ขอกระแซะสักนิดนะ...สวิตเซอร์แลนด์

ฟ้ากว้าง-โลกใกล้

ตอนที่ 2. ชมเมืองลูเซิร์น

ยามเย็นเมื่อแดดอ่อนแสง พวกเราเลือกชมเมืองด้วยการ "เดิน" เพราะลูเซิร์นไม่ใช่เมืองธุรกิจ รายได้ส่วนใหญ่มาจากการท่องเที่ยว ดังนั้น บรรยากาศโดยทั่วไปของเมืองจึงดูสบายๆ

จากโรงแรม Astoria ที่พักทางฝั่งเมืองใหม่ เราพากันเดินข้ามถนนผ่านอาคารร้านค้าทันสมัยที่แต่ละร้านรวงประชันขันแข่งกัน จัดวางสินค้าไว้อย่างสวยงาม ล่อตาล่อใจให้ควักเงินจับจ่ายยิ่งนัก ระหว่างนั้นก็มีเสียงระฆังจากโบสถ์ในเมืองดังหง่างเหง่งก้องกังวานไปทั่วเมือง ด้วยความสงสัยฉันเลยถามขึ้นลอยๆว่า

"ทำไมระฆังมันถึงดัง?"

"อ๋อ...ก็มีคนไปตีมันน่ะซิ..." ใครคนหนึ่งตอบกลับมา...กวนโอ๊ยไปหน่อยไหมพ่อคู้ณตอบอย่างนี้ง่ะ?

"...หรือเป็นการตีบอกเวลา!?!"

อืม...ดูดีมีเหตุผล แต่เวลาผ่านไปแบบ "ลมที่ผาย" ยังไม่ทันคลายกลิ่น เสียงระฆังก็ดังขึ้นอีก คงไม่ใช่การตีบอกเวลาแล้วละมั้ง จะตีอะไรกันทุกห้านาทีสิบนาที ตกลงจนแล้วจนรอดยังไม่รู้เลยว่าเสียงระฆังที่ดังหง่างเหง่ง อยู่เป็นระยะๆนั้นเป็นเพราะเหตุใด? ใครรู้ช่วยบอกเอาบุญทีเถอะ

เราเดินลัดเลาะผ่าน Luzerner Theater แวะถ่ายรูปกับรูปปั้นคนเลี้ยงแกะตรงหน้า Luzerner Theater ที่คิดว่าเขาเป็น "คนเลี้ยงแกะ" เพราะข้างหน้ามีแกะอยู่ 3 ตัว และคิดว่าแกคงจะไม่ชอบพูดโกหกด้วย เพราะดูท่าทางแล้วน่าจะแกเป็น "ผู้ใหญ่" ไม่ใช่ "เด็กเลี้ยงแกะ"!! ฮ่า ฮ่า ฮ่า

แล้วเราก็มาถึงแม่น้ำรอยซ์ (Reuss) อันเป็นที่ตั้งของสะพานไม้คาแพลบรู๊กเค่อะ (Kapellbrucke) แต่ช้าก่อน!! ยังไม่ทันจะได้ข้าม คุณไก๊ด์ก็บอกว่าให้เราไปเดินข้ามแม่น้ำด้วยสะพานปูนที่ตัดตรงไปก่อน จะพาไปชมเขตเมืองเก่า ขากลับค่อยไปข้ามสะพานไม้คาแพลบรู๊กเค่อะกัน

เราเดินตามคุณไก๊ด์...ต้อย...ต้อย...ราวกับลูกไก่เดินตามแม่ไก่ ข้ามสะพานปูนที่ตัดตรงขึ้นบันไดสิบกว่าขั้น เพื่อไปชมย่านเมืองเก่าที่จัตุรัส Hirchenplatz หยุดยืนดูและถ่ายรูปกับอาคารเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 14 เป็นศิลปะแบบสวิสผสมผสานศิลปะแบบเรอแนซซองส์ของฝรั่งเศส มีการเขียนภาพบนผนังด้านนอกของอาคารเป็นลวดลายเถาไม้เลื้อยอ่อนช้อยงดงามที่เลื้อยกระหวัดพันเกี่ยวไปทั่วอาคาร สีสันอ่อนหวานนุ่มนวลชวนมองสบายตาสบายใจ ต่างกับศิลปะยุคใหม่ที่ฉูดฉาดปรูดปราด และเป็นคนละแบบคนละแนวกับภาพ Graffiti ตามอาคารร้าง

เดินชมเมืองโดยมีเสียงระฆังจากโบสถ์ดังกล่อมอยู่เป็นระยะๆ แล้วไปหยุดยืนแหงนคอดูหอนาฬิกาและถ่ายรูปกันที่พิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ (Picasso Museum) ที่เก็บงานศิลปะของปิกัสโซ (Picasso) ซึ่งเป็นสมบัติของครอบครัว Rosengart อยู่บนถนน Furrengasse 21 จากนั้นลัดเลาะไปตามซอกซอยถนนคนเดินที่ตามรายทางเป็นร้านขายของเล็กๆ ตกแต่งหน้าร้านสวยงามน่ารักเป็นที่เพลินตาเพลินใจยิ่งนัก คุณไก๊ด์เตือนว่าพวกเราควรรีบกลับโรงแรมไปรับประทานอาหารค่ำกัน เหลือบดูเวลาหกโมงเย็นกว่าแล้วแต่แดดยังไม่มีท่าทีจะสลดลงเลย เหมือนสักสามสี่โมงเย็นบ้านเรา มาเที่ยวหน้าร้อนก็ดีอย่างนี้กลางวันยาวดีจังเดินเที่ยวกันเพลินเลย

หลังอาหารเย็นภาษาทัวร์เรียกว่า "อิสระให้ท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย" แปลง่ายๆ คือใครอยากไปไหนก็ไป...อยากทำอะไรก็ทำ ตามใจท่าน ฉันว่าการนั่งๆนอนๆอยู่ในโรงแรมนั้นเป็นการใช้เวลาอย่าง "ไม่คุ้มค่า" แหมอุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้ง 12 ชั่วโมง แล้วตอนนี้ก็เพิ่งจะทุ่มเศษๆ ข้างนอกรึยังสว่างโล่อยู่เลย และลูเซิร์นก็เป็นเมืองที่ปลอดภัยมากๆสำหรับนักท่องเที่ยว เดินยังไงก็ไม่มีหลงทาง ถ้าคิดว่าจะหลงให้พยายามเดินขึ้นมาหาแม่น้ำรอยซ์หากเห็นสะพานไม้คาแพลบรู๊กเค่อะเป็นอันว่าไม่หลงแล้วล่ะ เท่าที่สังเกตจะเห็นป้ายแผนที่ติดตั้งอยู่ตามจุดต่างๆทั่วไปในเมือง โดยจะบอกว่าขณะนี้เราอยู่ตรงจุดไหนของเมืองด้วย ดังนั้น จึงตกลงกันว่าจะไปตาม "ที่ชอบ...ที่ชอบ" แล้วกัน

พวกชอบเสี่ยงดวง...โน่นเดินตัดไปทางสถานีรถไฟข้ามสะพานที่ข้ามแม่น้ำรอยซ์เลี้ยวขวาไปทางทะเลสาบเพราะกาสิโนตั้งอยู่ริมทะเลสาบ การเข้าไปในกาสิโนจะเล่นหรือไม่เล่นก็ต้องเสียค่าเข้า แต่คนละเท่าไรก็ลืมถามมาเสียด้วยซิ

พวกชอบช็อปปิ้งเดินข้ามสะพานไม้คาแพลบรู๊กเค่อะไปทางฝั่งเมืองเก่า ตามธรรมดาร้านรวงที่นี่จะปิดประมาณหนึ่งทุ่ม แต่วันนี้เป็นวันเสาร์มีร้านขายของที่ระลึกประเภท Gift Shop ชื่อ Casagrande ที่ฉันไปเดินสำรวจมาแล้วเมื่อตอนบ่าย พนักงานขายบอกว่าวันนี้จะเปิดถึง สี่ทุ่ม ที่นี่มีพนักงานขายเป็นคนไทยอยู่หลายคนคอยอำนวยความสะดวกอธิบายโน่นนั่นนี่ชี้ชวนพวกพี่ๆให้ควักสตางค์จับจ่ายซื้อสินค้ากันง่ายขึ้น เพราะเข้าใจแจ่มแจ้งจนไร้ความลังเล นับเป็นวิธี "ลดน้ำหนักตัว" ได้อีกวิธีหนึ่ง

อ้าว...กระเป๋าเบา...ตัวก็เบาลงด้วย...ไม่ใช่เหรอ!

สะพานไม้โบราณแห่งทวีปยุโรป

"ไม่ด๊าย...ไม่ได้...ถ้ามาถึงลูเซิร์นแล้วไม่ได้ไปเดินข้ามสะพานไม้คาแพล..." ใครคนหนึ่งในกรู๊ปของเรากรีดเสียงแหลมสูง แล้วพูดต่อราวกับกลัวคนอื่นจะแย่งพูด "...เหมือนมาไม่ถึง ลูเซิร์น"

ดังนั้น สองวันในลูเซิร์น...ฉันเลยเดินข้ามไปข้ามมาบนสะพานไม้เก่าแก่แห่งนี้เป็นว่าเล่น สำรวจไปถ้วนทั่ว ทั้งถ่ายรูป เดินดูรูปวาดโบราณบนสะพาน แวะทักทายฝูงหงส์ และฝูงเป็ดที่ลอยตัวสำราญใจอยู่ในแม่น้ำรอยซ์อย่างเป็นกันเอง

สะพานไม้คาแพลบรู๊กเค่อะ (Kapellbrucke) นี้ เป็นสะพานที่ข้ามแม่น้ำรอยซ์ (Russ) จากฝั่งเมืองเก่าไปฝั่งเมืองใหม่ สร้างขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ราว 700 ปีมาแล้ว เพื่อป้องกันเมืองลูเซิร์นจากการเข้าจู่โจมของข้าศึก มีความยาวทั้งสิ้น 204 เมตร บริเวณหลังคาของสะพานมีคานเป็นรูปสามเหลี่ยมมีการนำภาพวาดที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของเมืองลูเซิร์นมาแขวนประดับไว้ สิ่งก่อสร้างอีกอันหนึ่งที่อยู่เคียงข้างสะพานมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มสร้างก็คือหอคอยน้ำวัซเซอร์ทวร์ม (Wasserturm) ซึ่งมีลักษณะเป็นหอคอยสูง 104 ฟุต สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นหอสังเกตการณ์และที่คุมขังนักโทษ ทั้งสะพานไม้และหอคอยต่างก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนหลั่งไหลมาเที่ยวและถ่ายรูปเป็นอันดับต้นๆของสวิตเซอร์แลนด์เลยทีเดียว

ว่ากันว่า...เมื่อคราวที่สะพานไม้คาแพลบรู๊กเค่อะ ถูกไฟจากก้นบุหรี่ของขี้ยาคนหนึ่งที่ไหม้ลามมาจากหลังคาผ้าใบของเรือที่จอดอยู่ใกล้กับสะพานไม้จนเสียหายวายวอดไปในเวลาไม่กี่นาที เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 18 สิงหาคม 2536 ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เห็นสะพานนี้มาตั้งแต่เกิด พอทราบข่าวเข้าถึงกับปล่อยโฮสะอื้นไห้เสียดายกันเป็นแถวๆ จนรัฐบาลต้องเร่งซ่อมแซมบูรณะให้แล้วเสร็จได้ภายในเวลา 8 เดือน อย่างว่าแหละสะพานไม้คาแพลบรู๊กเค่อะนี้คือสัญลักษณ์ของเมืองลูเซิร์น แถมยังเป็นสะพานไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปยุโรปอีกด้วยนี่น่า...

บอกรักข้ามประเทศบนสะพานไม้

นอกจากรูปพรรณสัณฐานอันเป็นเอกลักษณ์ และพอได้เสริมเติมกระถางดอกไม้สีแดงสดข้างสะพานด้านนอกเป็นแนวตลอดทั้งสองข้างเข้าไป ก็เพิ่มความสดใสให้แก่สะพานไม้โบราณนี้ยิ่งขึ้น...แล้วหูของฉันก็แว่วเสียงเพลงท่วงทำนองหวานปนเศร้าในโทนทุ้มต่ำจากเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง ดังมาจากบนสะพานไม้เก่าแก่นั้น ฉันก้าวขึ้นบันได สาวเท้าเดินตามเสียงเพลงไปดั่งต้องมนต์ จนมาหยุดอยู่ตรงหน้าสาวน้อยวัยกำดัดหน้าตาสะสวยนางหนึ่งที่กำลังนั่งสีเครื่องดนตรีที่ฉันมารู้ทีหลังว่ามันคือ "เชลโล่" อยู่อย่างมีสมาธิ ในท่วงทำนองเพลงอันแสนเศร้า

ฉันชอบ "นัยน์ตา" ของเธอซะจริงๆ มันดูเศร้าๆ เข้ากับเพลงที่เธอบรรเลงเหลือเกิน จนฉันต้องยกกล้องขึ้นกดชัตเตอร์บันทึกรูปของเธอไว้ เธอดูประหม่าอายเล็กน้อย แต่เป็นเพราะอะไรก็สุดเดา เธอยอมเปิดปากบอกเล่าเรื่องราวส่วนตัวอย่างสั้นๆ เมื่อฉันเอ่ยถาม...

Dominika Olsxowska คือ ชื่อของเธอ เป็นชาวโปแลนด์ อายุ 21 ปี ได้ทุนมาศึกษาต่อด้านดนตรี ที่เมืองลูเซิร์น มีความฝันว่าจะเป็นครูสอนดนตรี และการมาเล่นดนตรีบนสะพานไม้นี้...ก็เพื่อต้องการฝึกทักษะหาประสบการณ์

หลังจากเซย์กู๊ดบายกับสาวน้อยโดมินิกา ฉันเดินสำรวจสะพานไม้ไปเรื่อยๆ สังเกตเห็นข้อความที่ขีดเขียนหลากลายมือหลายภาษาตามเสาและราวสะพาน ดูไปก็นึกโมโหพวกมือบอนนิสัยไม่ดีชอบขีดเขียนให้เลอะเทอะ...หากแต่ตอนนั้นฉันกลับนึกสนุกเดินอ่านข้อความเหล่านั้นอย่างตั้งใจ

ส่วนใหญ่จะเป็นลายเซ็นของนักท่องเที่ยวที่มาเยือน มีการลง วัน เดือน ปี กำกับไว้อีกด้วย บ้างก็เขียนความในใจ "บอกรัก" กันแบบข้ามประเทศ อ่านออกบ้างไม่ออกบ้างหลากหลายภาษา และฉันก็ไปสะดุดตากับข้อความสารภาพรักภาษาไทยแบบใสซื่อ... "ฝ้ายรักเก่ง 4ever"

ไม่รู้ว่าเป็น "คุณฝ้าย" หรือ "คุณเก่ง" ที่เป็นคนเขียน แต่ก็ขอโทษด้วยละกันที่ฉันถือวิสาสะเอาความลับของคุณมาเปิดเผยให้อีกฝ่ายได้ล่วงรู้!!!

เลอวเว่นเด๊งมาล...สิงโตแสนเศร้า

เลอวเว่นเด๊งมาล (Leowandenkmal) สิงโตตัวนี้นอนเศร้ายาวนานมาเกือบสองร้อยปีแล้วนะ เพราะถ้าไม่เศร้าก็คงไม่ใช่ "เลอวเว่นเด๊งมาล สิงโตแสนเศร้า" เจ้าเก่าแห่งเมืองลูเซิร์น ที่ใครไปใครมาก็ต้องไปเยี่ยมชม ขอยืนเต๊ะท่าถ่ายรูปให้มีสิงโตนอนเศร้าอยู่เบื้องหลัง

ลุงอาร์โนลมาจอดรถส่งไว้ตรงหัวถนนเพราะรถคันใหญ่เข้าไม่ได้ จากนั้นพวกเราพากันเดินไปตามถนนเด๊งมาลซตราเซอะ (Denkmalstasse) ที่ลักษณะคล้ายซอยกว้างๆ มีรถผ่านไปมาบ้างแต่ไม่พลุกพล่านนัก บรรดาพี่ไทยเดินกันเต็มถนนให้รถหลบ เดินชมร้านค้าและร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ ตามรายทางพอเพลินๆ ไม่ทันเหนื่อยก็มาถึงหน้าประตูทางเข้าอนุสาวรีย์สิงโตแสนเศร้าซะแล้ว

บริเวณอนุสาวรีย์ไม่ได้กว้างขวางมากนัก มีต้นไม้น้อยใหญ่ปกคลุมให้ความร่มรื่นแก่ผู้มาเยี่ยมชม ตอนที่พวกเราไปนั้นเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ มีนักท่องเที่ยวอยู่ไม่มาก ทำให้ฉันมีโอกาสเก็บภาพและเดินชมบริเวณรอบๆอนุสาวรีย์ได้แบบสบายๆ

จากรูปสลักสิงโตที่ถูกแกะสลักไว้บนหินตรงหน้าผานั้นจะมีสระน้ำกว้างสัก 10 เมตร ขวางไว้กันไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงตัวสิงโตได้ ดูๆแล้วรูปสลักสิงโตแสนเศร้านี้ก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตอะไรสักเท่าไร แต่ถามว่าทำไมผู้คนที่มาเยือนลูเซิร์นต้องมาเยี่ยมชม อาจเป็นเพราะรูปสลักสิงโตที่นอนมีหอกแทงหักคาลำตัวอยู่นั้น มองแล้วเหมือนยังหายใจรวยรินอยู่ แถมแสดงสีหน้าสีตาออกอาการเจ็บปวดรวดร้าวเศร้าหมองยิ่งนัก ซึ่งชาวเมืองลูเซิร์นก็เชื่อว่าสิงโตตัวนี้ยังไม่ตาย ฉันยืนเพ่งพินิจพาลรู้สึกหดหู่เศร้าใจยังไงบอกไม่ถูก ต้องขอยกนิ้วให้ประติมากรผู้แกะสลักว่าฝีมือสุดยอดจริงๆ ที่สามารถสลักเสลางานออกมาทำให้ผู้คนดูแล้วมีอารมณ์ร่วมพลอยหมองเศร้าไปตามๆกัน

อนุสาวรีย์สิงโตแสนเศร้าเลอวเว่นเด๊งมาลแห่งนี้สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความซื่อสัตย์ของทหารสวิสที่เสียชีวิตในคราวสงครามปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2335

สงสัยกันละซีว่า "แล้วไปเกี่ยวอะไรกับประเทศฝรั่งเศสด้วยเล่า?" ต้องอรรถาธิบายกันยาวยืดเป็นเส้นสปาเกตตีแล้วละซิ!!...ว่ากันว่ายุคสมัยที่ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ปกครองประเทศฝรั่งเศสนั้น สวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้ร่ำรวยอู้ฟู่มีนักท่องเที่ยวมาเทกระเป๋าจับจ่ายเงินทองกันอย่างทุกวันนี้ ตรงกันข้ามกลับเป็นประเทศที่ยากจน ภูมิประเทศรึก็มีแต่ภูเขาอากาศก็หนาวเหน็บจับใจ หากแต่สิ่งเหล่านี้กลับเพาะบ่มให้ชายหนุ่มชาวสวิสมีร่างกายแข็งแกร่งกำยำล่ำสัน จึงไปประกอบอาชีพเป็นทหารรับจ้างที่มีชื่อเสียงเลื่องลือว่ามีความเข้มแข็งเชี่ยวชาญในการรบและมีความซื่อสัตย์ต่ออาชีพเป็นที่สุด ถูกว่าจ้างไปทั่วยุโรป รวมทั้งเป็นทหารองครักษ์ให้แก่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งประเทศฝรั่งเศสด้วย...

แล้วทีนี้เหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2335 คุกบาสติลอันเป็นคุกที่ใช้ขังพวกนักโทษการเมืองของฝรั่งเศสถูกบุกทำลายลง ประชาขนผู้โกรธแค้นเดินเท้าเพื่อจะไปจับตัวพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ที่พระราชวังแวร์ซายส์ และบุกเข้ายึดพระราชวังแวร์ซายส์ได้ ในขณะที่ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และ พระราชินีมารีอังตัวเน็ตต์ เสด็จหนีออกไปแล้ว แต่ทหารสวิสรับจ้างที่เป็นองครักษ์เหล่านั้นได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างสมบูรณ์จนนาทีสุดท้ายของชีวิต...

ผู้ที่คิดก่อสร้างอนุสาวรีย์เลอวเว่นเด๊งมาลสิงโตแสนเศร้านี้ขึ้นมามีชื่อว่า คาร์ล ไปฟเฟอร์ (Karl Pyffer) หนึ่งในทหารองครักษ์ชาวสวิสของ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งโชคดีรอดชีวิตมาได้เพราะเป็นช่วงที่ขอพักกลับมาบ้านเกิด ถัดจากนั้นมาอีก 26 ปี คาร์ลคิสร้างอนุสาวรีย์นี้ขึ้น แต่กว่าจะลงตัวเล่นเอาเหนื่อย ในที่สุดเขาก็ได้ช่างเป็นชาวเยอรมันชื่อ Lukas Ahorn มาช่วยสร้างให้ ใช้เวลาดำเนินการ 14 เดือน จึงสามารถเปิดให้ผู้คนเข้าชมได้ในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2364 อันเป็นเวลาครบรอบ 29 ปี ของเหตุการณ์การปฏิวัติฝรั่งเศสในคราวนั้นพอดี และถ้านับถึงปัจจุบันสิงโตตัวนี้นอนเจ็บปวดทรมานมาเกือบสองร้อยกว่าปีแล้ว...

ออกจากอนุสาวรีย์สิงโตแสนเศร้า พวกเราแวะไปอุดหนุนร้านขายของที่ระลึกของคนไทยที่ชื่อ Aree's Souvenier House เป็นร้านของคนไทยเจ้าของชื่อ คุณอารี ภัทรปิยภันธ์ ที่มาใช้ชีวิตอยู่ในสวิสเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว พอพวกเราเดินเข้าไปในร้านเธอก็ออกมาต้อนรับขับสู้ และบอกทันทีด้วยสำเนียงแบบ "สาวใต้" ว่า

"...สำหรับคนไทยลดไปเล้ย...สิบเปอร์เซ็นต์!!"

พวกเราเลยช็อปกันราวกับพิมพ์ธนบัตรใช้เอง ทั้งมีด Army Swiss ที่มีบริการสลักชื่อลงบนมีดให้ฟรีด้วย และของจุกจิกต่างๆ แถมด้วยนาฬิกาคุ้กคูที่มีนกตัวน้อยออกมาร้อง "คุ้กคู" บอกเวลาทุกๆชั่วโมง ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมซื้อติดไม้ติดมือกลับกันไป ฉันจ่ายเงินแบบไม่ "นับ" เพราะใช้บัตรเครดิตรูดปรื๊ด ซื้อนาฬิกาคุ้กคูคิดเป็นเงินไทยก็หลายบาทอยู่ ดังนั้น จึงต้องถนอมกล่อมเกลี้ยงอย่างกับลูกอ่อนเพราะกลัวจะแตกหักเสียหาย ต้องใส่แฮนด์แบคไว้ใกล้ๆตัวตลอดการเดินทางนับเป็นภาระจริงๆ

แต่พอกลับมาถึงเมืองไทยเจ้านกน้อยในนาฬิกาคุ้กคูกลับไม่สำนึกบุญคุณ เพราะพอหลังหกโมงเย็นมันก็ไม่ยอมออกมาร้องคุ้กคูเลย สงสัยมันคงกลับรังตอนตะวันตกดินเหมือนๆกับนกอื่นๆทั่วไปก็ไม่รู้ ครั้นพอเจ็ดโมงเช้ามันจึงยอมออกมาร้องคุ้กคู ไม่ทราบเป็นเพราะระบบที่เค้าตั้งเอาไว้หรืออย่างไร เป็นอย่างนี้ตั้งแต่วันแรกเลยทีเดียว ดูเอาเถอะอุตส่าห์หอบหิ้วอย่างกับลูกอ่อนข้ามน้ำข้ามทะเลมา ฉันเลยได้แต่ร้องเพลงปลอบใจตัวเองว่า...

"...โอ้นกน้อย...โอ้นกน้อย...เจ้าทำฉันพลอย...ละเมอ!!"

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า