จีรพงศ์ ขุนแผ้ว (จูน บางนรา) บทเพลงเพื่อเพื่อนชายแดนใต้

"ผมไม่รู้หรอกว่าใครผิดใครถูก เรื่องตรงนั้นผมไม่สนใจเลย สนใจแต่ว่าน้ำตาของคนทุกคนมีค่าเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะถูกหรือผิด เราทนดูไม่ได้"
สุขที่ใจรัก
ช่างภาพ: 
ไม่ว่าต้นตอของปมปัญหาและความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้จะมาจากสาเหตุใด แต่ในฐานะที่มีความผูกพันกับผืนดินถิ่นนี้มาตั้งแต่เกิด ชายผู้นี้จึงไม่อาจอยู่เฉย ขอใช้บทเพลงที่กลั่นจากใจตนช่วยปลอบประโลม ให้กำลังใจ และเรียกร้องขอความสุขสงบสันติกลับคืนสู่บ้านของเขาอีกครั้ง
 
"จุดประสงค์ในการเขียนเพลงของผมคือ ต้องการปลอบประโลม ปลอบใจ ให้กำลังใจคนในพื้นที่ อีกอย่างที่ต้องการแน่นอนคือ อยากให้บางนรากลับไปเป็นเหมือนเดิม ผมพยายามหลีกเลี่ยงวิธีคิดที่รุนแรง โดยการใช้บทเพลงบอกว่า ที่นี่ดีอยู่แล้ว ที่นี่น่าอยู่อยู่แล้ว อย่าทะเลาะกันเลย ผมไม่รู้หรอกว่าใครผิดใครถูก เรื่องตรงนั้นผมไม่สนใจเลย สนใจแต่ว่าน้ำตาของคนทุกคนมีค่าเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะถูกหรือผิด เราทนดูไม่ได้..."
 
จีรพงศ์ ขุนแผ้ว หรือ จูน บางนรา เป็นจิตรกรเขียนภาพเหมือน นักแต่งเพลง ครูสอนดนตรีและศิลปะผู้ริเริ่มดนตรีร่วมสมัยเพื่อเพื่อนชายแดนใต้ที่แสดงถึงวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษาท้องถิ่น และวัฒนธรรม รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวในสามจังหวัดชายแดนใต้ ผ่านกวีในบทเพลงภาษาถิ่นอย่างภาษา "เจ๊ะเห" เพื่อการอนุรักษ์ และสร้างสรรค์ในรูปแบบดนตรีร่วมสมัยสืบต่อไปยังอนุชนรุ่นหลัง
 
"ผมเกิดที่อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส หลังจบชั้นมัธยมที่โรงเรียนสุไหงโก-ลกได้มาเรียนต่อที่วิทยาลัยช่างศิลป์ (วังหน้า) และคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พอเรียนจบกลับไปอยู่บ้าน ไปเปิดโรงเรียนสอนศิลปะให้เด็กๆ ทั้งที่บ้านและตามโรงเรียนประถม สอนฟรีนะครับ แต่มีความรู้สึกว่าคุยกับใครไม่ค่อยรู้เรื่องเลยปลีกตัวกลับขึ้นมาเรียนกีตาร์คลาสสิคที่โรงเรียนดนตรียามาฮ่า เรียนการประพันธ์เพลงกับ อาจารย์ประสิทธิ์ ชำนาญไพร และตอนหลังยังได้เรียนกีตาร์กับ อาจารย์พิชัย บลูส์ ด้วย มาเรียนด้วยความตั้งใจว่าสักวันจะมาทำงานดนตรี ระหว่างนั้นผมไปทำงานวาดภาพเหมือนอยู่ที่เกาะสมุย ๑๖ ปี พร้อมกับเขียนเพลงไปด้วย เพราะสันนิษฐานว่าสักวันต้องมีเรื่องใหญ่ เนื่องจากมักจะแวะไปเยี่ยมคุณแม่ที่บ้านบ่อย ดูจากสภาพแวดล้อม เห็นโครงสร้างในพื้นที่ที่บีบเข้ามาเรื่อยๆ และในที่สุดเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นจริงตามคาด ช่วงที่อยู่สมุย เวลาได้ยินข่าวแต่ละครั้ง ผมน้ำตาตกในบ่อยมาก เพราะที่นั่นเป็นบ้านเราเอง และในฐานะที่เป็นศิลปินก็พยายามมองศิลปินทั้งประเทศว่า ใครจะไปช่วยตรงนั้นบ้าง ผมมองไม่เห็นมีใคร พวกค่ายใหญ่ก็ทำเพื่อผลประโยชน์ อยู่ๆเอาเพลงรักกันไว้เถิดมาใช้กับเรื่องสามจังหวัดชายแดนใต้ ในความคิดผมรู้สึกว่ามันน้อยไป และก็เป็นความคิดที่หยาบไปนะ สุดท้ายจึงตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน เพราะอยากจะไปทำเพลงให้เสร็จ ถ้าอยู่ที่อื่นเราขาดข้อมูล แล้วเพลงผมแต่งเป็นภาษาถิ่นเรียกว่า ภาษาเจ๊ะเห ซึ่งจะมีพูดกันอยู่สามแห่งคือ ปัตตานีแถวสายบุรี กับแถวอำเภอปานาแระ และคนไทยในฝั่งมาเลเซีย แต่ยังสรุปไม่ได้ว่า เป็นภาษามาจากสมัยอยุธยาหรือสุโขทัย ตอนนี้ท่านผู้รู้กำลังหาวิธีรวบรวมข้อมูลอยู่ แต่พูดถึงภาษานี้มีความน่ารักอยู่หลายคำ อย่างคำว่าพ่อ-แม่ ที่นั่นยังใช้คำว่า บิดา-มารดาอยู่นะครับ เช่นถามว่า บิดาจะไปไหน? มารดาจะไปไหน? กางเกงเรียกว่าสนับเพลา ร่มเรียกว่า กลด ถ้าเด็กตากใบกลับบ้านไปเรียก กลด ว่า ร่มก็จะฟังดูแปลกๆ
ผมเอาภาษาเจ๊ะเห มาแต่งเพลง ส่วนหนึ่งเพื่ออนุรักษ์ภาษานี้เอาไว้ ใช้ชื่อว่า 'บทเพลงเพื่อเพื่อนชายแดนใต้' อัลบั้ม 'มาหากาบตากใบ' เป็นการรวบรวมสิ่งที่ดำรงอยู่ในวิถีชีวิต เรื่องเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมที่สวยงามของที่นี่ว่ามีอะไรบ้าง เพลงของผมมีทั้งหมด ๑๐ เพลง สำหรับคนฟัง ๑๐ กลุ่ม เช่น เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ คนชอบดื่ม คนชอบเต้น คนเรียนสูง ฯลฯ ผมจะไม่เสนอกลุ่มผู้ฟังกลุ่มเดียว เพราะได้ผลน้อย แต่จะทำช้าหน่อย เพราะมีรายละเอียดเยอะ พยายามหาข้อบกพร่อง ฟังหลายเที่ยว คิดหลายมุม แต่ละคำต้องคัดสรร ผมนั่งแต่งเพลงยันหลับเลย บนเตียงรอบตัวเต็มไปด้วยเศษกระดาษ เพราะว่าอยากจะให้มีประโยชน์สูงสุด ไม่อยากทำฉาบฉวย ไม่อยากให้ใครเอาแผ่นเพลงของผมไปแขวนไล่แมลงวัน (หัวเราะ)
 
ทำเสร็จแล้วความตั้งใจคือ ทำแจกฟรีให้ไปตามหน่วยงานของรัฐ โรงเรียน และสถานีวิทยุชุมชน โชคดีที่มีผู้ให้การช่วยเหลือเป็นร้านถ่ายรูปฟิล์มคัลเลอร์แล็บ และพี่ดี.เจ.บันเทิงแก้วทองเวลาแปดโมงเช้าของสถานี สทร.ทหารเรือ ในส่วนของร้านฟิล์มเขาออกค่าใช้จ่ายให้หมดทุกอย่างก็เลยได้เข้าห้องอัดทำเป็นเดโมไป ๓ เพลง แต่เพลงแรกที่ตัดแจกไปแล้วชื่อเพลง 'ตำนานตากใบ' มีเนื้อหาพูดถึงหลายเรื่อง ตั้งแต่ความเป็นมาของคำว่าตากใบ การอยู่ร่วมกันของคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธและคนไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม ระหว่างคนที่ใช้ภาษาเจ๊ะเหกับใช้ภาษายาวี รวมถึงพูดถึงเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป แต่โดยสรุปเนื้อหาทั้งหมดแล้วคืออยากให้ทุกคนกลับมารักกัน
 
เพลงที่สองชื่อเพลง 'แม่กือนุ้ย' คำนี้ถ้าเป็นภาษาไทยกลางจะหมายถึง น้องสาว ถ้าภาษาใต้ตอนบนเรียกสาวนุ้ย แต่ที่บ้านผมออกเสียงเป็นแม่กือนุ้ย ใช้เรียกผู้หญิงสาว แม่เราเองก็เรียกแม่นุ้ยได้ เพลงนี้ผมผูกเรื่องให้แม่กือนุ้ยกำลังจะเดินทางไปเรียนราม มีผู้ชายไปยืนส่งที่สถานีรถไฟ เอามะม่วงเบาไปฝาก และยืนคอยการกลับมา แต่ความจริงมีกุศโลบายแฝงด้วยคือ ไม่อยากให้คำว่าแม่กือนุ้ยหายไป เพราะเด็กรุ่นใหม่เริ่มจะลืมกันแล้วเลยเอาไปแฝงไว้กับเพลงรัก และใช้สัญลักษณ์ยั่นกือบูเป็นแทนชื่อผู้หญิง ยั่นกือบูหรือภาษาบางกอกเรียกเถาลิเภา
เพลงที่สามชื่อเพลง 'เที่ยวสุไหงปาดี' ที่นั่นมีต้นใบไม้สีทองกับต้นปาล์มบังสูรย์ซึ่งสวยมาก มีน้ำตกฉัตรวาริน มีอากาศเย็นสบาย สดชื่น น่าอยู่ แต่ตอนนี้กลับอันตรายมาก ผมจะไปถ่ายเอ็มวี ชวนใคร ไม่มีใครไปกับผมเลย...
 
ในหน้าที่ของงานดนตรี เวลามีคนติดต่อให้ไปเล่นคอนเสิร์ต ผมจะเลือกไปแสดงเฉพาะงานเพื่อเด็ก งานวันเกิด หรืองานสังสรรค์เล็กๆ งานโรงเรียน ผมจะไป ไปเล่นเพลงที่ผมแต่งและทำเวิร์คช็อปให้ด้วย ผมจะใช้ทั้งดนตรีและศิลปะควบคู่กันไป มีการแนะแนวการศึกษาต่อทางสายศิลปะในระดับมหาวิทยาลัย เพราะเด็กที่โน่นขาดโอกาส ผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์มาก บางครั้งผมจะทำสื่อการสอนศิลปะ สื่อการฝึกวาดรูปเอาไปแจกตามโรงเรียน แต่ก็มีเด็กบางคนมาติวที่บ้าน เพราะผมเปิดบ้านไว้ตลอด มาหาเมื่อไหร่ก็สอน มาคนเดียวก็สอน ตอนนี้กำลังสร้างอาคารเรียนอยู่ เมื่อเสร็จแล้วจะชักชวนเด็กๆ มานั่งวาดรูปกันให้เป็นเรื่องเป็นราวเลย
 
ถามความรู้สึก ผมเฉยๆนะ เพราะทำมานาน ฝังอยู่ในจิตวิญญาณเป็นสัญชาตญาณแต่ปางก่อน ผมมีคุณครูดีๆ ที่สั่งสอนให้อดทน และมีเจตจำนงที่จะสร้างสรรค์โลก คือผมจะมีคติประจำใจทางพุทธศาสนาข้อหนึ่งว่า การให้ความรู้กับผู้อื่น ทำให้เขามีงานทำ มีอาชีพสามารถเลี้ยงตัวเอง และครอบครัวได้ ถือเป็นกุศลทานที่ยิ่งใหญ่ ผมไม่ใช่คนในยุคที่หวงวิชา แต่กลับคิดว่าเรื่องพวกนี้ เราแบ่งปันกันได้ ทุกคนต้องมีชีวิต แบ่งให้เขาได้มีชีวิตอยู่บนโลกด้วยกัน ส่วนที่เป็นงานเพลง ผมว่าผมทำให้ชาวบ้านหายจากความเศร้า ความซึมเซา ความเครียด ความเหงา หลายคนที่ขำก็มี เพลงของผมเพลงเดียวทำให้คนที่นั่นคิดไปได้หลายอย่าง บางคนจริงจังกับเนื้อหา บางคนฟังขำๆ บางคนก็ฟังท่วงทำนอง อย่างเพลงตำนานตากใบ ผมแต่งให้เป็นแร็ปตากใบในจังหวะเร็คเก้บวกละตินในท่อนโซโล่ มีลิเกฮูลูเข้ามาผสมผสานด้วยในอินโทรเพลงแม่กือนุ้ย คนตากใบฟังเองก็ชอบ เพราะเขาเป็นคนมีอารมณ์ขัน เป็นคนมีจิตใจงดงามอยู่แล้ว ตอนนี้เพลงจะมีเปิดให้ฟังตามคลื่นวิทยุชุมชน บางโรงเรียนก็เอาไปเปิดให้เด็กได้เต้นออกกำลังกายกันตอนเช้า เท่านี้ก็นับว่าสมเจตนาในการทำมันขึ้นมาแล้ว"
 
 
เพลงตำนานตากใบ
ณ ราตรีเท่รัศมีแข กือจ่างฟ้า
ดั่งอนูบุปผา เยาวือมาลย์
ชูช่อดอกกรุ่นซือก๋าว มานมนาน
เรียงร้อยคอยเชื่อมบือสาน ความเป็นมา...เฮือ พันหนั่นลู
ช่าวเจ๊ะเหลางคนโย้ริมเล อ๊อกหาปล๋า
ใครยังท่องยังนา โปลกข้าวกิ๋น
ก๋างเก๋งเหรียกซือหนับเพลา แต่งได้ยิน
พ่อเรียกบิ่ด๋าภือษาถิ่น อั๋นรุ่งเรือง...เฮือ พันหนั่นลู
แกแจ๊ะนายูซีกิซีกิ โย้เนืองๆ
ไม่ฮ้อนคิดคายเคือง แซป๊ะกั๋น
มาแกนาซิดาแฆ โย้ทุกวัน
ฮูดน้ำแตออกั๋น สารึฆา...เฮือ โอ้ซือดะ
เขาเหรียกว่า เจ๊ะเหแต่บือหราณ บือลานา
ยังคนเข๊เรือมา รอฝนแล้ง
กางใบเรือผึ่งตากแดด ให้มันแห้ง
พอมืลนต๋าฟ้าแจ้ง เรียกตากใบ...เฮือ พันหนั่นยา
จากวันหนันมาจนถึงวันนี้ ก็เปลือนไป๋
สายโลหิตรินไหล สู่คงคา
จนถึงกือได๋โหลกหลา หน้าวัดชลฯ
ในเหตุการณ์ซือหลายคน ด้วยยุทธี...เฮือ จ๋าพุทโธ
พระมารด๋าแห่งแผ่นดิน ทรงพระราชเสาวนีย์
เหล่าป๋วงปือชาชี ก้มน้อมรับ
หกสิบสามล้านสายใย คึนานับ
โปรยสื่อกือดาษนกพับ ซับน้ำตา...เฮือ จ๋าพุทโธ
เช้านี้ซือหว่างแล้วหอมสดชื่น มวลบุหงา
อบอวนสองภือษา ไป๋ทุกเท่
กลีบสำเนียงเจ๊ะเห และยาวี
โย้เคียงโค่ปฐึพี ตากใบเอยหนอ...
เฮือ...จ๋าพุทโธ เฮือ...จ๋าพุทโธ จ๋าเอ๋ย...