เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ : สายเกลือที่สมุทรสาคร

รายงานพิเศษ

มาร่วมเรียนรู้เรื่องของเกลือและวิถีการทำนาเกลือจากนิทรรศการ "เส้นทางสายเกลือ...ที่สมุทรสาคร" จังหวัดที่มีเกษตรกรและพื้นที่ทำนาเกลือมากที่สุดในเมืองไทย ณ อุทยานการเรียนรู้สมุทรสาคร ก่อนที่คนไทยต้องบริโภคเกลือจากต่างประเทศ!!! นาเกลือคล้ายคลึงกับนาข้าวอยู่ติดทะเล สภาพดินเลนมีคุณสมบัติขังน้ำไม่ให้ซึมลงดินได้ จำเป็นต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 25 ไร่ขึ้นไปเพื่อใช้ตากน้ำจำนวนมาก เกษตรกรส่วนใหญ่จะเริ่มต้นทำนาเกลือในช่วงปลายฝนต้นหนาวตั้งแต่เดือนตุลาคม พฤศจิกายน เป็นต้นไป ส่วนใหญ่จะเป็นนาตากได้ผลิตผลจากน้ำทะเลคือเกลือสมุทรอยู่จดชายทะเล เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่มากมีการตั้งระหัดเพื่อใช้วิดน้ำทะเลจากรางน้ำทะเลเข้านาตาก...

การทำนาเกลือเป็นอาชีพดั้งเดิมของคนไทยที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ผ่านวิถีที่พึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ต้องพึ่งพาตัวเองใช้หยาดเหงื่อแรงกายมากกว่าเครื่องจักร และอีกสารพัดปัญหาที่ชาวนาเกลือต้องเผชิญกลายเป็นความหดหู่สิ้นหวัง ทำให้ขาดแรงจูงใจสำหรับคนรุ่นใหม่เข้ามาแบกรับอาชีพดั้งเดิม เส้นทางสายเกลือจึงดูเหมือนจะค่อยๆเลือนหายไปจากสังคมไทยอย่างน่าเสียดาย

เปิดเส้นทางสายเกลือ...ที่สมุทรสาคร ก่อนที่วิถีการทำนาเกลือจะกลายเเป็นเพียงตำนานและสูญหายไปจากสังคมไทย สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) หรือ TK park จึงได้ร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร และอุทยานการเรียนรู้สมุทรสาคร จัดกิจกรรมและนิทรรศการ "เส้นทางสายเกลือ...ที่สมุทรสาคร" ขึ้น

พื้นที่ทำนาเกลือทั่วเมืองไทยจำนวน 81,485 ไร่ จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดสมุทรสาคร ชิงแชมป์สลับกันในบางปี ล่าสุดจังหวัดสมุทรสาครเป็นจังหวัดที่มีการทำนาเกลือที่ตำบลบางหญ้าแพรก นาโคก บ้านบ่อ บางกระเจ้าฯลฯ ถึงวันนี้ยังมีจำนวนเกษตรกรและพื้นที่ทำนาเกลือมากที่สุดในประเทศไทย จากข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ทำนาเกลือสมุทร เมื่อปี 2554 พบว่า จังหวัดสมุทรสาคร มีเกษตรกรที่ทำนาเกลือ242ครัวเรือน พื้นที่ 12,572 ไร่ จังหวัดเพชรบุรี มีเกษตรกรที่ทำนาเกลือ 137 ครัวเรือน พื้นที่ 9,880 ไร่ และจังหวัดสมุทรสงคราม มีเกษตรกรที่ทำนาเกลือ 111 ครัวเรือน พื้นที่ 4,535 ไร่

ดร.ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้และผู้อำนวยการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ หรือ TK park กล่าวว่า การจัดนิทรรศการเส้นทางสายเกลือ...ที่สมุทรสาคร เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้เรื่องเกลือ ซึ่ง 3 หน่วยงาน ได้ร่วมกันจัดทำขึ้นเพื่อสืบทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำนาเกลือ และวิถีชีวิตของเกษตรกรที่ทำนาเกลือในจังหวัดสมุทรสาคร รวมทั้งต่อยอดองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากเกลือให้มีคุณภาพมาตรฐาน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมเกลือไทยไปสู่สากลได้ในที่สุด

ดร.ทัศนัยให้ข้อคิดว่า "องค์ความรู้ที่ได้รับการนิทรรศการครั้งนี้ล้วนแต่สามารถนำไปต่อยอดได้ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสำหรับเด็ก คู่มือประกอบอาชีพในอนาคต นิทรรศการ และหนังสือความรู้อื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับการประกอบอาชีพเกี่ยวกับเกลือเพื่อสร้างองค์ความรู้ให้รอบด้าน และใช้ได้จริงเพื่อแสดงให้เห็นว่าห้องสมุดมีชีวิตไม่ได้จบแค่การมีหนังสือมาให้บริการเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือบทบาทในการกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาและบริหารจัดการองค์ความรู้ในท้องถิ่น เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยในที่สุด"

ภายในงานนิทรรศการ "เส้นทางสายเกลือ...ที่สมุทรสาคร" ครั้งนี้ เป็นการเปิดเวทีระดมองค์ความรู้จากเกษตรกรตัวจริงที่ทำนาเกลือมาทั้งชีวิตกว่า30-40 ปี

ลุงปื๊ด เกษตรกรชาวนาเกลือเจ้าของฉายา "จอมยุทธ์กองเกลือ" ลุงสมคิด เจ้าของฉายา "จอมยุทธ์เดินน้ำ" รวมทั้งผู้ก่อตั้งโรงเรียนนาเกลือแห่งแรกในประเทศไทย และกลุ่มคนผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากเกลือจนก้าวไกลไปต่างประเทศได้ เช่น กลุ่มอาชีพเกลือทะเลกังหันทอง จากจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งได้มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีการทำนาเกลือแบบต่างๆ รวมไปถึงการสาธิตกระบวนการแปรรูปเกลือสมุทรในรูปแบบต่างๆ ไอศกรีมแท่งโบราณดับร้อน เกลือขัดผิวทำเองได้ง่ายนิดเดียว แป้งเกลือจืดผสมทานาคา และไข่เค็มจากดินนาเกลือ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับเกลือที่สนุกสนานสำหรับเด็กๆ อาทิ ประดิษฐ์กังหันลม ผลึกเกลือหน้าตาเป็นอย่างไร การระบายสีน้ำโดยใช้เทคนิคโรยเกลือ

สื่อมวลชนหลายคนที่ได้ชมนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับเกลือต่างรู้สึกประทับใจที่เกลือนั้นมีประโยชน์หลากหลาย ควรแก่การอนุรักษ์ไว้ให้อยู่คู่กับสังคมไทยเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้สืบทอดความรู้เหล่านี้

สำนักงานอุทยานการเรียนรู้หรือ TK park ได้เชื่อมโยงนิทรรศการครั้งนี้กับแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่การทำนาเกลือของจังหวัดสมุทรสาคร อาทิ พื้นที่การทำนาเหลือบริเวณ ตำบลบ้านบ่อ และตำบลโคกขาม และพูดคุยกับเกษตรกรชาวนาเกลือตัวจริง เริ่มกันที่ ลุงปื๊ด เกษตรกรชาวนาเกลือเจ้าของฉายา "จอมยุทธ์กองเกลือ"

ลุงปื๊ด หรือ ลิขิต นาคทับทิม ชาวนาเกลือสมุทรสาคร วัย 57 ปี ผ่านแสงแดดสายฝนบนวิถีการทำนาเกลือมาค่อนชีวิต ลุงปื๊ด เล่าว่า สำหรับอาชีพการทำนาเกลือ ดินฟ้าอากาศถือเป็นเรื่องสำคัญ ปีไหนแล้งมากการทำนาเกลือจะยิ่งดี แต่ถ้าปีไหนฝนชุกชาวนาเกลือก็ย่ำแย่ และยิ่งทุกวันนี้ยังมีปัญหาเรื่องขาดแคลนแรงงาน เด็กรุ่นใหม่ชอบทำงานในโรงงานมากกว่าทำนาเกลือ จึงหาคนงานได้ยาก และยังไม่สามารถหาคนรุ่นต่อไปรับหน้าที่สานต่ออาชีพอย่างจริงจัง

"เมื่อ 7-8 ปีก่อนนี้จะได้ผลผลิตเฉลี่ย50% ในปีไหนที่สภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนก็จะได้ผลผลิตน้อย ตัวอย่างในวันเวลรที่เราตากนาเกลือไว้พอน้ำทะเลจะแห้ง ฝนก็กลับตก สลับกันแบบนี้อยู่ตลอด พอเป็นแบบนี้เราก็ขาดทุน อย่างล่าสุด 2- 3 ปีที่ผ่านมา เราก็ทำนาเกลือได้อยู่ประมาณ 3 - 4 เดือน เดือนละ 1 -2 รอบ ช่วงเดือนที่เหลือก็จะเป็นช่วงเวลาว่างที่ทำให้แรงงานที่มีต้องไปหางานอื่นทำ ซึ่งส่วนใหญ่พอได้ไปแล้วก็ไม่ยอมกลับมาทำนาเกลือต่อเลย เพราะอยากได้งานประจำ ยิ่งคนรุ่นใหม่เขาก็เลือกที่จะทำงานในอาชีพอื่นๆตั้งแต่แรก ลูกหลานเรายิ่งแล้วใหญ่ เขาเห็นมาตั้งแต่เกิดว่า อาชีพทำนาเกลือทำยาก ทั้งเหนื่อย ทั้งลำบาก ก็ไม่อยากทำกันแล้ว ขนาดตอนนี้สบายกว่าสมัยก่อนเยอะแล้วนะ มีอุปกรณ์สมัยใหม่ มีเครื่องทุ่นแรง แต่ก็ยังเหนื่อยอยู่ดี เพราะต้องต่อสู้กับแดดกับฝน แล้วราคาเกลือก็ไม่ดี ตัวรายได้ที่ไม่เสถียรก็อาจจะไม่ดึงดูดใจหนุ่มๆสาวๆ" ลุงปื๊ดเล่าให้ฟังถึงสภาพปัญหา

เลอพงษ์ จั่นทอง ประธานกรรมการสหกรณ์นาเกลือ ต.โคกขาม อ.เมือง เกษตรกรชาวนาเกลือ วัย 60 ปี ที่ยังคงยึดอาชีพการทำนาเกลือไว้อย่างภาคภูมิใจบนผืนแผ่นดิน 40 ไร่ ที่ได้รับการสืบทอดมายาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เช่นเดียวกับเพื่อนเกษตรกรในบริเวณเดียวกัน รวม 270 ครอบครัว พร้อมกันนี้ยังได้ใช้พื้นที่ของนาเกลือเป็น "ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร" หรือ "ศูนย์เรียนรู้การทำนาเกลือ" สำหรับเพื่อนเกษตรกร ประชาชนที่สนใจรวมไปถึงเด็กๆ และเยาวชน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำนาเกลือไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานก่อนที่ อาชีพการทำนาเกลือกำลังจะกลายเป็นตำนานเพราะไม่มีลูกหลานช่วยกันสานต่อความรู้เหล่านี้

เลอพงษ์กล่าวถึงประสบการณ์ว่าในอดีตการทำนาเกลือต้องพึ่งพาธรรมชาติและแรงงานเป็นหลัก แต่ปัจจุบันเริ่มมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบ้าง และส่งผลดีการทำนาเกลือขึ้นมาก เช่น การใช้มอเตอร์ไฟฟ้ามาปั่นกังหันเพื่อวิดน้ำเข้า-ออกจากนา แทนกังหันลมสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น นอกจากนี้ก็เริ่มมีพัฒนาการการทำเกลือแบบใหม่ เช่นที่จังหวัดเพชรบุรีเริ่มใช้ และได้ผลดี คือการทำนาเกลือบนผ้าใบ

"สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ วิถีนาเกลือที่กำลังจะสูญหาย เพราะทุกวันนี้ชาวนาเกลือมีจำนวนลดลงและไม่มีคนรุ่นใหม่มาสานต่อ เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว ที่ทางสหกรณ์ได้พยายามสืบสายวิถีนาเกลือ โดยนำไปบรรจุลงในหลักสูตรของโรงเรียนท้องถิ่น และเปิดพื้นที่นาเกลือให้นักเรียนได้เข้ามาศึกษากระบวนการทำนาเกลือ และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยปรารถนาให้คนรุ่นใหม่เข้าใจถึงคุณค่าของนาเกลือดังเช่นบรรพบุรุษ และภาคภูมิใจในอาชีพของท้องถิ่น ให้สมดังพระมหากรุณาธิคุณที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยพระราชทานที่ดินเพื่อประกอบอาชีพนาเกลือให้ชาวโคกขาม"

อุดม ไกรวัตนุสสรณ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร ให้ความเห็นว่า การจัดงานครั้งนี้นอกจากเป็นการอนุรักษ์ และสืบสานอาชีพดั้งเดิมของคนสมุทรสาครให้อยู่สืบต่อไปแล้ว ยังเป็นสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเด็กและเยาวชนเกี่ยวกับความสำคัญของเกลือ รวมทั้งการต่อยอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนาวิถีการทำนาเกลือ และผลิตภัณฑ์จากเกลือให้มีคุณภาพมาตรฐาน จนสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้

"ปัจจุบันทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญเกลือกันมากขึ้น เนื่องจากอาชีพทำนาเกลือตามธรรมชาติเริ่มจะหมดไปจากบ้านเรา เป็นโอกาสดีที่ประชาชนจะได้ความรู้ความเข้าใจมากขึ้น พร้อมช่วยอนุรักษ์และหาวิธีการพัฒนาแหล่งผลิตเกลือ และเส้นทางสายเกลือต่อไป สมุทรสาคร เป็นจังหวัดที่ผลิตเกลือมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเกลือนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องใช้และขาดไม่ได้มาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะการถนอมอาหาร จึงจัดโครงการเส้นทางสายเกลือขึ้น เพื่อสืบทอดองค์ความรู้การทำนาเกลือ และวิถีชีวิตเกษตรกรนาเกลือ เผยแพร่องค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นการทำนาเกลือ และนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ก้าวไปสู่ระดับสากล"

ผู้ที่สนใจจะแสวงหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนาเกลือสามารถเข้ามาค้นคว้าหาความรู้ได้ที่ สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) หรือ TK park และอุทยานการเรียนรู้สมุทรสาคร หรือการลงเข้าไปในพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเกษตรกรที่ยังทำนาเกลือในการต่อยอดความรู้ในภาคปฏิบัติได้อย่างแท้จริง