พ.ศ.2475 เปลี่ยนแปลงการปกครอง

เช้ามืดของ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 การปฏิวัติก็เริ่มขึ้นหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม
150 ปี ศรีสวรินทิรา

ก่อนหน้าที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 มีการปล่อยข่าวว่าจะมีการปฏิวัติในวันที่ 6 เมษายน ซึ่งเป็นวันเปิดสะพานพุทธยอดฟ้า ในโอกาสฉลองพระนครครบ 150 ปี ทำให้ผู้คนหวั่นไหวกันไปทั่ว

แต่เมื่อพ้นกำหนดเวลาหาได้มีเหตุเกิดขึ้นไม่ จึงวางใจและลืมไปเสียสิ้น จนกระทั่งเช้ามืดของ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 การปฏิวัติก็เริ่มขึ้นหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยคณะราษฎรได้ส่งกำลังไปจับกุมเจ้านายเชื้อพระวงศ์ และนายทหารสำคัญมาคุมขังไว้เป็นตัวประกัน พร้อมทั้งควบคุมการสื่อสารโทรคมนาคม และออกใบปลิวแถลงการณ์โจมตีรัฐบาลและพระราชวงศ์

เจ้านายเชื้อพระวงศ์สำคัญที่ถูกจับกุมเป็นตัวประกันในครั้งนั้นประกอบด้วย สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ผู้รักษาพระนคร สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐานพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีฯ ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าฯ เมื่อทรงทราบเรื่องการปฏิวัติ ทั้งกริ้วทั้งตกพระทัย ภายหลังเหตุการณ์คลี่คลายได้ทรงมีลายพระราชหัตถเลขาฯไปถึง หม่อมเจ้าหญิง อัปภัศราภา เทวกุล พระธิดาในสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพซึ่งทรงแต่งงานกับ หม่อมเจ้าอนันตรไชย เทวกุล และทรงเรียกว่า ท่านหญิงแก้ว ขณะพำนักอยู่ที่ยุโรป

ลายพระราชหัตถเลขาฯเผยถึงความโทมนัสกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะต่อการที่คณะราษฎรนำเชื้อพระวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ไปกักขังไว้เป็นตัวประกันที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงบรรยายความในพระราชหฤทัยตอนหนึ่งว่า

"...ฉันรู้สึกว่าไม่ได้เป็นคนที่ร้องไห้ง่ายเลย แต่นี่ร้องเสียใหญ่ เพราะสงสารเสด็จพ่อของเธอว่าแก่แล้ว พระชันษาตั้ง 70 ปี ขังอยู่ได้ราว 7-8 วัน พระเจ้าอยู่หัวขอให้ออก จึงออกมาได้ เขาจับทารุณกรรม เที่ยวเอาปืนจ่อไปทุกแห่ง ไปจับทูลหม่อมชายท่านก็บอกให้ยิง ก็ไม่ยิง แล้วมาเอาลูกเมียตามมาด้วย เขาไม่ให้ลูกมาให้แต่เมียตามมา มาอยู่กับหญิงประสงค์ฯและหม่อมสัมพันธ์ แล้วพระเจ้าอยู่หัวท่านให้ไปขอ รับสั่งว่าอะไรๆท่านก็ทรงยินยอมให้หมดแล้ว ตามที่คณะราษฎรขอ ควรจะปล่อยเจ้านายที่ประกันไว้ แล้วทูลหม่อมชายเขาก็ให้ออกมาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พอวันรุ่งขึ้นเขาก็ให้เสด็จไปเปลี่ยนอากาศ ไปประทับอยู่ที่ชวา..."

ก่อนหน้านั้น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงดำรงตำแหน่งอุปนายกสภากาชาดไทย และทรงเป็นพระธุระแข็งแรงในการหาเงินเข้าสภากาชาด ทรงริเริ่มและสนับสนุนงานของกาชาดให้เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก เมื่อต้องเสด็จไปประทับที่ชวา สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าจึงต้องทรงงานหนักขึ้นในฐานะทรงเป็นสภานายิกาขณะเดียวกันต้องทรงเป็นพระธุระจากความห่วงใยพระสุนิสากับพระราชนัดดาที่เกรงว่าอาจจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงด้วย

ปลาย พ.ศ.2475 จึงทรงปรึกษากับ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงเพชรบุรีฯ พระราชธิดา และ สมเด็จกรมพระยาชัยนาทฯ เกี่ยวกับการศึกษาของพระราชนัดดาท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่ยุ่งยากสับสน ในที่สุดจึงเป็นที่ตกลงว่าควรจะส่งเสด็จไปศึกษายังต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการดีต่อพระอนามัยของพระราชนัดดาพระองค์โต ซึ่งมีพระพลานามัยไม่แข็งแรงนัก สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงเลือกที่จะประทับ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากเตรียมการเสร็จ สมเด็จพระบรมราชชนนี ก็ทรงพาพระราชโอรสและพระราชธิดากราบบังคมลา

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงสบายพระทัยที่ทรงปลดเปลื้องพระราชภาระจากความห่วงใยพระสุนิสาและพระราชนัดดาลงได้บ้าง หลังจากนั้นจึงหันมาทรงศึกษาพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น ทุกวันอาทิตย์เสด็จฯฟังพระธรรมเทศนามิได้ขาด ทว่าในพระทัยยังทรงพระอนุสรณ์ถึงสมเด็จพระราชนัดดาอยู่ไม่วาย วันหนึ่งมีคนขายของเบ็ดเตล็ดหาบตู้ของมาขายในวัง ทรงทอดพระเนตรเห็นห่วงโอลิมปิกคล้องกันไว้ 3 ห่วงทำเป็นเข็มกลัดขาย ทรงโปรดมาก เพราะทรงแปลความหมายของ 3 ห่วงอย่างตรงไปตรงมาว่า ยังทรงห่วงอีก 3 ห่วง คือ พระราชนัดดาทั้ง 3 จึงทรงซื้อเข็มกลัดนั้นไว้ และทรงใช้กลัดติดพระองค์อยู่เสมอ จนมีผู้กราบทูลว่า ห่วงนั้นเป็นของเก๊

ทรงตรัสตอบว่า

​ "แกกลัดคนเขานึกว่า เก๊ ฉันกลัดคนเขาไม่นึกหรอก"

การเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ.2475 ส่งผลให้สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าต้องทรงมีพระทัยเข้มแข็งเป็นอย่างมาก เพราะสถานการณ์บ้านเมืองมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากความหวาดระแวงกันเองของฝ่ายปกครอง เห็นได้จากยังคงเกิดการปฏิวัติ และการกบฏที่รู้จักกันในนาม กบฎบวรเดช ทำให้สมเด็จฯต้องเสด็จฯลงเรือภาณุรังสีพร้อมพระราชธิดา และเจ้านายฝ่ายในไปประทับที่สงขลา จนเหตุการณ์สงบจึงเสด็จฯกลับโดยรถไฟมาถึงพระนคร ในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2476

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯทรงเปิดประชุมสภาผู้แทนครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2476 อีก 2 วันต่อมา ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีไปยังประเทศอังกฤษ สังหรณ์กันทั่วไปในหมู่เชื้อพระวงศ์ว่าจะไม่เสด็จฯกลับพระนครอีก

ระหว่าง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับในต่างประเทศ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงเป็นหลักของบ้านเมืองอย่างดียิ่ง ทรงระมัดระวังพระองค์มากขึ้น การใดที่พอจะอนุโลมด้วยดีกับรัฐบาลก็ทรงอนุโลม การอันใดที่ทรงรักษาพระเกียรติยศของพระราชวงศ์ก็ทรงระมัดระวัง ทรงกวดขันพระราชวงศ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เมื่อมีการพระราชทานเพลิงทหารที่เสียชีวิตในการปราบจลาจล ณ เมรุท้องสนามหลวง ทางราชการอัญเชิญเสด็จพระราชดำเนินก็พระราชทานธูป เทียน ไปตามประเพณี การอันใดที่ไม่เหมาะสมก็ทรงปฏิเสธ เช่น เมื่อรัฐบาลใหม่จะขอเข้าถวายน้ำสรงในวันขึ้นปีใหม่ 1 เมษายน พ.ศ.2477 ก็ไม่พระราชทาน มีรับสั่งว่าประเพณีการถวายน้ำสรงปีใหม่ เป็นการเฉพาะในวงศ์ญาติไม่เกี่ยวกับผู้ที่มิได้เป็นญาติ

จนถึงวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประกาศสละราชสมบัติ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทราบข่าวถึงกับทรงพระกันแสงด้วยความสงสารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมกับทรงประหวั่นพรั่นพรึงกับการเปลี่ยนแผ่นดินครั้งนี้ เพราะทรงทราบมาก่อนหน้าจากลายพระหัตถเลขาฯของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีมาถึง โดยทรงกำหนดว่าตามกฎมณเฑียรบาลแผ่นดินใหม่นั้น จะต้องตกมาถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 พระราชนัดดา ซึ่งในขณะนั้นดำรงพระยศเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล และยังทรงพระเยาว์อยู่มาก

เมื่อรัฐบาลนำความขึ้นกราบบังคมทูลในฐานะสมเด็จพระอัยยิกาเจ้า ว่าจะเชิญเสด็จพระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นเสวยราชสมบัติ มีพระดำรัสว่า ได้ทรงมอบพระราชนัดดาให้สมเด็จพระบรมราชชนนีไปสิทธิขาดแล้ว ให้ติดต่อกับสมเด็จพระบรมราชชนนีโดยตรง

แต่ในพระราชหฤทัย ทรงเชื่อมั่นในหม่อมสังวาลย์ว่าเป็นคนฉลาดคงจะอบรมพระโอรสให้ดีได้ ถ้าไม่ทรงรับเห็นจะไม่มีพระราชวงศ์ต่อไปในเมืองไทย จึงทรงมีพระราชหัตถเลขาฯแนะนำไปว่าระหว่างนี้ให้พระองค์นันท์ ประทับอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษาต่อไปก่อน

ในที่สุดการก็เป็นที่ตกลงกันหลังจากผู้แทนรัฐบาลเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมราชชนนีว่า พระองค์เจ้าอานันทมหิดล จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ลำดับที่ 8 ในพระราชวงศ์ โดยมี กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรณฯ พระองค์เจ้าอาทิตย์ฯ และ เจ้าพระยายมราช เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ สมเด็จฯทรงเปลี่ยนฐานะจากสมเด็จพระมาตุจฉาเจ้า เป็น สมเด็จพระอัยยิกาเจ้า

ท่ามกลางมรสุมทางการเมืองที่เต็มไปด้วยอันตรายทุกฝีก้าว ในเวลานั้น แต่เมืองไทยก็รอดพ้นมาได้ด้วยพระปรีชาญาณและความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี