ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

บ้านเก่านอกกรุง ศาสตราจารย์

บ้านเก่านอกกรุงในวันนี้เลือกเสนอตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่เรียกว่าตึกเพราะเจ้าของผู้สร้างท่านเรียกของท่านอย่างนั้น และได้ให้ทำตัวหนังสือด้วยปูนปั้นไว้บน หน้าบันของตึกว่าอย่างนั้น ความจริงทั้งขนาดและความสวยงามประณีตน่าจะเรียกว่าเป็นคฤหาสน์ หรือจะเรียกว่าเป็นทำเนียบก็คงคมขำมิใช่น้อย แต่เราจะไม่เรียกไม่ว่า "ทำเนียบ" หรือ "จวน" เพราะเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้เลือกที่จะละทิ้งตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลบูรพาด้วยการตัดสินใจเด็ดขาดของท่านเอง คือในสมัยที่ลัทธิล่าหาอาณานิคมระบาดหนักและฝรั่งเศสได้มีเรื่องพิพาทกับสยามประเทศใน ร.ศ.๑๑๒ คือในระหว่าง พ.ศ.๒๔๓๖-๒๔๓๗

ความจริงประเทศสยามได้ปกครองมณฑลบูรพาคือ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ ตั้งแต่ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

เมื่อพระองค์จะพระราชทานพิธีอภิเษกให้นักองเองซึ่งเป็นเจ้าทางกัมพูชาและมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ ได้มีพระราชดำรัสขอเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณให้เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) ครอบครองขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๓๗

เมื่อเรื่องเดิมเป็นมาดังนั้นคือ นักองเองพระมหากษัตริย์ของกรุงกัมพูชาได้มอบดินแดน พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๓๗ ดินแดนนี้ซึ่งทางฝ่ายไทยได้รวมเรียกว่ามณฑลบูรพา

เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) ต้นตระกูลอภัยวงศ์ได้ปกครองมณฑลบูรพาและเชื้อสายของท่านก็ได้ปกครองต่อมาเรื่อยๆ จนถึงสมัยที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) เป็นบุตรเจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์ (เยีย อภัยวงศ์) ผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบองได้นำบุตรชายซึ่งต่อมาได้รับพระมหากรุณาให้เป็นตำแหน่งเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ให้เข้ามารับราชการเป็นมหาดเล็กวิเศษอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ดำรงตำแหน่งนายเล่ห์อาวุธ เคยตามเสด็จไปประพาสยุโรปครั้งแรกและได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนเป็นพระอภัยพิทักษ์ ตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมืองพระตะบอง

ครั้นถึง พ.ศ.๒๔๔๙ เกิดการผันแปรทางการเมืองระหว่างประเทศไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศส รัฐบาลฝรั่งเศสถืออำนาจบาตรใหญ่ขอเปลี่ยนแผ่นดินเมืองตราดกับมณฑลบูรพาทั้งหมดของไทย ทางฝรั่งเศสมิได้รังเกียจเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) และขอให้ท่านอยู่ปกครองบริเวณมณฑลบูรพาเดิมต่อไป

แต่ทว่าท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศรมีความจงรักภักดีกับราชการฝ่ายสยามขอพระราชทาน ราชานุญาตอพยพเข้ามารับราชการสนองพระเดชพระคุณในกรุงเทพฯ

เจ้าพระยาอภัยภูเบศรนั้นเมื่อท่านออกจากพระตะบองมา ใน พ.ศ.๒๔๕๐ โปรดเกล้าฯให้เลื่อนบรรดาศักดิ์จากพระยาคทาธรธรณินทร์เป็นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีศักดินา ๑๐,๐๐๐ ไร่ และมียศเป็นชั้นมหาอำมาตย์โทในกระทรวงมหาดไทย ต่อมาท่านได้ลาออกจากราชการมาพำนักที่จังหวัดปราจีนบุรีเป็นการถาวร ท่านเป็นที่เคารพรักของคนปราจีนบุรีอย่างมาก ท่านเป็นคนใจบุญสุนทานชอบทำบุญ สร้างวัด มักบริจาคเงินช่วยเวลามีผู้มากราบลาไปทำการอุปสมบท

พ.ศ.๒๔๕๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสจังหวัดปราจีนบุรีและ ดงศรีมหาโพธิ์ และเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้เป็นเจ้าการเอาภารธุระในการนำเสด็จประพาสครั้งนั้น แต่ไม่มีตึกที่เหมาะสมในจังหวัดปราจีนบุรีที่จะถวายเป็นที่ประทับแรม ต้องสร้างพลับพลาถวายเป็นการชั่วคราว เจ้าพระยาอภัยภูเบศรผู้เคยพบเห็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามมามากตั้งแต่ในคราวที่ตามเสด็จประพาสยุโรป จึงจ้างบริษัทฝรั่งชื่อบริษัทโอวาร์ด เออร์สกินให้เป็นผู้ออกแบบก่อสร้างคฤหาสน์ด้วยเงินส่วนตัวของท่าน หวังว่าจะได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เสด็จประทับแรมในครั้งต่อไป แต่ไม่ทันเพราะเสด็จสวรรคตเสียก่อนใน พ.ศ.๒๔๕๓

ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์โน้มน้าวจิตใจเราให้เห็นถึงความจงรักภักดีที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศรมีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและแผ่นดินไทย ท่านไม่เคยใช้ตึกหลังนี้เป็นที่พำนักส่วนตัวแต่อย่างใด ส่วนใหญ่ตกแต่งงดงามแล้วปิดไว้เฉยๆ ได้ใช้ในการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ.๒๔๕๕ และรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ใน พ.ศ.๒๕๓๗ และ ๒๕๔๔ เมื่อเจ้าพระยาอภัยภูเบศรถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ.๒๔๖๕ ตึกหลังนี้ได้ตกทอดมายังหลานสาวของท่านคือ พระนางเจ้าสุวัทนาฯ พระวรราชเทวีในรัชกาลที่ ๖ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศรผู้มีความจงรักภักดีอย่างยิ่งในพระราชวงศ์จักรี พระนางเจ้าสุวัทนาจึงประทานที่ดินพร้อมตึกนี้ให้กับทางราชการ เพื่อใช้เป็นโรงพยาบาล เปิดทำการครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๔ ใช้ชื่อว่าโรงพยาบาลปราจีนบุรี ต่อมาในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๙ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้รับยกย่องเป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่นสถาปนิกสยามเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๒ เป็นอาคารสถาปัตยกรรมตะวันตก ๒ ชั้นในศิลปกรรม ก่ออิฐ ถือปูน หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องเหลี่ยมลอนเล็ก ตรงกลางหลังคาเป็นโดม ภายในอาคารแต่ละชั้นแบ่งเป็นห้อง ๓ ห้อง หน้าห้องเป็นระเบียงขนาดใหญ่ มีบันไดใหญ่ขึ้นสู่ชั้นบน มีลวดลายปูนปั้นวิจิตรพิสดารมาก ที่ตึกรอบนอกมีการประดับมากมายอลังการทุกซุ้มประตูหน้าต่าง ซุ้มหน้าบัน ขื่อ คาน เสา และกรอบประตูหน้าต่าง

ภายในตัวอาคารตกแต่งด้วยช่องแสง ช่องลมซุ้มประตูไม้ฉลุลวดลายเป็นรูปโล่บ้าง รูปแจกันดอกไม้บ้าง งดงามวิจิตรยิ่ง ผู้ที่นิยมศิลปะการตกแต่งแบบบาโร้ค ดูแล้วจะงงงวยพิศวงในความงาม อีกพื้นซึ่งเป็นลายกระเบื้องลวดลายและสีต่างๆ นั้นอีกเล่า ก็สวยงามลงตัวเหมาะสมจะอยู่ในตึกสีเหลืองตกแต่งตัดขอบด้วยสีเขียวและสีขาว ดูเหมาะเจาะงดงามลงตัว อีกทั้งภาพเขียนปูนเปียกบริเวณเพดานห้องโถงซ้าย-ขวาชั้นบน สอดประสานรับกันทั้งขบวนการเล่นสีและผูกลายเว้นช่องไฟดูงดงาม กลมกลืนกันไปทั้งหมด

ในปัจจุบันตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์การแพทย์ไทย อภัยภูเบศร มีผู้เข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม