สังขละ...เมืองแห่งศรัทธาเลื่อมใส

บันทึกการเดินทาง

2...กลับจากชมวัดวังก์วิเวการามเก่า ตรงเข้ารีบร้อนหม่ำข้าวปลาให้เต็มพุง ด้วยยามบ่ายจะมีประเพณีสำคัญเกิดขึ้น ภายในบริเวณวัดวังก์วิเวการาม เป็นประเพณีงดงามสืบทอดกันมานาน ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอย่างบริสุทธ์ใจ ทั้งที่เกิดจากพระพุทธศาสนา และต่อองค์หลวงพ่ออุตตมะ พระเกจิอาจารย์ที่มรณภาพไปแล้ว

โดยเมื่อมาจอดรถในลานกว้าง ก็ให้ตื่นตะลึงในผู้คนจำนวนมหาศาล ที่ต่างมีใบหน้าเริงร่าและยิ้มแย้มแก่กัน ตระเตรียมพร้อมร่วมงานมหาสงกรานต์ ผู้ชายชาวมอญใส่เสื้อสีขาวเป็นหลัก แล้วสวมโสร่งพื้นแดงลายตาราง ส่วนหญิงชาวมอญก็สวยงามเหลือเกิน สวมผ้าถุงพื้นแดงหรือสีอื่นๆแต่มีเชิงลายดอกพิกุล และใส่เสื้อขาวหรือสีชมพูยืนพื้นกัน แต่ที่น่าประทับใจที่สุดสำหรับผม คือ เรื่องการไม่นิยมดื่มเครื่องมึนเมา วัยรุ่นเค้าลดละกันในช่วงงานบุญ จะมีบ้างให้เห็นก็เพียงส่วนน้อยเต็มที เพราะด้วยความเจริญที่กำลังแผ่เข้ามา ทำให้เกิดค่านิยมที่ผิดแผกเล็กน้อย ประเด็นนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดกาญจนบุรี ผู้อำนวยการสำนักงาน อิสสระพงษ์ แทนศิริ การันตีด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเลย

สงกรานต์หลายที่เสร็จสิ้นแล้ว แต่เอ!!!ที่วัดวังก์วิเวการาม ไยเล่าถึงเพิ่งเริ่มมาจัดงาน ความฉงนถูกไขให้กระจ่างแจ้งโดย ท่านมหาสุชาติ สิริปญฺโญ เจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการามนั่นเอง "ประเพณีสงกรานต์ วันที่ 13 14 หรือ 15 นั้น เป็นวันที่ทางรัฐบาลกำหนด เพื่อที่จะได้จัดงานให้ตรงกัน แต่ไม่ตรงกับทางโหราศาสตร์นะ สงกรานต์...จะมาจากทางจันทรคติก่อน แล้วถึงจะเป็นทางโหราศาสตร์ แต่ทางประเพณีสงกรานต์ที่นี่ จะไม่ตรงกับทางโหราศาสตร์ สรุปแล้วทางเรายึดเอาตามปฏิทินสงกรานต์ จากทางธนาคารออมสินที่แจกทุกปี หรือก็ไปหาหรือซื้อมาดูกำหนดการก่อน ส่วนใหญ่ก็จะล่าช้าไปเพียง 1 วัน แต่ในบางปีตรงกับสงกรานต์ที่รัฐบาลกำหนด...ก็มี ที่นี่จะจัดงานสงกรานต์กันประมาณ 5 วัน"

ประเพณีมหาสงกรานต์ ณ วัดวังก์วิเวการาม อำเภอสังขละ จังหวัดกาญจนบุรี จัดขึ้นพร้อมเพรียงจากชาวบ้านมอญ หลังจากประกาศกำหนดงานบุญว่า วันพรุ่งนี้สงกรานต์จะลงแล้ว ก็เริ่มกันในช่วงเย็นวันนั้นเลย ด้วยการเจริญพุทธมนต์หรือสวดมนต์เย็น เพื่อให้เกิดความเป็นมงคลกันก่อน วันรุ่งขึ้นเป็นสงกรานต์วันแรกเรียกว่า สงกรานต์ลง ผู้สูงวัยส่วนใหญ่เข้าวัดถือศีล 3 วัน มีลูกหลานตระเตรียมข้าวต้ม 2 ส่วน ในส่วนแรกนำถวายแด่พระสงฆ์ แล้วให้ผู้ใหญ่ที่ถือศีลในวัดทานกันด้วย อีกส่วนต่อมาของข้าวต้มที่แบ่งไว้ จะตระเตรียมรอท่าไว้ที่บ้าน แล้วเชื้อเชิญญาติสนิทมาทานร่วมกัน หรือบ้างก็ชักจูงคนผ่านไปมาเข้ามาทาน โดยทั้งหมู่บ้านจำนวน 1,200 หลังคาเรือน จะกระทำกันอย่างพร้อมเพรียงเลยครับ

ตามปกติชาวมอญมักทำเป็นข้าวแช่ หรือที่ชาวมอญเรียกกันว่า เปิงดาด เพื่อนำไปถวายพระทำบุญที่วัด โดยนำข้าวสวยมาขัดเสียก่อน แล้วนำเมล็ดข้าวที่เต็มเมล็ดมาล้างน้ำให้สะอาด ส่วนใหญ่จะล้างด้วยน้ำฝน ปล่อยพักทิ้งให้ข้าวสะเด็ดน้ำไว้ ระหว่างนั้นไปทำน้ำอบ ที่อบน้ำด้วยเทียนหรือน้ำลอยดอกมะลิ เสร็จแล้วก็นำผสมรวมกับข้าว ส่วนเครื่องหรือกับข้าวที่ทานร่วมกัน จะเป็นปลาที่มาต้มจนยุ่ย แล้วนำเนื้อปลามาฉีกเป็นชิ้นเล็ก นำผัดกับหัวหอมให้ออกรสเปรี้ยว ส่วนใหญ่ใช้มะม่วงในการออกรส บางบ้านไม่ใช้ปลามาทำเป็นกับข้าว ก็ใช้กุ้งแห้งหรือถั่วตำละเอียดแทน ต่อเมื่อตัวข้าวใช้เวลานานในการทำ ก็มักทำข้าวแช่ไปทำบุญ หรือให้คนถือศีลทานเพียงวันแรกเท่านั้น แล้วในวันต่อๆมาเป็นข้าวต้ม ที่เหมือนกับข้าวต้มกุ๊ยทั่วไป ส่วนเครื่องหรือกับข้าวทานกับข้าวต้มนั้น คงเดิมไว้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

สำหรับผู้ใหญ่มาทำบุญที่วัดในวันแรก เมื่อลูกหลานทำการอาบน้ำให้ตอนเช้า ก็อยู่นอนค้างเพื่อถือศีลต่อเลย ต่อเมื่อยามสายของวันใหม่มาถึง ซึ่งเรียกกันว่า วันคาบปี หรือ วันสงกรานต์ขึ้น คือเป็นวันขึ้นปีใหม่ ลูกหลานแต่งตัวกันสวยงาม มาถวายอาหารพระชุดหนึ่ง แล้วให้พ่อแม่ที่ถือศีลชุดหนึ่ง หลังจากเสร็จการถวายเพลสิบถึงสิบเอ็ดโมง จึงต่างเดินทางกันกลับบ้านไป ทว่าขากลับบ้านก็มีการสาดน้ำเล่นกัน โดยมักจะมีการแอบรอสาดน้ำแก่คนแต่งตัวสวยๆที่มาจากวัด กระทั่งประมาณบ่ายถึงช่วงเย็นๆ ลูกหลานนำน้ำไปให้พ่อแม่ที่ถือศีลอาบ สมัยก่อนจะต้องหาบหิ้วน้ำท่ามาจากบ้านเอง นอกจากอาบน้ำให้พ่อแม่ของตนเองแล้ว ยังอาบน้ำให้แก่ญาติผู้ใหญ่ที่รู้จักกันอีกด้วย อาบน้ำเสร็จก็ไปเล่นสาดน้ำกันอีก

ในระหว่างมีการถือศีลภายในวัด ก็มีกิจกรรมการสะเดาะเคราะห์ จะยึดปฏิบัติด้วยกัน 3 อย่าง คือ 1. การก่อเจดีย์ทราย 2. การทำสะพานเดิน และ 3. การค้ำกิ่งต้นโพธิ์ โดยมีนิทานกล่าวถึงการสะเดาะเคราะห์ว่า ในสำนักตักศิลามีอาจารย์ท่านหนึ่ง สั่งสอนลูกศิษย์ผู้ชายอยู่ 3 คน เมื่ออาจารย์ล่วงรู้ลูกศิษย์จะตายใน 7 วัน จึงอยากให้กลับไปตายกันที่บ้าน แล้วบอกให้ลูกศิษย์เดินทางกลับบ้านกันไป ระหว่างการเดินทางลูกศิษย์คนที่หนึ่ง ได้พบกิ่งโพธิ์ทาบเอนลงมา เกิดความคิดว่าต้นโพธิ์มีเทวดาสถิตอยู่ จึงหาไม้มาค้ำกิ่งโพธิ์ ให้ยืนต้นเจริญเติบโตต่อไป ส่วนลูกศิษย์คนอื่นๆยังไม่กระทำการอันใด

แต่ครั้นพอเดินต่อไปเห็นน้ำเซาะลำห้วย ลูกศิษย์คนที่สองกริ่งเกรงว่า ฟากฝั่งจะขาดเสียหาย ทำให้การสัญจรลำบาก เร่งรีบหาไม้ไผ่มาพาดเป็นสะพาน เพื่อให้ผู้คนได้เดินข้ามไปมา เมื่อเดินทางกันต่อมาพบหาดทรายขาว ลูกศิษย์คนที่สามเกิดความศรัทธา อยากก่อเป็นองค์เจดีย์ทราย แล้วก็เดินลงไปที่ชายหาดก่อเป็นเจดีย์ พร้อมหาดอกไม้ป่ามากราบบูชา เมื่อทุกคนกลับบ้านครบ 7 วัน จึงเดินทางกลับมาหาอาจารย์ สร้างความแปลกใจแก่อาจารย์อย่างมาก ที่เหตุใดลูกศิษย์ทั้งสามยังไม่สิ้นชีวิต ถามไถ่บรรดาลูกศิษย์ไปว่า ระหว่างการเดินทางทำการใด บรรดาลูกศิษย์เล่าในสิ่งที่กระทำให้ฟัง นับแต่นั้นเรื่องการสะเดาะเคราะห์ ชาวมอญจึงพึงกระทำสิ่งต่างๆ คือ ค้ำกิ่งโพธิ์ สร้างสะพาน และก่อเจดีย์ทราย

มาถึงวันที่สี่ที่พ่อแม่ออกจากการถือศีล ในช่วงเช้าก็ยังไม่มีพิธีการใดๆ แต่พอราวสี่โมงเย็นภายในวันนั้น จะมีการสรงน้ำพระเกิดขึ้น ด้วยมีจำนวนคนมาสรงน้ำมาก จึงทำเป็นรางไม้ไผ่สำหรับการสรง โดยสรงน้ำให้แก่พระพุทธรูปเป็นสำคัญก่อน เรียบร้อยแล้วถึงสรงน้ำให้พระสงฆ์ ส่วนน้ำที่นำมาสรงเป็นน้ำอบน้ำปรุง สมัยก่อนเวลาจะสรงน้ำพระนั้น หลวงพ่ออุตตมะจะเดินเหยียบหลังผู้ชายนอนราบ เพื่อเดินเข้ามารับน้ำสรง ปัจจุบันนิมนต์พระที่พรรษาสูง มาเดินรับการสรงน้ำ และอุ้มกลับออกไปช่วงที่สรงน้ำเสร็จ

ท่านมหาสุชาติ เล่าถึงที่มาแห่งความศรัทธา ที่มีการนอนราบให้พระเหยียบเดิน ซึ่งมีมาแต่ในสมัยพุทธกาลแล้ว ความว่า...กาลนั้นบรมศาสดาพระนามว่า ทีปังกร ตรัสรู้แล้วทรงแสดงพระธรรมจักรให้เป็นไป พร้อมด้วยพระขีณาสพแวดล้อม เสด็จจาริกไปยังคามนิคมและราชธานี เพื่ออนุเคราะห์ต่อบรรดาสัตว์โลก ให้ล่วงหลุดพ้นจากสังสารวัฏ เมื่อเสด็จมาถึงเมืองรัมมนคร บรรดาอุบาสกอุบาสิกา ต่างพากันแผ้วถางตกแต่งมรรคา ต้อนรับการเสด็จอย่างสมพระเกียรติ ครั้งนั้นดาบสสุเมธะประสงค์ไปป่าหิมพานต์ เมื่อเห็นคนทั้งหลายกำลังเริงร่ายินดี ช่วยกันแผ้วถางตกแต่งหนทางอยู่ จึงถามและสดับฟังจนได้ความ แล้วบังเกิดความปีติโสมนัส จักแผ้วถางทางอันเป็นหนทางเสด็จ ร่วมกับบรรดาอุบาสกอุบาสิกา

ขณะที่สุเมธะดาบสตกแต่งหนทางยังไม่เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย พระทีปังกรพุทธเจ้า แวดล้อมด้วยพระขีณาสพเสด็จมาถึง เมื่อสุเมธะดาบสเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า กำลังเสด็จใกล้เข้ามาทุกที จึงคิดว่าควรสละชีวิตเพื่อพระทศพล แล้วสยายผมปูลาดบนแผ่นหลัง ลงไปนอนคว่ำหน้าบนเปือกโคลนตม เพื่อให้พระทีปังกรพุทธเจ้า เสด็จข้ามไปพร้อมพระขีณาสพทั้งหลาย เสมือนทรงเดินเหยียบสะพาน พร้อมกับได้ตั้งแรงปรารถนาอธิษฐานเอาไว้ว่า จักบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ เป็นพระพุทธเจ้าในมวลมนุษย์โลก จักให้ข้ามพ้นจากโอฆะหรือกิเลสในหมู่สัตว์ ด้วยพลังมหากุศลอันยิ่งใหญ่ ที่ได้เจตนากระทำขึ้นในครั้งนี้

ต่อเมื่อเสร็จการสรงน้ำพระแล้ว ชาวบ้านก็สาดน้ำเล่นกันสนุก ส่วนตัวผมนั่นรึ...ศีรษะจรดปลายเท้าเลยครับ ฉ่ำชุ่มด้วยน้ำจากใครบ้างก็ไม่รู้ สำหรับการเยือนสังขละช่วงเทศกาล ยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านี้ ยังมีประเพณีที่น่าอนุโมทนาด้วย ซึ่งขอตัวไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วนอนพักเติมพลังกักตุนไว้ก่อน ต่อเมื่อรุ่งรางสว่างเรืองๆ ณ สะพานมอญ สถานที่รวมตัวของนักท่องเที่ยว ที่มาพักแรมกันใกล้หรือไกลออกไป มักรีบรุดมาสัมผัสกับบรรยากาศเช้าๆ แน่นอนวิถีความเป็นอยู่ชาวบ้าน ก็สร้างความสนใจได้ไปแพ้กัน

ผมก็ยังตื่นแต่เช้าอีกเช่นเคย เตรียมพร้อมรวมตัวกันที่ ตลาดวังก์ ด้วยมีขบวนแห่กองผ้าป่าชาวมอญ ที่พร้อมใจนำจตุปัจจัยไทยทานไปถวายวัด จากนั้นตั้งขบวนแห่ยอดฉัตรเจดีย์ทราย เป็นการเดินเท้าจากวัดวังก์วิเวการาม ไปสู่ลานด้านหน้าเจดีย์พุทธคยา เพื่อทำพิธียกฉัตรเจดีย์ทรายสู่ยอด แล้วกลับมาทำบุญกรวดน้ำสงกรานต์อีกครั้ง จึงเป็นอันสิ้นสุดประเพณีมหาสงกรานต์ ในแบบชาวมอญอย่างแท้จริง พร้อมกับม่านบางๆจากละอองฝน มาปิดฉากสร้างความเย็นชื่นใจ ราวกับน้ำมนต์จากหลวงปู่อุตตมะ...ก็มิปาน

สังขละ...ดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา เปี่ยมด้วยความศรัทธาต่อหลวงพ่ออุตตมะ ใช่ว่าลูกประคำเป็นสื่อด้านอิทธิฤทธิ์ ที่ผู้คนทั่วสารทิศเดินทางมากราบขอบูชา แต่ยังคงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียม และประเพณีวัฒนธรรม คงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่ว่าเป็นเรื่องการแต่งตัวที่ชัดเจน การมีวิถีชีวิตเป็นอยู่อันเรียบง่าย เพียบพร้อมด้วยความสงบเสงี่ยม และในเรื่องของความเป็นธรรมชาติ ก็อุดมด้วยทรัพยากรมากมายครับ