ครูนาง-นริศราภรณ์ อสิพงษ์ ครูโรงเรียนสะพานพุทธ

นัดพบ

"เราแจ้งเกิดให้เขา สุดท้ายเราก็แจ้งตายให้เขาด้วย" ทั้งผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ คล้ายกับมีก้อนอะไรแล่นขึ้นมาจุกอกน้ำตาพานจะไหลเสียให้ได้ ครูนาง-นริศราภรณ์ อสิพงษ์ หัวหน้าแผนกครูข้างถนน มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล ศูนย์เมอร์ซี่ เล่าให้ฟังว่า เหล่านี้คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ณ มุมหนึ่งของสังคมเด็กเร่ร่อนที่สะพานพุทธ

ครูนางเริ่มต้นการทำงานเป็นครูข้างถนนได้อย่างไร

จะว่าไปแล้วชีวิตตัวเองก็ไม่ต่างจากเด็กเร่ร่อนที่สะพานพุทธสักเท่าไหร่ (หัวเราะ) เพราะเป็นคนศรีสะเกษ แต่ย้ายมาอยู่กับญาติที่ราชบุรี และได้สอบเข้าเรียนต่อจนจบปริญญาตรีที่วิทยาลัยครูจอมบึง ระหว่างเรียนก็ต้องทำงานไปด้วยเพื่อส่งเสียตัวเองกระทั่งจบครู

แรกๆเข้ามาในลักษณะอาสาสมัคร ของโครงการพัฒนาเด็กด้อยโอกาสทำอยู่ปีกว่า ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก หลังจากที่โครงการนี้ไม่ได้ทำต่อ ก็ย้ายมาเป็นครูข้างถนนของศูนย์เมอร์ซี่ ซึ่งเป็นหน่วยงานของ NGO มีบาทหลวงโจเซฟ เอช ไมเออร์ เป็นประธานมูลนิธิ มี คุณแม่มาลินี ฉันทวโรดม เป็นรองประธาน ก่อตั้งมากว่าสี่สิบปี ให้ความช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสเกือบทุกประเภท ไม่ว่าเด็กเร่ร่อน เด็กยากจนที่ถูกทอดทิ้ง เด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ เข้าไปให้ความช่วยเหลือดูแลในเรื่องของชุมชน สังคมสงเคราะห์คนพิการ และทุนการศึกษาในชุมชนคลองเตย

ครูนางเองมีหน้าที่ดูแลในเรื่องของเด็กเร่ร่อน จึงต้องลงพื้นที่ในภาคสนามเพื่อไปให้ความช่วยเหลือพัฒนาในทุกๆด้านเพื่อให้เด็กกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ถามว่าทำไมเราไม่ไปเป็นครูในระบบ บังเอิญว่าได้รู้จักพี่คนหนึ่งที่ทำงานกับครูหยุย มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก เขาไปเห็นว่าทำงานช่วยทางบ้านอยู่ เพราะหลังจากเรียนจบแล้วก็กลับไปอยู่บ้าน เราก็ไปสอบบรรจุนะคะ แต่กว่าจะถึงชื่อเราบางครั้งบัญชีนั้นก็ถูกโละทิ้งไปแล้ว ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการมาเป็นอาสาสมัคร

หลังจากที่ได้ลงพื้นที่ ได้คลุกคลีกับเด็กเร่ร่อน ทำให้เราเกิดการเรียนรู้ เหมือนเขาเป็นครูของครูนางอีกทีหนึ่ง เพราะก่อนหน้านี้ครูนางไม่รู้อะไรเลย การทำงานกับเขาก็อยู่นอกระบบ เราต้องปรับเปลี่ยนสถานการณ์ของเด็ก

พอเราลงลึกไปถึงสภาพปัญหาของเขา เราจะพบว่ามันลึกซึ้งและละเอียดอ่อนมาก ยอมรับว่าครอบครัวเราเองก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ พ่อก็ทิ้งเราไปตั้งแต่ครูนางอยู่ชั้น ป.5 แม่ต้องทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวเลี้ยงดูลูกๆทั้ง 3 คน มาจนทุกวันนี้

ก็รู้สึกสะท้อนใจว่าดีนะที่เรายังอยู่กับครอบครัว ไม่เหมือนกับเด็กกลุ่มนี้ที่พอมีปัญหาเขาก็ตัดสินใจออกมาเป็นเด็กเร่ร่อน ครูนางยอมรับในความเข็มแข็งของแม่อย่างมาก ดูแลเรามาอย่างดีโดยที่ไม่คิดว่าจะมีครอบครัวใหม่เลย

ทำไมจึงเลือกจะลงพื้นที่ที่สะพานพุทธ

เดิมทีพื้นที่ตรงนี้ครูต่ายซึ่งเป็นหัวหน้าดูแลและทำงานที่โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ เย็นก็จะลงไปทำงานกับเด็กเร่ร่อน ก่อนลงพื้นที่เขาก็อธิบายให้ฟังว่าที่ที่เราจะลงไปนั้นเราจะพบกับเด็กเร่ร่อนกลุ่มหนึ่งนะ พฤติกรรมมีทั้งติดยาเสพติด ก้าวร้าว มอมแมม พอไปลงพื้นที่จริงทำให้เรารู้ว่าไม่ได้ต่างจากที่ครูต่ายเล่าให้ฟังเลย

ครูต่าย-พัชรินทร์ หงส์พานิช จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ครูนางทำงานกับเด็กเร่รอนมาจนถึงทุกวันนี้ซึ่งนานกว่าสิบปีแล้ว ครูต่ายสอนทั้งในระบบและนอกระบบ เด็กเร่ร่อนกลุ่มนี้คือตัวอย่างของคำว่า "คนเราเลือกเกิดไม่ได้" เวลาที่เราคุยถึงสภาพครอบครัว เด็กบางคนกว่าจะเปิดเผยกับเราก็ต้องใช้เวลานานมาก บางคนออกมาเร่ร่อนตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ครูนางเคยถามเขาว่าอยากกลับบ้านหรือไม่ เด็กเขาก็จะปฏิเสธ

เด็กเร่ร่อนส่วนใหญ่ออกมาจากบ้านด้วยปัญหาใดบ้างคะ

เท่าที่ครูนางลงไปเยี่ยมบ้านคือ เกิดจากปัญหาครอบครัวพ่อแม่หย่าร้างกัน แล้วต่างคนต่างก็ไปมีครอบครัวใหม่ เด็กเขาก็จะรู้สึกว่ากลายเป็นส่วนเกิน หรือไปอยู่กับพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงไม่ได้ สุดท้ายก็ออกจากบ้านด้วยปัญหาครอบครัวยากจนก็เป็นส่วนหนึ่ง

กลุ่มเด็กที่มีฐานะเขาออกมาบ้างมั้ย

ครูนางเคยเจอเหมือนกัน แต่มักจะอยู่ในกลุ่มของเด็กติดเกม แต่เขาจะมาในลักษณะขาจรแล้วก็กลับไป ตรงสะพานพุทธเคยมีเด็กโรงเรียนสวนกุหลาบออกมาใช้ชีวิตร่วมกับเด็กกลุ่มนี้ แต่เขามาอยู่ไม่กี่วันคือด้วยความที่เราพยายามเกลี้ยกล่อม แล้วประสานกับครอบครัวในที่สุดเขาก็ยอมกลับไป

เบื้องต้นเมื่อลงพื้นที่เราต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อสร้างความไว้วางใจ

แรกๆก็สะพายเป้เดินไปหาเขา โดยมีครูต่ายเตรียมให้ว่าในเป้ต้องมีอะไรบ้าง บางส่วนได้เรียนรู้จากบทความที่ครูหยุยเขียนไว้ว่าครูข้างถนนต้องทำอย่างไร ในเป้ก็จะมีเครื่องเขียน ยารักษาโรค อาหาร ฯลฯ ตอนที่อยู่กับครูต่าย ทุกเย็นครูต่ายจะหุงข้าวไปให้เด็กกิน

ครูต่ายแนะนำว่า แรกๆ เราก็ต้องไปสร้างความคุ้นเคยกับเขาก่อน บอกตามตรงนะคะแรกๆ เด็กไม่ยอมรับเรา แต่ด้วยความตั้งใจและความอดทน หมั่นลงพื้นที่ จนกระทั่งเด็กเขาวางใจ เวลาที่เกิดอะไรขึ้นเขาก็จะวิ่งมาบอกเรา ครูอยากเรียนหนังสือ ครูอยากกลับบ้าน ครูผมป่วย ฯลฯ ตรงนี้คือกำลังใจที่ครูนางอยากจะช่วยเหลือเขาต่อไป ตอนแรกคาดหวังกับเด็กเยอะมากจนตัวเองท้อ อยากส่งเขากลับบ้าน อยากให้เขามีงานทำ

แต่ในความท้อนั้นก็ทำให้เราเกิดความคิดในมุมกลับ ขนาดเด็กบางที่เขาสมบูรณ์แบบ ไม่ข้องเกี่ยวกับยาเสพติด พ่อแม่คาดหวังมากเกินไป บางครั้งก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวล่มสลายได้ นับประสาอะไรกับเด็กที่ขาดความรักความอบอุ่น มาใช้ชีวิตลำพังด้วยตัวเองที่มีเพื่อนเป็นสมาชิกครอบครัว มีท้องฟ้าเป็นหลังคาบ้าน มีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสนามเด็กเล่น พอคิดได้แบบนี้ก็เลยเริ่มต้นใหม่ อะไรที่ทำแล้วที่สามารถจะช่วยเขาได้ แค่เพียงหนึ่งในร้อยครูนางว่าโชคดีแล้ว

ณ ปัจจุบันครูนางพยายามจะทำให้ดีที่สุดกับเด็ก สมัยก่อนจะทำแบบรวมกลุ่ม แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาทำเป็นรายบุคคล ใครอยากจะให้ครูช่วยอะไรขอให้บอกมา อยากไปทำงานไปกัน อยากไปเรียนหนังสือไป ใครที่ยังไม่มีเอกสารรับรองครูนางจะช่วยเอง ติดขัดตรงไหนครูจะจัดการให้ ครูยอมที่จะติดคุก กระบวนการแบบนี้ทำให้เด็กเริ่มไว้ใจเรา

ปัจจุบันครูนางจึงเป็นทุกอย่างของเด็กเร่ร่อนที่สะพานพุทธ

ใช่ค่ะ ทุกวันนี้เวลาเพื่อนเขาป่วย ก็จะโทร.หาเราก่อน หรือแม้กระทั่งมีเด็กเร่ร่อนคนใหม่ผ่านมาเขาก็จะบอกเรา เด็กกลุ่มนี้เหมือนเขามีกรรมนะ บางคนส่งกลับไปแล้ว ไม่นานเขาก็กลับมาอีก เพราะครอบครัวไม่ยอมรับ บางคนส่งกลับไปทั้งผ้าเหลืองเลยนะคะ คำถามแรกที่ผู้ปกครองถามคือ "กลับมาทำไม" นี่เป็นคำถามที่พ่อถามลูกเลย ครูนางว่ามันเป็นคำพูดที่โหดร้ายต่อความรู้สึกมาก หดหู่ด้วย เรารู้ว่าเด็กเสียใจ ที่สุดครูนางก็ต้องพาเขากลับมา "ทำอย่างไรได้ล่ะลูก เราต้องดูแลตัวเองแล้วละ" ครูนางจะปลอบเขาด้วยคำพูดแบบนี้

ทุกวันนี้เด็กกลุ่มนี้มีชีวิตความเป็นอยู่กันอย่างไร

เขาก็จะนอนกันที่สะพานพุทธ จากที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นตลอด 24 ชั่วโมง ปัจจุบันเขาก็จะรวมเงินกันไปเช่าบ้านอยู่แบบรายวัน วันละ 40 บาท เป็นห้องเล็กๆ ในชุมชนบุกรุกหลังโรงเรียนศึกษานารี ซึ่งปัญหาสังคมหนักพอสมควร

เด็กประกอบอาชีพอะไรกันบ้าง

บางคนที่โตหน่อยก็จะออกไปรับจ้าง บางคนก็รับจ้างเข็นรถขายเสื้อผ้าที่สะพานพุทธ ที่รักดีหน่อยถึงจะนอนตรงนั้นแต่ก็ทำงาน

ได้เรียนหนังสือในระบบกันบ้างมั้ย

ถ้าจะให้เขาเรียนหนังสือ เราจะต้องดึงเขาออกจากตรงนั้นเลย บางคนครูนางจะพาเขามาเรียนที่เมอร์ซี่ เพราะเรามีโรงเรียนนอกระบบ ปรับพฤติกรรม เด็กที่เคยเร่ร่อนเขาจะเข้าสู่ในระบบค่อนข้างยาก

กรณีเด็กผู้หญิงที่ออกมาเร่รอนล่ะคะเราแนะนำเขาอย่างไร

กรณีเด็กผู้หญิง ถ้าเจอแรกๆ ครูนางจะดึงออกจากพื้นที่ทันที เพราะเสี่ยงมากๆ ในทุกๆด้าน แม้กระทั่งเด็กผู้ชายเองก็เสี่ยงในเรื่องของการเป็นเหยื่อของการแสวงหาผลประโยชน์จากผู้ใหญ่ ในเรื่องของยาเสพติด ในเรื่องของเพศ ซึ่งตอนนี้หนักมาก โดยเฉพาะโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ คือเอชไอวี เยอะมากจริงๆ

สิ่งที่เราแนะนำเขาได้คือ แนะนำว่าในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่าให้ตั้งครรภ์ ตอนที่เราแนะนำเขาฟังเรา แต่เวลาที่เขามีความต้องการเขาจะลืม การมีเพศสัมพันธ์ก็จะวนเวียนกัน การได้รับเชื้อจึงง่ายมาก

ใครที่สามารถยืนด้วยตัวเองได้ไม่เป็นภาระคนอื่นนับว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมาก ถามว่าแก้ไขให้หมดได้มั้ยบอกได้เลยว่าไม่มีวันหมด นับวันจะเพิ่มมากขึ้น หญิงที่ค้าประเวณีแถวสี่แยกคอกวัวก็จะมาที่นี่ด้วย ทุกวันนี้เขาจะรวมตัวกันตรงสวนหย่อมตรงรถเมล์สาย 8 หรือโป๊ะที่ไม่ได้ใช้ ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงเขาก็จะไปเช่าห้องอยู่

เด็กกลุ่มนี้อายุเฉลี่ยประมาณเท่าไหร่คะ

ณ ตอนนี้มีหลากหลายมาก เพราะยังมีในเรื่องของครอบครัวเร่ร่อน ซึ่งเกิดจากการเร่ร่อนมาพบกัน แล้วมีเพศสัมพันธ์จนมีลูก เด็กกลุ่มนี้จึงเป็น "มนุษย์สายพันธุ์ใหม่" ครูนางพบว่ายิ่งเราทำงานลึกลงไปสภาพปัญหามันยิ่งหนักมากขึ้นเรื่อยๆ

10 ปีของการทำงานปัญหามันทวีคูณเป็นเชิงลึกมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเด็กกลุ่มเสี่ยงกับเด็กเร่ร่อนเขาสามารถที่จะจูนเข้าหากันได้ เท่าที่พบเด็กกลุ่มเสี่ยงเวลาดึกๆ เขาจะมาที่สะพานพุทธเพื่อค้าประเวณี ซึ่งปัญหาตรงนี้หนักสุด บางครั้งคนจะเข้าใจว่าเวลามีเรื่องทะเลาะวิวาทยกพวกตีกัน เคยเข้าใจว่าเป็นลูกๆของเรา ปรากฏว่าไม่ใช่เด็กกลุ่มนี้น้อยมากที่จะสร้างปัญหาในเรื่องอาชญากรรม ที่มีให้เห็นคือการเดินดมสารระเหย แต่ก่อนเด็กต้องเดินไปซื้อไกลมาก แต่ปัจจุบันขายอยู่ในพื้นที่เลย เคยแจ้งตำรวจหลายรอบแต่ข้อมูลก็รั่วไปถึงผู้ขายทุกครั้ง คนขายก็คือผู้ใหญ่ที่มาใช้เด็กในบริเวณนั้นขาย

เด็กกลุ่มที่ติดเชื้อครูนางช่วยเหลือเขาอย่างไร

เบื้องต้นเด็กที่ป่วย ครูนางจะพาเขาไปรักษาพยาบาลในละแวก เช่น โรงพยาบาลกลาง ศูนย์สาธารณสุขสะพานมอญ โดยเฉพาะโรงพยาบาลกลาง บางคนเข้าออกเป็นว่าเล่น คุณหมอเมตตามาก รักษาตามอาการเต็มที่ ค่ารักษาพยาบาลบางคนก็มีบัตร บางคนก็ต้องใช้วิธีส่งเข้าห้องฉุกเฉิน เมื่ออาทิตย์ที่แล้วครูนางสุขภาพแย่เพราะต้องส่งเด็กเข้าโรงพยาบาลตีหนึ่งตีสอง บางคนติดเชื้อก็ไม่มีหน่วยงานไหนรับ เพราะรังเกียจว่าเป็นเด็กติดเชื้อ ที่สุดแล้วครูนางก็ต้องพาเขาเข้าบ้านเมอร์ซี่

ตอนนี้เฉพาะที่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่ก็ประมาณ 50 ราย แต่ก็มีบางคนที่โชคดีออกไปหางานทำแล้วตั้งตัวได้ก็หลายคน ตอนนี้ก็มีบางคนที่เราร่วมด้วยช่วยกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเขาเรียนในระดับปริญญาตรีอยู่บ้าง ลำพังครูนางเองคงช่วยไม่ไหวหรอก เราช่วยเฉพาะบางเรื่องเท่านั้น

หน่วยงานที่ควรจะเข้ามาดูแลหลักๆคือ

กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ถ้าลงมาจริงๆ ช่วยได้ แต่ทุกวันนี้เขาทำตามนโยบายเท่านั้น

ตอนนี้ที่สะพานพุทธมีมากมั้ยคะ

ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 20 คน ยังไม่ได้นับรายที่ไปบำบัด เด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กต่างจังหวัดมีทุกภาค โดยเฉพาะภาคอีสานเยอะสุด เวลาที่เขาเข้ามาก็จะไปอยู่ที่อื่นก่อน แต่พอทราบว่าสะพานพุทธมีที่ขอสตางค์เขาก็จะมาปักหลักที่นี่ เด็กกลุ่มนี้ลึกๆแล้วเขามีน้ำใจนะคะ สังเกตว่าเวลามีเด็กใหม่ๆจรเข้ามาเขาก็จะรีบโทร.บอก ว่า
"ครูมีเด็กใหม่มา" แนะนำด้วยว่าถ้าเอ็งมีอะไรเอ็งบอกครูนางนะ เพราะเขาดูแลอยู่

เคยมีคนไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตายตรงสะพานพุทธ เด็กกลุ่มนี้แหละที่ว่ายน้ำออกไปช่วยทั้งๆที่ตัวเองก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอด ครูนางเคยได้ยินเขาพูดกับเด็กใหม่ว่า "เฮ้ย...เอ็งกลับบ้านเถอะ สภาพแวดล้อมตรงนี้มันไม่ดี กลับไม่ถูกก็ให้ครูนางไปส่ง" บางคนก็อยู่แล้วพยุงตัวเองได้เพราะทำงาน แต่บางคนคุณภาพชีวิตก็ย่ำแย่ลงเพราะโรคที่เขาเป็น

เด็กที่ครูนางดูแลอยู่ส่วนน้อยที่จะไม่มีหลักฐาน เราจะติดตามให้หมด บางคนที่ไม่มีอะไรเลยก็ต้องเช็คกว่าพ่อแม่เขาอยู่ที่ไหน เราจะได้เพิ่มสัญชาติให้เด็กได้ เพราะบางคนก็ถูกแทงชื่อว่าเป็นบุคคลที่สาบสูญ การจะทำใหม่ก็จะต้องให้ข้าราชการ ซี 7 ขึ้นไปมารับรอง รายที่สืบเสาะได้อย่างชัดเจนข้าราชการเหล่านี้ก็ยินดีนะคะ แต่ครูนางเองรับรองให้เด็กทุกคน ยอมที่ก้าวขาข้างหนึ่งไว้ในคุก

รายที่ครูนางพากลับไปสู่ครอบครัวส่วนใหญ่รับหรือปฏิเสธ

มักจะได้ยินคำพูดว่า "ก็ให้มันไปอยู่ตรงนั้นเถอะ" เพราะญาติก็มีภาระที่จะต้องเลี้ยงดูคนในครอบครัวอยู่แล้ว เราเจอหลากหลายมาก น้อยรายที่จะยินดีอ้าแขนรับ ที่ยากคือเรื่องของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครอบครัวที่กลับไปอยู่ด้วย

 

พฤติกรรมของเด็กกลุ่มนี้เหมือนหรือแตกต่างจากเด็กทั่วไป

ภายนอกบางคนอาจจะมองว่าก้าวร้าว แต่ถ้าเราไปสัมผัสเขาอย่างใกล้ชิด เขาจะอ่อนโยน เฉพาะกับครูนางหรือเปล่าก็ไม่รู้ เวลาที่ครูนางไปเขาก็จะอ่อนน้อมถ่อมตน เวลาที่คุยกันเขามักจะพูดถึงว่าอยากทำงาน อยากมีอาชีพที่แน่นอน อยากมีครอบครัวเหมือนคนอื่นบ้าง

เคยถามตัวเองบ้างมั้ยว่าเรามาทำตรงนี้ทำไม

ไม่เคยค่ะ มันน่าจะต่อยอดมาจากที่เราทำมาแรกๆ บางครั้งครูนางก็นั่งมองเขาแล้วก็คิดว่าเขาน่าจะได้รับการช่วยเหลือที่ดีกว่านี้ เด็กบางคนอายุแค่ 13-14 ปี ก็ตายด้วยโรคเอดส์แล้ว ครูนางกลับมาคิดมากกว่า เราจะมีวิธีการใดที่จะไม่มีการติดเชื้อที่มันหนักหน่วงไปกว่านี้ มีหน่วยงานมาลงพื้นที่แต่เขาไม่ได้ลงแบบถึงลูกถึงคนแบบที่ครูนางทำ เคยบอกเด็กเหมือนกันว่า ทำไม ไม่โทร.หาคนอื่นบ้าง เขาก็บอกว่าไม่ เอาครูนี่แหละ มีคนถามว่าไม่กลัวจะติดเชื้อจากเด็กบ้างหรือ ไม่กลัวและไม่รังเกียจ ถ้าเราแสดงยิ่งไปกันใหญ่

นอกจากที่สะพานพุทธแล้วเด็กเร่ร่อนเขาจะไปอาศัยอยู่ที่ไหนกันอีกคะ

ก็มีสนามหลวง หัวลำโพงจะเยอะมาก เด็กที่สะพานพุทธเขาก็จะรู้จักกันหมด

ความคิดของเด็กพวกนี้ต่างจากเด็กทั่วไปหรือไม่

เด็กที่พร้อมเขาก็จะคิดในเรื่องของการศึกษา แต่เด็กกลุ่มนี้เขาจะคิดเรื่องเอาตัวรอด เขาจะคุยเรื่องการเมือง เรื่องการปราบปรามยาเสพติด เพราะเขาดูทีวีจากร้านขายของในละแวก เดี๋ยวนี้เขามีโทรศัพท์ใช้บางครั้งเขาก็ซื้อแบบที่สามารถดูทีวีได้ด้วย เขาทันสมัยแล้ว บางครั้งมีดีกว่าครูด้วยซ้ำ

ชุมชนบริเวณนั้นเขามองเด็กกลุ่มนี้อย่างไร

ปัจจุบันเขามองเป็นเรื่องปกติ บางคนก็ดียังจุนเจือในเรื่องของอาหาร เรื่องเสื้อผ้า ให้ช่วยงานในเรื่องการขนของ แต่บางคนก็ปฏิเสธ

เขาอ่านออกเขียนได้ อยู่ในระดับไหน

ถ้าเขาออกมาจากระบบการศึกษาเร็วก็จะแต่เขียนชื่อได้ แต่ถ้าออกมาตอน ป.5-6 ก็จะอ่านออกเขียนได้เหมือนเด็กทั่วไป แรกๆ ครูนางก็สอนหนังสือด้วย แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นการนั่งคุยกันมากกว่า เพราะเราต้องตามเขาให้ทัน หรือเพื่อรู้ว่าเขาต้องการอะไร อยากทำอะไร เด็กจะไม่ค่อยมีสมาธิในการเรียนหนังสือ บางทีสอนๆอยู่เขาก็หยิบกาวขึ้นมาดม ซึ่งเราทั้งห้าม และปรามแล้วแต่ก็ไม่เป็นผล เขารู้นะคะว่าอันตราย แต่ก็มีเด็กบางคนที่อยู่ในกลุ่มแต่เขาก็ไม่ใช้ยาเสพติด บอกตามตรงว่าเด็กบางคนสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดสูงมากในทางที่ดีด้วย เลือกของลักขโมยเฉพาะในกลุ่มกันเองค่ะ

ครูนางยังจะเป็นครูข้างถนนไปเรื่อยๆ

ใช่ค่ะ ถ้าตราบใดที่ครูนางยังมีร่างกายที่แข็งแรงอยู่ ก็ยังยืนยันที่จะทำงานกับน้องๆกลุ่มนี้ต่อไป วันนี้ถึงเราจะไม่เดินไปหาเขา เขาก็เดินมาหาเราเพื่อขอความช่วยเหลือ บางครั้งเราไม่ได้ลงพื้นที่เขาก็จะโทร.มาหา "ครูวันนี้ไม่มาเหรอ" เพราะเขารู้สึกว่าเราเป็นทุกอย่างสำหรับเขา บางครั้งในวันสำคัญ เช่น วันแม่ วันครู เขาก็จะทำในสิ่งที่เราคิดไม่ถึง เขาจะเตรียมพวงมาลัยมาไหว้เรา

ครูนางได้อะไรจากเด็กเร่ร่อนกลุ่มนี้บ้าง

ยอมรับว่าครูนางได้เรียนรู้จากเด็กกลุ่มนี้เยอะมาก ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของการใช้ชีวิตประจำวัน อยากวิงวอนให้สังคมทุกภาคส่วนหันมามองเด็กกลุ่มนี้บ้าง ครูนางยินดีน้อมรับคำชี้แนะในทุกเรื่อง คนภายนอกไม่รู้หรอกว่าการที่ครูนางทำเรื่องแจ้งเกิดให้เขา ขณะเดียวกันก็ต้องทำเรื่องแจ้งตายให้เขาด้วย มันสะเทือนใจขนาดไหน

ค่ะ...ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้จริงๆ แต่เราเลือกที่จะเอื้ออาทร เลือกที่จะเมตตาเด็กเร่ร่อนในสังคมได้นะคะ เพราะลึกๆแล้วเขาก็ปรารถนาและมีความฝันอยากจะมีชีวิตที่อบอุ่น เพียบพร้อมอยู่กับครอบครัวเช่นกัน...