"พระแก้วขาวเพชรน้ำค้าง" วัดสุปัฏนารามวรวิหาร

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

พระพุทธเจ้าได้บัญญัติให้พระภิกษุสงฆ์หยุดเข้าพรรษา (หยุดพักฝน) 3 เดือน ไม่ให้จาริกเดินทางไปค้างคืนที่อื่น เพราะฤดูฝนเป็นฤดูเพาะปลูก ข้าวกล้าพืชผลของชาวบ้านกำลังเขียวขจี ถ้าพระออกเดินทางในฤดูนี้จะไปเหยียบย่ำข้าวกล้าของชาวบ้านเสียหายได้ เมื่อพระสงฆ์ต้องอยู่วัดในช่วงเข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนจึงนำเทียนไปถวายพระภิกษุเพื่อใช้ในยามค่ำคืน ด้วยความเชื่อว่าการถวายเทียนทำให้เฉลียวฉลาด มีไหวพริบปฏิภาณ

สำหรับประเพณีการแห่เทียนพรรษาของจังหวัดอุบลราชธานีนั้น มีกิจกรรมประกอบงานมากมาย กิจกรรมที่สำคัญ คือพิธีอัญเชิญเทียนพรรษา และผ้าอาบน้ำฝนพระราชทานทางชลมารค ลงที่ท่าวัดหลวง และขึ้นที่ท่าวัดสุปัฏนารามวรวิหาร แล้วนำไปถวายวัดที่ตั้งอยู่ริมฝั่งลำน้ำมูล ศรัทธาสัญจรฉบับนี้ จึงขอพาคุณผู้อ่านไปชมวัดที่เป็นปลายทางเทียนพรรษาทางชลมารค คือ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วขาวเพชรน้ำค้าง และพระสัพพัญญูเจ้า พระประธานในพระอุโบสถที่ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำ พ.ศ.2540 จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำมูล ที่ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร สร้างขึ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ โดยมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้คณะกรรมการเมืองอุบลราชาธานี ซึ่งมี พระพรหมราชวงศา (กุทอง) เจ้าเมืองอุบลราชธานี เป็นประธานเลือกพื้นที่สร้างวัด จากการสำรวจพื้นที่พบว่า เป็นบริเวณท่าเหนือช่วงบ้านบุ่งกาแซว (ปัจจุบันเป็นชุมชนบุ่งกาแซว ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนคร) โดยเริ่มลงมือปรับพื้นที่เมื่อ พ.ศ.2393 แล้วเสร็จ ในปี 2396และประกาศจัดตั้งเป็นวัดปีเดียวกัน วัดสุปัฏนารามวรวิหาร จึงเป็นวัดธรรมยุตินิกายแห่งแรก ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า วัดสุปัฏนารามวรวิหาร หมายถึงวัดที่มีที่ตั้งเหมาะสมเป็นท่าเรือที่ดี สถานที่เงียบสงบ เหมาะแก่การบำเพ็ญศาสนกิจ ส่วนอีกความหมายหนึ่ง หมายถึงสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ เปรียบดังท่าเรือที่ให้มวลมนุษย์ข้ามพ้นการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกมนุษย์ พระอุโบสถหลังเดิม ซึ่งสร้างด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้น มีขนาดกว้าง8 ศอก ยาว 11 วา 2 ศอก ได้ทรุดเอียงลงไปทางแม่น้ำมูล เป็นเหตุให้ผนังแตกร้าว ยากแก่การบูรณปฏิสังขรณ์ ประกอบกับพระอุโบสถเดิมตั้งอยู่ใกล้กับหน้าวัด ทำให้บริเวณด้านหน้าแคบไม่เพียงพอกับจำนวนกองทหาร ตำรวจ ลูกเสือที่ตั้งแถวในการประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาประจำปี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) ขณะดำรงสมณศักดิ์พระราชมุนี เจ้าคณะมณฑลอุบลราชธานี จึงประชุมปรึกษากับหลายฝ่ายเพื่อรื้อถอนพระอุโบสถหลังเดิม และสร้างหลังใหม่ขึ้นมาแทน

สถาปนิกผู้ออกแบบพระอุโบสถหลังใหม่นี้ คือ หลวงสถิตย์นิมานกาล (ชวน สุปิยพันธุ์) นายช่างทางหลวงแผ่นดิน เริ่มเตรียมอุปกรณ์เพื่อการก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ.2460 เริ่มขุดราก ตอกเข็ม พ.ศ.2463 การก่อสร้างอิฐโบกปูน ครั้งแรกได้จ้างช่างจีนและช่างญวนมาทำเป็นตัวอย่าง แล้วคัดเลือกผู้สนใจร่วมทำ พอสามารถทำเองได้ ก็เลิกจ้างช่างชาวต่างชาติ ตอนแรกการใช้ปูนได้นำมาจากจังหวัดนครพนม ซึ่งอยู่ค่อนข้างไกลและราคาแพง ต่อมาได้สำรวจพบหินปูนชนิดเดียวกัน ในเขตตำบลตาลสุม (อำเภอตาลสุม ในปัจจุบัน) อำเภอพิบูลมังสาหาร ในสมัยนั้น ซึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำมูล สะดวกกว่า จึงให้ราษฎรทำปูนขาย ปูนที่ทำขึ้นแม้จะไม่ขาวนัก แต่คุณภาพเท่ากับซีเมนต์ เนื่องจากการก่อสร้างต้องสิ้นเปลืองวัสดุอุปกรณ์มากมาย และสมัยนั้นยังไม่มีผู้ที่ทำไว้จำหน่ายเหมือนปัจจุบัน จึงได้ตั้งโรงงานช่างขึ้น แล้วสอนแบบก่อสร้าง สอนวิชาปั้น และก่อเตาเผาอิฐ สอนวิธีสีข้าว โดยวัดเป็นผู้ควบคุมดูแล การตั้งโรงงานนี้ นับว่าเป็นประโยชน์แก่ประชาชน เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่ให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ และประชาชนได้ยึดถือปฏิบัติต่อกันมา

พระอุโบสถหลังใหม่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทย และสถาปัตยกรรมตะวันตก หลังคาเป็นศิลปะแบบไทยที่ได้รับอิทธิพลจากประเทศจีน ตัวพระอุโบสถเป็นศิลปะแบบโกธิค ฐานของพระอุโบสถมีโครงสร้างคล้ายฐานสิงห์ในศิลปกรรมไทย แต่ลดทอนรายละเอียดให้สอดคล้องกับการประดับลวดบัวแบบศิลปะตะวันตกที่ช่วงเสา ลักษณะโดดเด่น คือตัวพระอุโบสถไม่มีหน้าต่าง แต่ทำเป็นประตูโดยรอบ มี ชาลา (ระเบียง) เสานางจรัล (เสานางเรียง) ทรงสี่เหลี่ยมล้อมรอบ ระหว่างเสาก่ออิฐเป็นรูปโค้งเรือนแก้ว (โค้งแหลมแบบศิลปะโกธิคของฝรั่งเศส) หลังคาทรงจั่วชั้นเดียว มีปีกนก 2 ข้าง คลุมชาลา ช่อฟ้ารวยลำยองเป็นรูปพญานาค หน้าจั่วเรียบเต็มเสมอเสา หน้าบันประดับปูนปั้นลวดลายก้านขดนกคาบ กึ่งกลางหน้าบันประดับรูปเจดีย์ทรงระฆัง มีเสาพาไลรองรับหน้าบันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านละ4ต้น เชิงบันไดทั้ง 4 ด้าน ปั้นปูนรูปสิงโตหมอบยิ้ม อยู่มุมละ 1 ตัว ซึ่งแตกต่างไปจากโบสถ์อื่นๆที่นิยมทำพญานาคเฝ้าบันได การก่อสร้างแล้วเสร็จ พ.ศ.2473 มีงานฉลอง และผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่12เมษายน พ.ศ.2479 สิ้นค่าก่อสร้างประมาณ 70,000 บาท หลังจากนั้นได้มีการบูรณะอุโบสถหลายครั้ง เมื่อ พระครูวิมลอุปลารักษ์ รักษาการเจ้าอาวาสได้บูรณะอาคารพระอุโบสถวัดสุปัฏนารามวรวิหาร จนได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำ พ.ศ.2540 จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

"พระพุทธสัพพัญญูเจ้า" พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง1เมตร หรือ4คืบพระสุคต ( คำว่า "คืบพระสุคต" เป็นชื่อมาตราวัดในพระวินัย เช่น ความสูงของพระพุทธเจ้า ความสูงของเตียง ขนาดจีวร เป็นต้น สันนิษฐานว่าเดิมคงทรงกำหนดด้วยนิ้วพระหัตถ์ของพระองค์โดยประมาณและเทียบกับนิ้วช่างไม้ในสมัยนั้น จึงมีข้อสันนิษฐานกันมากมาย เช่น 1คืบพระสุคต เท่ากับ 3คืบของคนปานกลางสมัยนั้น หรือเท่ากับ 1 ศอก คืบช่างไม้ดูจะสูงและยาวเกินความจริง จึงไม่เป็นที่ยอมรับ ในปัจจุบันได้ข้อยุติว่าให้ถือตามมาตราวัดเป็นเมตร คือ "1คืบพระสุคต เท่ากับ 25เซนติเมตร" "2คืบพระสุคต เท่ากับ 50เซนติเมตร หรือ 1ศอกช่างไม้ ดังนั้น 1เมตร จึงเท่ากับ 4คืบพระสุคต หรือ 2ศอกช่างไม้) หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ (โลหะผสมขัดเงาไม่ปิดทอง) มีน้ำหนัก30หาบ ประทับอยู่บนฐานปูนปั้นรูปบัวคว่ำบัวหงาย รองรับด้วยฐานสิงห์ เบื้องหลังมีเรือนแก้วปูนปั้นระบายสีโคนเรือนแก้วประดับรูปคชสีห์ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) องค์ผู้นำพาในการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ ได้เริ่มการหล่อพระพุทธสัพพัญญูเจ้า เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2459 แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2459 เวลา 04.03 น. ก่อนการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ถึง14ปี ในอดีตชาวเรือประมงน้ำจืดริมแม่น้ำมูลใช้เส้นทางน้ำเป็นเส้นทางค้าขายมากราบไหว้ขอให้พระพุทธสัพพัญญูเจ้าป้องกันภยันตรายในการทำมาหากิน ถึงแม้ปัจจุบันการค้าทางน้ำไม่มีแล้ว แต่ความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนต่อพระพุทธสัพพัญญูเจ้าไม่เคยเสื่อมคลาย ในช่วงเทศกาลวันสำคัญผู้คนจะหลั่งไหลมากราบไหว้ขอพรไม่ขาดสาย

เบื้องขวาของพระพุทธสัพพัญญูเจ้า เป็นรูปพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท สุภสร) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุปัฏนาราม รูปที่ 6 หล่อด้วยโลหะผสมปิดทองในอิริยาบถยืนประดิษฐานในซุ้มมณฑปจัตุรมุขทำจากไม้พยุง ภายในซุ้มด้านหลังรูปหล่อ ประดับรูปพญานาค อันเป็นนักษัตรปีเกิดของท่าน พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ มรณภาพ เมื่อวันที่ 19 ก.ค. พุทธศักราช 2475 เวลา11.05น. ในอิริยาบถนั่ง ณ หอกลางกุฏิเขียว วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ สิริอายุ 77 ปี เบื้องซ้ายพระพุทธสัพพัญญูเจ้า เป็นรูป สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส แสนวีสุข) หล่อด้วยโลหะผสมปิดทองในอิริยาบถยืน ประดิษฐานในซุ้มมณฑปจัตุรมุขทำด้วยไม้พยุง ภายในซุ้มด้านหลังรูปหล่อประดับรูปกระต่าย อันเป็นนักษัตรปีเกิดของท่าน สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 26มกราคม2499 เวลา18.45 น. ณ หอธรรมวิจารณ์ วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ สิริอายุ 89ปี

รอบพระอุโบสถมีเสมาหินทรายสมัยทวารวดีจำนวนมาก ใกล้ๆนั้นเป็นหอระฆัง ด้านล่างแขวนโปง หรือกะปุง เป็นระฆังโบราณที่ทำจากไม้ตะเคียน พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ได้มอบหมายให้ พระครูวิโรจนรัตโนบล เป็นนายช่างสร้างโปงไม้นี้ นับว่าหาดูได้ยาก การใช้ไม้เป็นวัสดุตีเป็นสัญญาณของพื้นบ้านอีสานมีหลายชนิด เช่น เกราะ กะลอ โปง ซึ่งโปงมักใช้ตามวัดวาอาราม มีขนาดใหญ่ เล็กต่างกัน การตีโปงหรือการกระทุ้งโปง ในภาษาท้องถิ่นอีสานเรียกว่า "ทั่งโปง" นิยมตีบอกเวลาเช้า เวลาเย็น ที่เรียกว่า ตีโปงเช้า เพื่อพระออกบิณฑบาต ตีโปงแลง เพื่อให้พระลงอุโบสถ จึงนับว่าโปงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในสังคมพุทธ ถัดไปไม่ไกลนักเป็น "หอศิลปวัฒนธรรม" สร้างเมื่อ พ.ศ.2535 เพื่อใช้เก็บรวบรวมศิลปะและโบราณวัตถุต่างๆ อาทิ "ศิลาวัดสุปัฏนาราม" สร้างโดย พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และทับหลัง ศิลาจารึก ที่ได้มาจากถ้ำภูหมาไน (ตั้งอยู่ในอำเภอสิรินธร) หอศิลปวัฒนธรรมแห่งนี้ เปิดให้ประชาชนเข้าชมได้เฉพาะเทศกาลสำคัญเท่านั้น

เราเข้าไปกราบนมัสการ พระวิบูลธรรมาภรณ์ (ชาย ชาคโร) เจ้าอาวาสวัดสุปัฏนารามวรวิหาร ถามถึง "พระแก้วขาวเพชรน้ำค้าง" ท่านมีเมตตาพาไปกราบ และมอบหนังสือประวัติวัดสุปัฏนารามวรวิหาร และโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ พิมพ์ขึ้นเป็นที่ระลึกงานพระกฐินพระราชทาน ซึ่ง กัปตัน เรือโท ศักดิ์ทวี แสงอร่าม ได้รับพระมหากรุณาธิคุณฯ ให้เป็นผู้อัญเชิญไปทอดถวาย ณ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ประจำ พ.ศ.2555 โดย ยุทธนาวรากร แสงอร่าม เป็นผู้เรียบเรียง เล่าถึงพุทธลักษณะ และประวัติ พระแก้วขาวเพชรน้ำค้าง องค์นี้ว่า

"...พระแก้วขาวเพชรน้ำค้าง เป็นพระปางสมาธิ สูง 17 ซม. ทำด้วยแก้วผลึกสีขาว ประทับนั่งขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระนาสิกโด่ง พระเนตรเหลือบลงต่ำ ทรงครองจีวรห่มเฉียง พระอุระกว้าง บั้นพระองค์คอด ทรงอาภรณ์มงกุฎ กรองศอ พาหุรัด ทองกร รองพระบาททำด้วยทองคำสลักลาย และสังวาลเรือนทองคำประดับพลอยแดง ประทับอยู่บนฐานเงินบุเป็นลายบัวคว่ำบัวหงาย ฐานล่างสุดเป็นฐานสิงห์ ในวัฒนธรรมล้านนา-ล้านช้าง ปรากฏความนิยมในการสร้างพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหินรัตนชาติ โดยเฉพาะพระพุทธรูปที่แกะสลักจากผลึกแก้วสีขาว หรือที่เรียกว่า เพชรน้ำค้าง ดังปรากฏในพงศาวดารโยน กว่า พระอรหันต์ได้แก้วขาวมาจากจันทรเทวบุตร จึงได้ให้พระวิษณุกรรมสร้างเป็นพระพุทธปฏิมา พระแก้วขาวองค์นี้ได้ประดิษฐาน ณ กรุงละโว้ เป็นเวลานาน จวบจนพระนางจามเทวี ราชธิดาเจ้ากรุงละโว้ ขึ้นมาครองเมืองหริภุญชัย จึงอัญเชิญพระแก้วขาว มาประดิษฐาน ณ เมืองหริภุญชัย จนถึงปีพุทธศักราช2011ได้อัญเชิญไปไว้ยังเมืองเชียงใหม่พร้อมพระแก้วมรกต จนกระทั่ง พ.ศ.2094 พระเจ้าไชยเชษฐา จึงได้อัญเชิญมายังหลวงพระบาง ด้วยกันกับพระแก้วมรกต

มีบันทึกการสนทนาระหว่าง พระธรรมบัณฑิต (ญาณ ญาณชาโล) อดีตเจ้าอาวาสรุ่นที่ 9กับ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ว่า...เจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ได้รวบรวมพระพุทธธูปเก่าแก่ปางต่างๆจากหลายแห่ง เช่น พระพุทธรูปหินสมัยลพบุรี 3 องค์ และสิ่งอื่นจำนวนมาก โดยเฉพาะพระแก้วขาวองค์นี้ เป็นพระประจำองค์ท่านได้อย่างไรไม่ปรากฏชัด ในช่วง พ.ศ.2485 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ขึ้นมาจำพรรษาที่วัดสุปัฏนาราม ได้มอบพระแก้วขาวองค์ศักดิ์สิทธิ์นี้ให้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของวัดสุปัฏนาราม โดย พระธรรมบัณฑิต (ญาณ ญาณชาโล) เป็นผู้รับมอบ และให้จัดกิจกรรมของคณะสงฆ์ (ธรรมยุติ) ของจังหวัดอุบลราชธานี ได้ทำร่วมกัน เช่น อัญเชิญพระแก้วขาววัดสุปัฏนาราม ให้สาธุชนสรงน้ำขอพรในวันปีใหม่ไทย วันที่ 13เมษายน ของทุกปี

บนหิ้งพระที่สูงเด่นสวยงามนั้น นอกจากพระแก้วขาวเพชรน้ำค้างแล้ว เรายังมีโอกาสได้กราบพระนาคปรก ซึ่ง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) นิพนธ์ไว้ตอนหนึ่งว่า "มีพระหินนาคปรกของขอมโบราณเป็นพระวิเศษ มีความขลังเป็นที่ยึดเหนี่ยวน้ำใจของปวงชนผู้นับถือความขลังเป็นอันมาก" พระวิบูลธรรมาภรณ์ (ชาย ชาคโร) เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน เล่าเพิ่มเติมให้ฟังว่า

"...ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จมหาวีรวงศ์ ท่านเกิดวันเสาร์ ท่านมีพระนาคปรก ซึ่งเป็นพระประจำวันเกิดมากมายหลายองค์ เป็นพระของเก่าจริงๆ ช่วงที่ท่านย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ ท่านได้ดำรงตำแหน่งสังฆนายกองค์แรกแห่งประเทศไทย ตอนนั้นอายุของท่าน84 ลูกศิษย์ทั้งหลายก็ขอทำบุญคล้ายวันเกิดถวายท่าน เรียนปรึกษาท่านว่าจะสร้างอะไรเป็นที่ระลึก ท่านก็บอกว่ามีพระวันเกิดที่ข้าพเจ้าสักการะกราบไหว้อยู่ทุกวันอยู่ที่นี่ ลูกศิษย์จึงขออนุญาตสร้างพระนาคปรกให้เป็นที่ระลึกวันเกิดของท่านที่วัดบรมนิวาส ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2495 มีการจัดงานฉลอง100ปี ของวัดสุปัฏนาราม จึงไปขอพิมพ์เก่า จากวัดบรมนิวาสมาแกะ ต้องเรียกว่าเป็นพิมพ์เดียวกัน เหมือนกันกับพระนาคปรก วัดบรมนิวาส แต่ว่าแกะกันคนละที่ องค์นั้นแกะวัดบรมนิวาส อายุ71ปี องค์นี้แกะที่วัดสุปัฏนาราม อายุ 61ปี แต่ก็ถือว่าเป็นพระนาคปรกของบูรพาจารย์เหมือนกัน..."

ได้เห็นถือเป็นบุญตา ได้กราบถือเป็นบุญตัว คราใดได้ไปเยือนเมืองอุบลราชธานี หาโอกาสไปทำบุญที่วัดสุปัฏนารามวรวิหาร วัดธรรมยุตินิกายแห่งแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กันนะคะ