกสนุก"

ถนอมเล่าถึงบทบาทตลกโขนกรมศิลปากรเพิ่มเติมอีกว่า

"ผมแสดงเป็นตัวตลก ความสำคัญของตัวตลกก็คือการเชื่อมเรื่องให้มีความสนุกสนานเพื่อให้มีอรรถรสขึ้นมาในเรื่อง แม้กระทั่งพระอภัยมณีที่มีตัวละครเป็น แขก จีน ลาว ก็แทรกภาษาหรือวัฒนธรรมที่ต่างกันให้ออกมาตลกได้ จะหามุกตลกแทรกเพื่อให้เกิดความสนุกสนาน เรื่องการแสดงผมต้องเตรียมบทกับทีมตลกเอง ดูว่าตอนนี้สามารถแทรกได้กี่นาที ใช้ประสบการณ์ ไหวพริบปฏิภาณของตัวเอง แต่ถ้าเป็นละครเวทีหรือละครโทรทัศน์ก็ไม่สามารถแทรกได้ ต้องแล้วแต่ผู้กำกับฯเขาจะจัดมา

การเปลี่ยนบทบาทการแสดงจากลิเกมาโขนก็จะแตกต่างมากเลยครับ เป็นโขนมีกรอบซ้อมมาอย่างไรต้องเล่นอย่างนั้น แต่ลิเกเล่นนอกกรอบได้ ต้อง ร้อง รำ รบเอง เขาเล่าเรื่องมาแค่คืบต้องเล่นเพิ่มให้ได้ศอก มีคนเล่าเรื่องให้ฟังนิดหน่อยแล้วผมก็ต้องไปเติมเอง ร้องเอง เกี้ยวพาราสีเอง ผมถึงบอกว่าลิเกก็ยากเหมือนกัน ถ้าเป็นโขนจะซ้อมให้รู้จังหวะการเล่นว่าจะจบแค่ไหน พากย์อย่างไร เขาพากย์แค่นี้เรารำได้แค่ไหนต้องดู แต่ลิเกเพิ่มเติมได้เลย"

หลังจากที่โอนมาสำนักงานสังคีตปี ๒๕๒๗ พอเกษียณก็ยังได้เป็นผู้เชี่ยวชาญต่อทั้งแสดงละคร ลิเก โขน แม้ไม่มีบทตลกก็พยายามหาบทแทรกให้ตลก เช่น งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในอุทยาน ร.๒ ซึ่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไป ก็ได้มีการแทรกตลกให้ทอดพระเนตร

"ปลาบปลื้มที่สุดในชีวิตการเป็นศิลปินคือได้แสดงโขนหน้าพระที่นั่งถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์ท่านจะทรงเลือกบทโขนที่จะให้ข้าราชการกองการสังคีตแสดง จะเป็นตอนสนุกทุกตอน มีทั้ง บันเทิง สาระ เปรียบเทียบการเมืองให้มีความสามัคคี เช่นโขนตอนจองถนน เป็นต้น และปลื้มใจมากๆ เมื่อทรงพระเมตตามอบมุกตลกของพระองค์ท่านให้ตลกกรมศิลปากรแสดง เรียกเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง เช่น ตอนศึกไมยราพ หนุมานลงไปช่วยพระรามที่ถูกลักพาตัวมาขังไว้ใต้บาดาล ทำให้หนุมานได้พบมัจฉานุลูกชายจากนั้นต้องผ่านด่านต่างๆ ของไมยราพ เช่น ด่านยุงแม่ไก่ ทูลกระหม่อมทรงแนะนำให้หาแม่ไก่มา สั่งทำหัวยุงลาย พอแสดงถึงเกือบสองทุ่ม เป็นเวลาที่ไก่นอนแล้ว พอไก่อยู่บนเวทีโดนไฟเวทีส่องสว่าง แม่ไก่ที่โยนให้บินเหมือนยุงไม่ยอมบิน คนดูก็หัวเราะกันเกรียว พอผมประกาศให้ผู้ชมทราบว่ามุกตลกนี้ไม่ใช่มุกของพวกผมเป็นมุกที่ทูลกระหม่อมประทานให้มาแสดง เท่านั้นคนดูก็ปรบมือกันอย่างกึกก้อง

ความประทับใจที่ผมได้ทำงานได้เป็นผู้สืบสานวัฒนธรรมก็เนื่องจากว่า เราอยากอนุรักษ์ โขนศิลปวัฒนธรรมไทย เพราะว่าเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินท่านก็ทรงอนุรักษ์ ผมก็ไม่อยากให้สูญหายไป เพราะเป็นศิลปะประจำชาติของเรา ซึ่งโขนเป็นศิลปะที่หัดยากมาก ต้องอาศัยผู้พากย์ แล้วต้องอาศัยความขยันของตนเองในการรำ มีคนร้องและพากย์ให้แต่ต้องฝึกรำตามบทบาท อย่างละครเวทีไม่เป็นไรครับ ก็ฝึกท่อง ฝึกพูด"

การเป็น "ตลกหลวง" ทำให้ถนอมมีโอกาสปฏิบัติงานแสดง ที่สามารถทำประโยชน์ให้ต่อสังคมมากมาย ทั้งราชการและภาคเอกชน เช่นไปแสดงที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และโรงเรียนปิยะพัฒนา จังหวัดนครนายก รวมถึงการสาธิตการแสดงศิลปะไทยตามสถานศึกษาต่างๆ แสดงละครปลุกใจ ที่กองพลทหารต่อสู้อากาศยาน ได้รับประกาศเกียรติคุณมีสิทธิ์ประดับเข็มเครื่องหมายพระปรมาภิไทยย่อ ภปร.

ในท้ายที่สุด บทพิสูจน์ชีวิต "ตลกหลวง"ไม่ใช่เพียงระยะเวลาที่เดินอยู่ในเส้นทางสายบันเทิงเป็นเวลายาวนานเท่านั้น แต่เป็นการดำรงตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีให้ตลกรุ่นหลังได้ตระหนักถึงหน้าที่ของการเป็นผู้ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรม มอบเสียงหัวเราะ ความสนุกสนานให้ได้เห็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทยอย่างถูกต้องสมบูรณ์นั่นเอง