พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๕ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ กรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ทรงได้รับพระสมัญญาว่า "พระปิยมหาราช" ซึ่งแปลว่า พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย พระองค์มีพระมหากรุณาธิคุณแก่ชาติบ้านเมืองและอาณาประชาราษฎร์ล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้

นอกจากพระองค์จะทรงพระปรีชาสามารถนำพาประเทศให้รอดพ้นจากการล่าอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจตะวันตก และประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ที่สามารถดำรงรักษาเอกราชอธิปไตยของชาติไว้ ไม่ต้องตกอยู่ในอำนาจการปกครองของมหาอำนาจตะวันตก โดยที่เพื่อนบ้านรอบประเทศไทยนั้น ทุกประเทศไม่รอดพ้นเงื้อมมือของประเทศตะวันตกนักล่าอาณานิคม ทั้งนี้ก็เนื่องจากดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้เป็นอู่อารยธรรม และเป็นดินแดนที่ล้วนอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นที่หมายปองของประเทศตะวันตกที่ประสงค์จะกอบโกยประโยชน์จากความอุดมสมบูรณ์ของประเทศในแถบตะวันออก เช่น ลาว เวียดนาม กัมพูชา ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส พม่า มาเลเซีย ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ฟิลิปปินส์ตกเป็นอาณานิคมของฮอลแลนด์ เป็นต้น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้จะเสด็จเถลิงถวัลยราชย์ในวัยเยาว์ แต่ก็ทรงปราดเปรื่องปรีชาสามารถ ทรงดำเนินการพัฒนาประเทศสืบต่อจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงดำเนินการเลิกทาสอย่างสุขุมคัมภีรภาพ ปราศจากการเสียเลือดเนื้อ โดยมีพระราชประสงค์จะให้พสกนิกรเป็นไท สามารถดำรงชีวิตอย่างมีอิสรภาพ ทำมาหากินได้ด้วยความรู้ความสามารถของตน และเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปได้เสด็จประพาสยุโรปถึงสองครั้ง โดยเฉพาะการเจริญสัมพันธไมตรีและเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนประเทศมหาอำนาจรัสเซีย ซึ่งในขณะนั้นเป็นประเทศมหาอำนาจยิ่งใหญ่ มีส่วนช่วยให้ไทยรอดพ้นจากเงื้อมมือของอังกฤษและฝรั่งเศส

ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนประเทศในยุโรปนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งจากประเทศต่างๆ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากพระปรีชาสามารถของพระองค์ ซึ่งทำให้ภาพพจน์ของประเทศไทยสง่างามแผ่ไปในนานาประเทศ

พระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่งประการหนึ่ง คือการพัฒนาด้านการศึกษา พระองค์มีพระราชประสงค์จะให้พสกนิกรมีความรู้ เพื่อจะได้เป็นพลังในการรักษาและพัฒนาประเทศให้รุ่งเรืองก้าวหน้า เมื่อได้เสด็จฯไปทรงเยือนประเทศที่มีระบบการศึกษาดี ก็ทรงนำแบบอย่างการจัดการศึกษามาพัฒนาการศึกษาของไทย จากเดิมที่เด็กชายเล่าเรียนจากพระในวัดเด็กหญิงเรียนวิชาการบ้านการเรือนจากชาววัง หรือจากครอบครัวผู้มีอันจะกิน พระองค์ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งโรงเรียนขึ้น เพื่อให้มีการเรียนการสอนเป็นระบบ และเปิดโอกาสให้บุตรหลานทั้งของข้าราชการและบุตรหลานของราษฎรทั่วไปได้เข้ารับการศึกษาจากโรงเรียนโดยเท่าเทียมกัน

ที่สำคัญยิ่งในการทรงพัฒนาการศึกษา คือ ทรงพระกรุณาพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงให้บุตรหลานของข้าราชบริพารได้เดินทางไปศึกษาวิทยาการก้าวหน้าในประเทศที่เจริญพัฒนาแล้วในยุโรป รวมทั้งได้ทรงส่งเจ้านายพระราชวงศ์ พระราชโอรสไปศึกษาวิชาการแขนงต่างๆในต่างประเทศ เพื่อให้นำความรู้ตามสาขาวิชาที่เรียนมา กลับมาพัฒนาประเทศดังปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯไปทรงศึกษาวิชาการทหารที่โรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิร์สท์ เป็นต้น นับได้ว่าพระองค์มีสายพระเนตรยาวไกลในประโยชน์ของชาติบ้านเมือง

การที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ส่งนักเรียนไทยไปศึกษาวิทยาการ ณ ต่างประเทศนี้ นับเป็นพระปรีชาญาณอันปราดเปรื่อง และเป็นคุณูปการแก่ประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง

 

นักเรียนนอกคนแรกของสยามประเทศ

อันที่จริงแล้วชาติตะวันตกได้เข้ามาในแผ่นดินสยาม มาตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่เข้ามาในรูปของการค้าขายก่อน ต่อมาเมื่อมีความเจริญในเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นในรูปของอาวุธ จึงมีการแทรกซึมเข้ามาเพื่อค้าอาวุธเป็นทหารรับจ้าง และพยายามครอบงำทางศาสนา เพื่อให้พระมหากษัตริย์ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เข้ารีตเพื่อนับถือศาสนาคริสต์ เพื่อจะรวมเข้าเป็นอาณาจักร เช่น ในยุคของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นต้น

ต่อมาก็ได้แผ่ขยายมาจนกระทั่งถึงกรุงรัตนโกสินทร์ โดยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ ชาติตะวันตกก็เริ่มมาแผ่อิทธิพลในการค้าขายก่อน แต่ต่อมาเมื่อเห็นสบโอกาสก็พยายามที่จะเอารัดเอาเปรียบทางด้านการค้า และพยายามล่าอาณานิคม เพื่อจะนำทรัพยากรของพวกเรากลับสู่ประเทศของตน ซึ่งพวกนี้ก็คือพวกฝรั่งที่ชาวไทยเรียก (มาจากคำว่า FARANGI ซึ่งเป็นเปอร์เซีย) นั่นเอง ฝรั่งที่จะตะครุบเหยื่อและเป็นหมาป่าที่คอยล่าเหยื่อ ที่หนักข้อที่สุดก็คือ หมาป่าฝรั่งเศส รองลงมา คือ พวกผู้ดีชาวอังกฤษ ซึ่งทำให้ประเทศรอบบ้านเรา รวมทั้งประเทศสยามทุกข์ระทมอย่างสาหัส

ความมีอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยาม ที่เห็นเค้าลางความหายนะที่จะบังเกิดขึ้นกับแผ่นดินสยาม ก็คือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๓ ซึ่งเคยมีพระราชกระแสตอนหนึ่งที่พระราชทาน พระยาศรีสุริยวงศ์มีอยู่ว่า "ฯลฯ การต่อไปภายหน้าเห็นแต่เอ็งที่จะรับราชการเป็นอธิบดีผู้ใหญ่ต่อไป การศึกสงครามข้างญวน ข้างพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดีอย่าให้เสียทีแก่เขาได้ ฯลฯ"

พระองค์ได้แต่งสำเภาค้าขายกับต่างชาติและแบ่งเงินส่วนพระองค์ไว้ ที่เรียกว่า เงินพระคลังข้างที่ (คือ เงินที่เก็บไว้ใช้จ่ายส่วนพระองค์ ไว้ข้างที่นอน ซึ่งต่างจากเงินพระคลังมหาสมบัติ ซึ่งเป็นเงินรายได้ของแผ่นดิน) เคยตรัสไว้ว่า "ให้เอาเงินนี้ไว้ไถ่แผ่นดินเถอะ" ซึ่งก็ปรากฏเป็นความจริงภายหลัง เมื่อ ร.ศ.๑๑๒ เมื่อพวกหมาป่ากลุ้ม รุมลูกแกะสยาม โดยส่งเรือรบบุกรุกเข้ามาในน่านน้ำไทย เข้ามาถึงภายในอ่าวไทย ตั้งปืนจะยิงกรุงเทพฯ คนไทยรักชาติพยายามต่อต้านเข้า ทำให้เรือได้รับความเสียหายแต่ก็ไม่สามารถสู้เอาชนะได้ ฝรั่งเศสจึงเรียกร้องค่าปฏิกรรมสงครามชดใช้ความเสียหายนั้นเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งนับว่ามากอยู่ พระพุทธเจ้าหลวงต้องใช้เงินถุงแดงนั้น ซึ่งฝรั่งเศสกำหนดไว้ว่าต้องเป็นเหรียญทอง เม็กซิโกมาไถ่แผ่นดิน และเป็นที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่งว่า "เงินถุงแดง" ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ เก็บไว้เป็นเหรียญทองเม็กซิโกจริงๆเสียด้วย

จากภัยที่คืบคลานใกล้เข้ามาสู่สยามทุกขณะ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๔ จำเป็นต้องเปิดประเทศ เพื่อให้มหาอำนาจเหล่านั้นเข้ามาค้าขาย เพื่อลดแรงกดดัน ขณะเดียวกันเพื่อให้ฝรั่งเศสเห็นความมีศักยภาพของชาวสยาม ทรงวางรากฐานทางการศึกษาแก่ประเทศ เช่น ได้ทรงจ้างชาวต่างประเทศมาสอนภาษาอังกฤษให้พระราชโอรสซึ่งจะสืบราชบัลลังก์คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ รวมทั้งพระองค์ท่านและพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เรียนภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เองจนแตกฉาน นอกจากนั้นพระองค์ยังได้มีพระราชดำริให้ส่งสามัญชนไปศึกษาหรือร่ำเรียนต่างประเทศถึง ๘ คน คือ

พระยาอรรคราชนารถภักดี (หวาด บุนนาค) บุตรพระยาอภัยสงคราม (นกยูง) และหลานปู่ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ) ซึ่งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) ได้ฝากไปกับเรือรบอเมริกันเพื่อให้ศึกษาวิชาทหารเรือที่สิงคโปร์กลับมารับราชการในรัชกาลที่ ๔ เป็นหลวงวิเศษพจนกรในกรมท่า (กระทรวงการต่างประเทศ) ในรัชกาลที่ ๕ ได้เลื่อนเป็นพระศรีธรรมสาส์น แล้วเป็นพระยาวิชยาธิบดี ผู้ว่าราชการเมืองจันทบุรี เมื่อ พ.ศ.๒๔๒๗ ก่อนที่จะได้เป็นพระยาอรรถราชฯ ในอีก ๑๐ ปีต่อมา

พระยาอรรคราชวราทร (เนตร เนตรายน) ซึ่งได้รับการส่งออกไปศึกษาที่สิงคโปร์และกลับมาเป็นที่ขุนและหลวงศรีสยามกิจ ตำแหน่งผู้ช่วยกงสุลสยามที่สิงคโปร์

เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เสนาบดีกระทรวงธรรมการคนแรก บุตรสมเด็จเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์ (ดิศ) ซึ่งอยู่ในความดูแลของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) พี่ชายใหญ่ ในปี ๒๔๐๗ อายุ ๑๕ ปี ได้รับการส่งไปศึกษาชั้นมัธยมศึกษาที่ประเทศอังกฤษเป็นเวลา ๓ ปี จึงนับว่าเป็น "นักเรียนอังกฤษ" คนแรก

พลโท เจ้าพระยาสุรวงษ์วัฒนศักดิ์ (โต บุนนาค) บุตรเจ้าพระยาสุริวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) หลานปู่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) ได้รับการส่งไปศึกษาวิชาทหารปืนใหญ่ ที่ประเทศอังกฤษ (น่าจะเป็นที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก ที่วูลลิช) ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๔

พระยาราชานุประพันธ์ (สุดใจ บุนนาค) บุตรเจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) อดีตเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ หลานปู่สมเด็จเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์ (ดิศ) ได้รับการส่งไปเรียนที่อังกฤษในช่วงปลายๆรัชกาลที่ ๔

หลวงดำรงสุรินทรฤทธิ์ (บิ๋น บุนนาค) บุตรเจ้าพระยาสุริวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สมุหพระกลาโหม ได้รับการส่งไปศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศส กลับมารับราชการตำแหน่งมหาดเล็กเวรฤทธิแล้วเลื่อนเป็นหลวงดำรงสุนทรฤทธิ์ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ.๒๔๒๓

พระยาสารสินสวามิภักดิ์ (เทียนฮี้ สารสิน) ซึ่งมีคณะมิชชันนารีอเมริกันคัดเลือกส่งไปศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ที่สหรัฐอเมริกา จนกระทั่งสำเร็จตามหลักสูตร ได้รับปริญญา เอ็ม.ดี.จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๔ (ค.ศ.๑๘๗๑) ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ เป็นนายแพทย์ทหารประจำกรมทหารมหาดเล็ก ต่อมาได้โอนไปรับราชการที่กระทรวงเกษตราธิการ และได้รับพระราชบรรดาศักดิ์เป็นหลวงดำรงแพทยาคุณ สุดท้ายได้ย้ายไปอยู่กระทรวงธรรมการและกระทรวงมหาดไทยตามลำดับ โดยได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสารสินสวามิภักดิ์

ลำดับหลังสุดคือ เอสเท่อร์ หรือ "แม่เต๋อ" ซึ่งมิชชันนารีอเมริกันส่งไปศึกษาวิชาพยาบาลที่สหรัฐฯ ระหว่าง พ.ศ.๒๔๐๓-๒๔๐๖ (ค.ศ.๑๘๖๐-๑๘๖๓) ในรัชกาลที่ ๔

บรรดา "นักเรียนนอก "รุ่น "บุกเบิก" สมัยรัชกาลที่ ๔ ดังกล่าวข้างต้นนี้เมื่อได้กลับมาเมืองไทยแล้ว ต่างก็ได้ปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่ความรับผิดชอบตามความรู้ความสามารถ และโอกาสที่มีในช่วงเวลาซึ่งเมืองไทยเริ่ม "เปิดประเทศ รับอารยธรรมตะวันตก" ซึ่งจะตามมาด้วยการพัฒนาเมืองไทยสู่ความทันสมัย

การที่ "นักเรียนนอก" รุ่น "บุกเบิก" ส่วนมากได้รับการส่งไปศึกษาในประเทศอังกฤษเนื่องจากสยามเรามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอังกฤษมากกว่าชาติอื่น และภาษาอังกฤษก็เป็นภาษาตะวันตกที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีความรู้แตกฉาน ขณะที่บุคคลชั้นสูงหลายท่านในขณะนั้นก็ค่อนข้างจะคุ้นเคยมากกว่าภาษาอื่นๆ ส่วนที่ "นักเรียนนอก" ส่วนใหญ่เป็นบุคคลในสกุลบุนนาคก็เพราะในรัชกาลที่ ๔ บุคคลใน "คณะรัฐบาล" ซึ่งบริหารประเทศล้วนเป็นบุคคลในสกุล "บุนนาค" อันได้แก่ สมเด็จเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์ (ดิศ) สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต) สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) และเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ) เป็นต้น ขณะที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่รองๆมาก็มักจะเป็นลูกหลานของท่านเหล่านี้

ความจริงแล้ว นักเรียนนอกทั้ง ๘ คน ก็ยังไม่ใช่นักเรียนนอกคนแรกของสยามประเทศ โดยในสมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อเรือสินค้าของอังกฤษเริ่มเข้ามาค้าขายกับไทยภายหลังสนธิสัญญาเบอร์นี่ย์ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) ได้ฝากเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในความอุปการะของท่านชื่อ "นายฉุน" กับกัปตันเรืออังกฤษให้ออกไปฝึกวิชาเดินเรือกำปั่นที่ประเทศอังกฤษจนกระทั่งสำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตรกลับมารับราชการ

ในรัชกาลที่ ๔ นายฉุนผู้นี้มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนจรเจนทะเล และได้ร่วมไปกับคณะทูตของพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม) ในฐานะเป็นล่ามของท่านราชทูต ต่อมาในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๓ ซึ่งขณะนั้นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ขุนจรเจนทะเล (ฉุน) ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น พระชลธารวินิจฉัย ตำแหน่งพนักงานตรวจตรารักษาคลองใหญ่น้อยทั้งปวง ต่อมาอีกก็ได้เป็น พระยา ในราชทินนามเดียวกันตำแหน่งเจ้ากรมคลอง

บทสรุป

จะเห็นได้ว่า แม้ว่าเราได้เตรียมการรองรับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในโลกกว้างอย่างเต็มที่อยู่แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่วายที่จะประสบเคราะห์กรรมจากฝรั่ง ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ขณะนั้นและในอนาคตก็เช่นเดียวกัน ภัยคุกคามด้านใช้กำลังอาจจะหมดไป แต่ภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยากำลังคืบคลานมา มีการครอบงำด้วยวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง ขอให้เราเตรียมรับภัยคุกคามเหล่านี้ไว้ให้ดี อย่ามัวหลงระเริงกับความสุขและยาพิษที่ได้รับ จากพระกระแสตอนหนึ่งของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๓ ที่พระราชทานพระยาศรีสุริยวงศ์ ตามที่กล่าวไว้ว่า "การงานสิ่งใดของเขาที่คิดควรจะเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว" หรือสรุปได้ว่า

"จงเอาเยี่ยง แต่อย่าเอาอย่าง"