ชีวิตผกผัน ของขุนพลแก้วแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ประวัติศาสตร์
ห้องสมุดสกุลไทย
"ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์จักรี
 นับว่าเป็นยุคที่การค้านำความร่ำรวยมาสู่สยามถึงขีดสุด ทรงเปิดประตูการค้ากับต่างชาติ
 ได้เงินเข้าพระคลังข้างที่ และพระคลังมหาสมบัติจำนวนมาก

 นอกจากนั้น พระองค์ท่านยังกอปรด้วยความเสียสละ
 และอดทนต่อการทำนุบำรุงบ้านเมืองพระศาสนา ซึ่งเป็นยุคที่มีการสร้างวัด 
และการเจริญในด้านการศาสนาอย่างมาก รวมทั้งแม้จะมีการศึก
แต่ก็สามารถขยายอาณาเขตและอิทธิพลของสยามประเทศให้กว้างขวางถึงลาว
 เขมร โดยมีแก้ว ๓ ประการ ประจำรัชกาล เพื่อช่วยเหลือในการรับราชการ
สนองเบื้องพระยุคลบาทอย่างยอมตายถวายชีวิต 

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ได้รับยกย่องว่าเป็น "ขุนพลแก้ว" เป็นแม่ทัพผู้คอยปกป้องพระราชอาณาเขตให้พ้นจากการรุกรานของศัตรู และขยายอาณาเขตของพระราชอาณาจักรให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

พระยาราชมนตรี (ภู่) ซึ่งทรงเปรียบเป็น "บ่อแก้ว" ของพระองค์ เนื่องจากโปรดเกล้าฯให้เป็นอธิบดีกรมพระคลังมหาสมบัติ ว่ากล่าวดูแลสรรพภาษีอากรบ่อนเบี้ย โรงหวย เตาสุรา ทั่วทั้งพระราชอาณาจักร ในรัชกาลของพระองค์ พระยาราชมนตรี (ภู่) มีชื่อเสียงในความซื่อสัตย์สุจริต พูดง่ายๆว่าแม้จะดูแลพระคลังก็มิได้กอบโกยเอาเข้าพกเข้าห่อของตน เมื่อสิ้นบุญของท่าน ธิดาจึงมิได้มีมรดกเงินทองจะเรียกว่าตกยากก็คงได้ ธิดาของพระยาราชมนตรี (ภู่) คือ คุณพุ่ม กวีเอก ผู้มีฉายาว่า "บุษบาท่าเรือจ้าง"

พระยาศรีสหเทพ (ทองเพ็ง) เหตุที่ทรงยกย่องให้เป็น "ขุนคลังแก้ว" เนื่องจากพระยาศรีสหเทพ (ทองเพ็ง) เป็นผู้ริเริ่มทำภาษีไม้ขอนสักขึ้น ทำให้พระคลังมหาสมบัติได้ภาษีเพิ่มเข้าแผ่นดินอีกถึงปีละ ๔๐๐ ชั่ง ตามความคิดของ "ขุนคลังแก้ว"

ในบทความนี้จะเล่าถึงเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ขุนพลแก้ว หรือเจ้าพระยาบดินทรเดชาซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยกย่องว่าเป็น "ขุนพลแก้ว" ตรัสเรียกอย่างสนิทสนมว่า "พี่บดินทร์" เพราะนับเป็นพระญาติเกี่ยวดองกัน คือเจ้าพระยาอภัยราชา (ปิ่น) ท่านบิดาของเจ้าพระยาบดินทรเดชา(สิงห์) นั้น เป็นน้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกันกับกรมหมื่นนรินทรพิทักษ์ (หม่อมมุก) พระภัสดากรมหมื่นนรินทรเทวี (พระองค์เจ้ากุ พระเจ้าน้องนางเธอในรัชกาลที่ ๑) พระภัสดา แปลว่า "สามีของเจ้านาย"

เจ้าพระยาบดินทรเดชาเกิด พ.ศ.๒๓๒๐ สูงวัยกว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ๑๐ ปี (พระราชสมภพ พ.ศ.๒๓๓๐) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ จึงทรงคุ้นเคยมาแต่ยังทรงพระเยาว์

เมื่อเติบใหญ่ เจ้าพระยาอภัยราชา ผู้เป็นบิดาได้นำตัว นายสิงห์ เข้ารับราชการในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร และได้รับพระราชทานยศศักดิ์ อันเป็นผลมาจากความเพียรในหน้าที่ราชการในขั้นแรกคือ เป็นตำแหน่ง จมื่นเสมอใจราชและพระนายเสมอใจ ต่อมาได้เป็น พระยาเกษตรรักษาว่าการกรมนาฝ่ายพระราชวังบวร ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ภายหลังเมื่อรัชกาลที่ ๓ ขึ้นครองราชสมบัติ จึงโปรดฯให้เป็น พระยาราชสุภาวดี

พระยาราชสุภาวดี ได้ทำความดีความชอบไว้เป็นอย่างมากในรัชกาลนี้ เนื่องจากเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์คิดการกบฏขึ้นใน พ.ศ.๒๓๖๙ รัชกาลที่ ๓ โปรดฯให้พระยาราชสุภาวดีเป็นแม่ทัพหน้ายกไปปราบปรามบรรดาพวกกบฏ ท่านได้รบอย่างกล้าหาญจนพวกกบฏมิอาจจะต่อต้านได้ ถึงกับถอยร่นไม่เป็นขบวน ในที่สุดทัพของพระยาราชสุภาวดีก็ยกเข้าครองจำปาศักดิ์ได้สำเร็จ ผลแห่งความดีความชอบในครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าพระยาราชสุภาวดีว่าที่สมุหนายก

ศึกเจ้าอนุวงศ์ที่ยังไม่ยุติลง เนื่องจากเจ้าอนุวงศ์ได้รับการส่งเสริมจากญวนให้คิดก่อกบฏขึ้นอีกครั้งหนึ่งตกเป็นหน้าที่ของเจ้าพระยาสุภาวดีที่จะยกขึ้นไปปราบปรามอีก การศึกครั้งนี้เป็นการรบที่ใหญ่โตมาก ไม่มีใครเสียเปรียบใคร ท่านเจ้าพระยาราชสุภาวดี ได้แสดงความกล้าหาญอย่างเยี่ยมยอดให้เป็นที่ประจักษ์ดังปรากฏในพงศาวดารกล่าวถึงการรบสรุปว่า กองทัพทั้งสองปะทะกันที่บกหว่านต่างบุกบั่นสู้รบถึงตะลุมบอน เจ้าพระยาราชสุภาวดีเข้าทำการรบกับเจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์อย่างเด็ดเดี่ยว ห้าวหาญ จนทำให้เจ้าราชวงศ์ได้รับบาดเจ็บและกองทัพลาวแตกหนีไป

ผลจากการต่อสู้ในครั้งนั้น ทำให้พวกกบฏเข็ดขยาดฝีมือเจ้าพระยาราชสุภาวดีมาก ไม่คิดต่อสู้ต่อไปอีก เจ้าอนุวงศ์หนีไปอยู่เมืองพวนและถูกจับได้ที่เมืองพวนนั่นเอง เจ้าพระยาราชสุภาวดี จึงจัดการส่งตัวเจ้าอนุวงศ์และพรรคพวกลงมากรุงเทพฯในทันที

เสร็จศึกเจ้าอนุวงศ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงสถาปนาเจ้าพระยาราชสุภาวดีขึ้นเป็นเจ้าพระยาบดินทรเดชาที่สมุหนายก ใน พ.ศ.๒๓๗๒ (เวลานั้นท่านอายุได้ ๕๓ ปี) ชีวิตของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชาดูจะไม่ได้ห่างจากการศึกสงครามไปได้ เพราะอีกไม่กี่ปีต่อมา (พ.ศ.๒๓๗๖) ญวนเกิดเข้าไปแทรกแซงหาทางจะเอาเขมรเป็นของตน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดฯให้เจ้าพระยาบดินทรเดชายกทัพขึ้นไปสู้รบกับญวนอีก จนกระทั่งญวนยอมทำไมตรีกับไทยแล้ว และเหตุการณ์ในกัมพูชากลับเป็นปกติตามเดิม เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงเดินทางกลับเข้าสู่ประเทศไทย ใน พ.ศ.๒๓๙๑ ท่านได้ควบคุมบ้านเมืองในเขมรนานถึง ๑๕ ปีเต็ม

ท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชาได้ใช้หลักความเฉียบขาดในการบังคับบัญชา จึงได้ผลคือปราบปรามกบฏเจ้าอนุวงศ์ นครเวียงจันทน์ และได้ช่วยป้องกันเขมรจากญวนได้สำเร็จตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นำเกียรติคุณมาสู่ทหารสยามและประเทศสยามอย่างมากมาย

นอกจากการรบและบังคับบัญชา ในแง่ของความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวประจักษ์ให้เห็นหลายครั้ง อย่างเช่น บุตรชายของท่าน ชื่อ แสง มีตำแหน่งเป็น นายสนิท มหาดเล็กหุ้มแพร ค้าฝิ่นอย่างลับๆ เจ้าพระยาบดินทรเดชาได้ทราบความพร้อมหลักฐาน จึงให้จับตัวผู้เป็นบุตร จองจำด้วยขื่อคาครบถ้วนแล้ว ก็ให้มัดมือมัดเท้า นายสนิท มหาดเล็กหุ้มแพร โยงกับหลักปักคาที่หอนั่งในจวนของท่าน แล้วสั่งให้เฆี่ยนหลัง นายสนิท มหาดเล็กหุ้มแพร ๑๐๐ ที เฆี่ยนไป ๘๔ ที นายสนิท มหาดเล็กหุ้มแพร ถึงกับสลบ ท่านก็ให้เฆี่ยนต่อจนครบ ๑๐๐ ที เมื่อครบแล้วจึงให้สั่งปล่อยตัวไปรับราชการต่อ แม้จะมีมิตรสหายที่สนิทสนมกับท่าน สงสารนายสนิทก็ไม่กล้ามาขออภัยโทษให้ เนื่องจากทราบว่าท่านเป็นคนซื่อตรง ต่อมานายสนิทได้กลับตัวได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ จมื่นประธานมณเฑียร ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญมากในราชสำนักในเรื่องบำรุงศาสนา ท่านได้สร้างวัดใหม่ถึง ๘ วัด เช่น วัดชัยชนะสงคราม (วัดตึก) และปฏิสังขรณ์วัดที่ชำรุดทรุดโทรมอีก ๖ วัด เช่น วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร (วัดสามปลื้ม) ซึ่งนับว่าท่านเป็นเอกบุรุษของแผ่นดิน มีความซื่อสัตย์ ซื่อตรง และจงรักภักดีเป็นที่สุด

อันที่จริงแล้ว ชีวิตของ ขุนพลแก้ว หรือเจ้าพระยาบดินทรเดชา มิได้ราบเรียบเหมือนอย่างที่กล่าวข้างต้น ท่านประสบวิบากกรรมถึง  ๒ ครั้ง ๒ ครา กล่าวคือ

ปีที่ ๙ ในรัชกาลที่ ๒ ครั้นถึง ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๕ แรม ๙ ค่ำ

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า เสด็จพระราชดำเนินโดยเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ เรือสุครีพและเรือพาลีเป็นเรือคู่ชักนำหน้าเรือพระที่นั่งทรง มีเรือรูปสัตว์ เรือดั้งกันเป็นเรือกระบวนชลมารคแห่นำตามเสด็จโดยขนัดเสด็จขึ้นไปรับช้างเผือกที่ตำบลตลาดขวัญ แขวงเมืองนนทบุรี (เช่น กระบวนพระกฐินเรือ)

ฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ จะเสด็จไปรับช้างเผือกด้วย จึงเตรียมเรือพระที่นั่งสี มีเรือกระบวน เช่น เสด็จพระราชทานพระกฐินทางชลมารคนั้น เรือกระบวนเทียบท่าพระฉนวนน้ำ ประจำท่าวังหน้า ต่อมาได้ออกเรือจากท่าพระฉนวนน้ำ เพื่อเสด็จไปรับเสด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเวลาเช้าวันนั้นหมอกลงมืดมัวไปทั่วทั้งลำแม่น้ำ มองไม่เห็นตลิ่งและฝั่ง

ฝ่ายพระยาเกษตรรักษา (สิงห์) ซึ่งรับราชการในกรมพระราชวังบวรฯ ออกจากบ้านโดยนั่งมาในเรือกันยา ซึ่งฝีพายก็พายมาตามลำแม่น้ำ ตั้งใจจะรีบพายล่วงหน้าขึ้นไปรับเสด็จที่แพช้างเผือกจอดอยู่ตลาดขวัญเมืองนนทบุรี ครั้นพายเรือมาถึงปากคลองบางลำภูบน ก็พอได้ยินเสียงโห่ร้องเสียงกระทุ้งเส้าเรือดั้งกัน (กระทุ้งเส้า หมายความว่า การกระทุ้งไม้เพื่อให้จังหวะของฝีพายเรือดั้งในกระบวนพยุหยาตรา) ศัพท์สำเนียงเสียงสนั่นในลำแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดมา ฝ่ายพระยาเกษตรรักษาจึงร้องสั่งฝีพายเรือของตน 'ให้รีบพายเรือกันยาจ้ำเข้าไปแอบตลิ่งโดยเร็ว ต่อสิ้นเรือกระบวนเสด็จแล้ว จึงจะพายตามท้ายกระบวนเสด็จขึ้นไปต่อภายหลัง"

ครั้งนั้นเป็นเวลาหมอกลงมืดมัวทั่วไปในลำแม่น้ำ เรือกันยาของพระยาเกษตรรักษาพายวนเวียนอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาไม่สามารถเข้าฝั่งได้ เพราะไม่เห็นหนทาง ทำให้พายเรือตัดหน้าเรือพระที่นั่งของกรมพระราชวังบวรฯ และทำให้พระองค์ตกพระทัยมาก การกระทำเช่นนี้เรียกว่า

"ตัดหน้าฉาน" (คำว่า "ตัดหน้าฉาน" หมายความว่า ตัดหน้ากระบวนเสด็จ ซึ่งเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยขุนพิเรนทรเทพ (ต่อมาคือสมเด็จพระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) ร่วมกับพระยาสวรรคโลก และพระยาพิชัย นำเรือเข้าตัดหน้าฉานหรือเข้าสกัดกั้นขบวนเรือเสด็จของขุนวรวงศาธิราช ชู้รักของท้าวศรีสุดาจันทร์แล้วขึ้นเรือพระที่นั่ง หลังจากนั้นจึงจับประหารชีวิตเสียทั้งสองพระองค์ โดยอัญเชิญพระเทียรราชา ขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ดังนั้น ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จึงมีกฎมณเฑียรบาลว่า หากผู้ใดตัดหน้าฉานมีโทษมหันต์ (คำว่า "ฉาน" หมายความว่าข้างหน้า)

เจ้ากรมพระตำรวจจึงไปจับตัวพระยาเกษตรรักษาไปลงพระราชอาชญาจำไว้ในพระราชวังบวรฯก่อนต่อมา มีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่งกรมวัง ให้หมายถอดพระยาเกษตรรักษา (สิงห์) ออกนอกราชการ ไม่ให้คงรับตำแหน่งฐานานุศักดิ์ เป็นอธิบดีกรมนาต่อไป แล้วโปรดเกล้าฯให้ลงพระราชอาญา จำตรวนขังไว้ในทิมวังหน้า (ทิม คือ ห้องแถวสำหรับเก็บของและพักไว้ในพระราชวัง เรียกว่า โรงทิม ห้องแถวสำหรับพักทหารหรือพักยามรักษาการณ์)

พระยาเกษตรรักษา (สิงห์) นอกราชการ ต้องรับพระราชอาญาจำอยู่ได้ ๔ เดือน กรมพระราชวังบวรฯก็เสด็จสวรรคต

เมื่อกรมพระราชวังบวรฯ ในรัชกาลที่ ๒ เสด็จสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงกรมเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ จึงได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระบรมชนกาธิราชขอพระราชทานโทษ พระยาเกษตรรักษา นอกราชการให้พ้นราชทัณฑ์ ออกจากเวรจำในวังหน้าด้วย ขอรับพระราชทานมาช่วยราชการ เพื่อให้พระยาเกษตรรักษาได้มีโอกาสรับราชการ ฉลองพระเดชพระคุณแก้ตัวต่อไป

ตั้งแต่ครั้งนั้นต่อมา พระยาเกษตรรักษานอกราชการ จึงได้เข้าไปเป็นข้าราชการกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ในกรมวังกลางๆ ทรงใช้สอยให้ต่อสำเภาถวายหลายลำ ด้วยท่านเป็นผู้ชำนาญในการต่อสำเภามาก

ต่อมา พระยาท้ายน้ำ (แย้ม) ถึงแก่กรรม เสด็จในกรมฯ จึงกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระยาเกษตรรักษา (สิงห์) นอกราชการให้เป็นพระยาท้ายน้ำตามตำแหน่งที่ว่างอยู่

ครั้นปีที่ ๑๕ ในรัชกาลที่ ๒ กรุงเทพฯยังไม่ทันจะทรงตั้งพระยาเกษตรรักษา (สิงห์) นอกราชการให้เป็นพระยาท้ายน้ำนั้น ก็พอมีเหตุร้ายเกิดขึ้น คือ พระยาเกษตรรักษาไปปฏิบัติราชการสำคัญอีกประการก็คือการนา ได้ออกไปควบคุมการทำนาหลวงอยู่เนืองๆ ในที่สุดต้องหาว่าไปตั้งค่ายคูอย่างทำศึก และประกอบกับการที่ค้าขายเศษเหล็กเป็นส่วนตัวอยู่ด้วย น่าระแวงว่าจะสะสมเหล็กทำอาวุธบ้างกระมัง ซึ่งอันที่จริงเรื่องนี้ พระยาเกษตรรักษา (สิงห์) ต้องการที่จะทำตามหน้าที่ เพื่อให้มีรายได้เข้าพระคลังมหาสมบัติมากยิ่งขึ้น จึงถูกนำตัวมาจำไว้ในพระบรมมหาราชวัง แต่ก็ได้อาศัยพระบารมีพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกเป็นครั้งที่ ๒ เหมือนกัน ซึ่งเวลานั้นยังเป็นรัชกาลที่ ๒ พระองค์อยู่ในฐานะเป็นพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ และทรงบัญชาราชการสำคัญหลายอย่าง ทรงอนุเคราะห์พระยาเกษตรรักษา (สิงห์) แม้จะต้องโทษถูกจำอยู่ก็ผ่อนหนักเป็นเบาตลอดมาจนสิ้นรัชกาลที่ ๒

ครั้น ณ วันพุธเดือน ๙ ขึ้น ๓ ค่ำ ปีวอกฉอศก จุลศักราช ๑๑๘๖ ปี พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ บรมราชาภิเษกเป็นเอกอัครมหาราชาธิราช เป็นพระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ ๓ ทรงพระนามว่า

"พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว" ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯตั้งพระยาเกษตรรักษา (สิงห์) นอกราชการ เป็นพระยาราชสุภาวดีจางวางกรมพระสุรัสวดี เมื่อได้รับตำแหน่งเป็นพระยาราชสุภาวดีนั้นอายุได้ ๔๘ ปี และได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จงรักภักดีต่อล้นเกล้าเป็นที่สุด จนได้รับพระราชทานยศและตำแหน่งเป็นเจ้าพระยาบดินทรเดชาที่สมุหนายกตามที่กล่าวมาแล้ว

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ได้อุทิศชีวิต สติปัญญา ความสามารถ และทรัพย์สินเงินทองเพื่อประเทศชาติ เพื่อราชบัลลังก์ และเพื่อพระพุทธศาสนา โดยนับเป็นแม่ทัพคนสำคัญยิ่งคนหนึ่งของกองทัพไทยในยุครัตนโกสินทร์ เป็นแบบฉบับของวีรบุรุษนักรบไทยชั้นเยี่ยมยอด ซึ่งได้ทำการรบอย่างโชกโชน จนสามารถป้องกันพระราชอาณาเขตไทยภาคบูรพาไว้ได้ เป็นบรรพบุรุษนักรบไทยผู้หนึ่ง ซึ่งได้จารึกเกียรติประวัติอันสูงส่งไว้ในแผ่นดิน เป็นตัวอย่างของคนไทยที่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยิ่งชีวิต มีความจงรักภักดี กล้าหาญ เข้มแข็ง เฉียบขาด และมั่นคง สร้างความเกรงขามให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว เขมร และญวน เป็นที่กล่าวถึงกันตลอดมาจนปัจจุบัน สมควรแก่จะเป็นตัวอย่างของอนุชนคนไทยทั้งหลายโดยแท้ และแม้ว่า เจ้าพระยาบดินทรเดชาจะถูกลงพระราชอาญาถึง ๒ ครั้ง ๒ ครา ก็มิได้ท้อถอย กลับพยายามรับใช้ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเสมอมา จนเป็นที่เลื่องลือและประจักษ์ในความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์อย่างสุดจะพรรณนา

เจ้าพระยาบดินทรเดชาถึงแก่อสัญกรรมด้วยอหิวาตกโรค หรือโรคป่วงใหญ่ ที่บ้านในกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๒ รวมสิริอายุได้ ๗๒ ปี ท่านเป็นต้นตระกูลสิงหเสนี คุณความดีที่เจ้าพระยาบดินทรเดชาได้ประกอบนี้นับเป็นความภาคภูมิใจของผู้สืบทอดและถือเป็นแบบอย่างที่ดี ควรที่อนุชนรุ่นหลังจะเอาเป็นเยี่ยงอย่างต่อไป สมกับพระนิพนธ์ของสมเด็จพระสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สรุปว่า แม้สัตว์ตายแล้วยังนำขน หนัง เขี้ยว งา มาใช้ประโยชน์ได้ คนเล่า ซึ่งเป็นสัตว์ประเสริฐ ควรที่จะทำความดีให้สถิตอยู่ในแผ่นดินตลอดไป

  "พฤษภกาสร อีกกุญชร อันปลดปลง

โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี

  นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์

สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา"