วิธีธรรมชาติบำบัดของชาวฮันซา เชื้อชาติที่มีอายุยืนที่สุดในโลก ๑๒๐ ปี

สภาพสุข...สุขภาพ

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกหลายกลุ่ม ได้ประเมินอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ประมาณ ๑๐๐-๑๕๐ ปี โดยอาศัยหลักการต่างๆ กันดังนี้

นายแพทย์ชาลี คำนวณอายุของมนุษย์ว่าอย่างน้อยต้อง ๑๑๐ ปี สาเหตุหลักที่มนุษย์เราเสียชีวิตก่อนอายุขัย เนื่องจากการบริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณที่มากเกินความต้องการ ทำให้โปรตีนและไขมันจากเนื้อสัตว์บูดเน่าเสียในลำไส้ใหญ่ ไปเกาะตามผนังลำไส้ทำให้เกิดการอุดตัน และพิษจากเนื้อสัตว์ไหลย้อนกลับเข้าไปสู่กระแสเลือดแผ่กระจายไปทั่วร่างกายเกิดการเจ็บป่วย

นายแพทย์โธมัส การ์ดเนอร์ บอกว่า สัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมมีอายุขัยเฉลี่ยอย่างน้อย ๗ เท่าของอายุเมื่อเริ่มผสมพันธุ์ได้ ดังนั้น หากมนุษย์เราถ้าเริ่มสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ ๑๕-๑๖ ปี ควรมีอายุขัยอย่างต่ำ ๑๐๕-๑๑๒ ปี ต่อมาภายหลังพบว่า ข้อมูลได้เปลี่ยนเป็น ๘ เท่าแล้ว อายุควรเป็น ๑๒๐-๑๒๘ ปี

นายแพทย์จาวิสและคณะฯ ศึกษาในสัตว์หลายชนิดพบว่ามีอายุขัยเฉลี่ยเป็น ๕ เท่าของอายุเมื่อสัตว์นั้นเจริญวัยเต็มที่ ดังนั้น ในมนุษย์ที่มีอายุเจริญวัยเต็มที่ประมาณ ๒๐-๒๕ ปี จึงควรมีอายุขัย ๑๐๐-๑๒๕ ปี

ดร.เฮฟลิค คำนวณว่าเซลล์ไฟโบรบลาสท์ (Fibroblast) ของมนุษย์โดยเฉลี่ยแบ่งตัวได้ ๕๐ ครั้ง แต่ละครั้งมีอายุนานประมาณ ๒ ปี อายุของมนุษย์ควรยืนยาวอย่างน้อย ๕๐ x ๒ = ๑๐๐ ปี แต่แพทย์จีนคำนวณว่าเซลล์นี้แบ่งตัวได้ ๗๕ ครั้ง อายุจึงควรยืนยาว ๗๕ x ๒ = ๑๕๐ ปี

ชาวฮันซา (Hunza) อาศัยอยู่ที่เชิงเขาหิมาลัยตอนเหนือของประเทศปากีสถานล้อมรอบด้วยอาณาเขตของประเทศจีนทางทิศตะวันออก และสหภาพโซเวียต (เดิม) ทางทิศเหนือ ชาวฮันซามีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ ๑๒๐ ปี และมีจำนวนมากที่อายุเกิน ๑๓๐ ปี และ ๑๔๐ ปี โดยที่มีร่างกายแข็งแรง เดินได้ ทำงานได้ คนสูงอายุชาวฮันซายังมีฟันแท้อยู่เต็มปาก ชาวฮันซาไม่เป็นโรคฟันผุเลย

ดร.เจย์ ฮอฟแมน ได้สำรวจชาวฮันซามีประชากรกว่าสามหมื่นคนใน ค.ศ.๑๙๖๑ และมีจำนวนเพิ่มขึ้น ประมาณหกหมื่นคนใน ค.ศ.๑๙๘๒

ใกล้ๆกับชาวฮันซาคือชาวนาเกอร์ (Nagir) มีประชากรสองหมื่นห้าพันคน (ค.ศ.๑๙๖๑) นอกจากนี้ยังมีเผ่าอื่นๆ เช่น อับกาเซียน (Abkhasian) วิลคาแบมบัน (Vilcabamban) กลุ่มนักบวชเทียนฉาน (Tian Shan) เซ้าธ์อเมริกาอินเดียน(South American Indian) ชาวเขาในประเทศเปรู และชาวเขาโอโตมิ (Otomi) เป็นต้น

เดือนมีนาคม ค.ศ.๑๙๖๑ ได้มีการตีพิมพ์บทความชาวฮันซาลงในวารสารแพทย์ "Journal of the American Medical Association"... เรื่องชนชาวฮันซามีอายุยืนยาวเป็นปกติ ๑๒๐ ปี และมีจำนวนมากที่มีอายุถึง ๑๔๐ ปี สมาคมแพทย์อเมริกาได้ส่ง ดร.เจย์ มิลตัน ฮอฟแมน ให้ไปทำการวิจัยชาวฮันซาจนได้รับรางวัลออสก้าร์ (Oscar Award) จากสมาคมแพทย์สหรัฐอเมริกาสาขาแพทยศาสตร์ดูแลผู้สูงอายุ (National Geriatrics Society) เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ค.ศ.๑๙๖๒ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ต่อมาในเดือนสิงหาคม ค.ศ.๑๙๖๓ มีการประชุมแพทย์นานาชาติทั่วโลก สาขาวิทยาศาสตร์ในวัยชรา (Gerontology) ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก มีแพทย์เข้าประชุมกว่าหนึ่งพันคน มีรายงานวิจัยกว่า ๕๐๐ เรื่อง และสรุปได้ว่ามนุษย์มีอายุขัยเฉลี่ยที่ถูกต้องคือ ๑๒๐ ปี และอาจอยู่ต่อไปได้ถึง ๑๔๐ ปี หรือ ๑๕๐ ปี โดยที่ร่างกายไม่ทรุดโทรมหรือเสียชีวิตจากการเจ็บป่วย นั่นคือหมดลมหายใจไปเอง เพราะเป็นการเสียชีวิตเนื่องจากเซลล์หมดอายุขัยของมันตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นแบบการเสียชีวิตของชาวฮันซานั่นเอง

ฉะนั้นกลุ่มมนุษย์อายุยืนที่สุดเกิน ๑๐๐ ปี โดยเฉพาะคือ ชาวฮันซา จึงเป็นตัวอย่างที่เราควรจดจำวิธีการดำเนินชีวิตตาม ในส่วนที่สามารถทำตามได้ใน ๒ ประการ คือ การหายใจและพฤติกรรมการบริโภคอาหาร

เป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้วว่าประชาชนชาวศิวิไลซ์ทั่วโลก เสียชีวิตอันดับ ๑ ด้วยโรคหัวใจ อันดับ ๒ คือมะเร็ง อันดับ ๓ เป็นโรคเกี่ยวกับเส้นเลือด นอกจากนี้ยังต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคกระดูกผุ ข้อต่อกระดูกอักเสบ แถมด้วยโรคเหงือกและฟัน อันดับ ๔ เสียชีวิตด้วยโรคอัลไซเมอร์ (โรคความจำเสื่อมชนิดหนึ่ง) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่ทุกข์ทรมานที่สุด แต่ในขณะนี้ โรคต่างๆเหล่านี้ไม่ปรากฏให้เห็นในชาวฮันซา เนื่องเพราะจากงานวิจัยพบว่า ชาวฮันซาไม่บริโภคเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก

เหตุใดชาวฮันซาไม่บริโภคเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก คำตอบคือ ไม่มีเนื้อสัตว์ในดินแดนฮันซานั่นเอง ชาวฮันซามีโอกาสรับประทานเนื้อแพะภูเขาเพียงปีละ ๑-๒ ครั้งเท่านั้น ซึ่งจะมีในงานพิธีประจำปี เช่น งานสมรสหมู่ปีละ ๑ ครั้ง ทั้งนี้เพราะไม่มีต้นหญ้าเพียงพอที่จะเลี้ยงสัตว์ได้ การเลี้ยงสัตว์เป็นอาหาร จึงมีข้อจำกัดมาก ต้องได้รับอนุญาตเป็นเฉพาะรายเท่านั้น แม้แต่การเลี้ยงสัตว์ เช่น สุนัข และแมว ก็เช่นกัน

ปัจจุบันคนไทยบริโภคเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลักตามแบบชาวตะวันตกมาประมาณ ๖๐ ปีแล้ว ตำราแพทย์รุ่นนี้เขาสอนให้รับประทานเนื้อ นม ไข่ ซึ่งไม่ได้ผิดอะไรเพราะเป็นประโยชน์ แต่ที่มาพลาดคือ เป็นเนื้อ นม ไข่ ที่เป็นแบบธุรกิจไม่ใช่หลักธรรมชาติ และเป็นสัตว์ที่ถูกขุนด้วยสารเคมี ผู้บริโภคล้มป่วย อายุสั้น เพราะสารพิษเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น ชนิดของสารเคมี อาทิ วัวเลี้ยงด้วยสารดีอีเอสซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง หมูเลี้ยงด้วยเลนดอน ซัลบูทา ไก่เลี้ยงด้วยฮอร์โมน (ฝังหัวไก่)

ชาวฮันซารับประทานพืชผักผลไม้วันละกว่า ๑ กิโลกรัม ส่วนใหญ่เป็นของสดทั้งสิ้น ชาวฮันซาไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่มีเตาแก๊ส แม้แต่น้ำมันก๊าซและเทียนไขก็เป็นของต้องห้ามในดินแดนฮันซา การหุงหาอาหารจะทำเท่าที่จำเป็นเพราะเชื้อเพลิงคือไม้ฟืนเป็นของหายาก ไม่มีพื้นที่เพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวเจ้า ข้าวเหนียว แต่มีข้าวสาลีมาทำขนมปังได้ไม่มากนัก และนำนมแพะเอามาทำเป็นโยเกิร์ต

การบริโภคอาหารพืชผลไม้สด มีผลทำให้ชาวฮันซาถ่ายอุจจาระเฉลี่ยวันละ ๓-๔ ครั้ง เป็นการล้างพิษทางธรรมชาติที่ดีมาก

ความสำคัญของพืชผักผลไม้มีมากมาย กล่าวคือมนุษย์ที่มีอายุยืนเกิน ๑๐๐ ปี โดยสุขภาพแข็งแรงอย่างชาวฮันซา ล้วนแต่บริโภคพืชผักผลไม้เป็นอาหารหลักมาตลอดหลายชั่วอายุคน

การดำเนินชีวิตของชาวฮันซาจึงเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับผู้ที่รักสุขภาพ