นมัสการ เจดีย์ศรีมหาโพธิที่ วัดเจ็ดยอด

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 2 "สัตตมหาสถาน"

ปูชนียสถานสำคัญในวัดเจ็ดยอด ที่เป็นโบราณสถานสำคัญอันทรงคุณค่า ได้แก่ ซุ้มประตูโขงเป็นช่องทางขนาดใหญ่สำหรับเข้าออกด้านหน้าของวัดด้านทิศตะวันออก มีลวดลายปูนปั้นประดับตกแต่งกรอบวงโค้งและหางซุ้มที่เป็นส่วนประกอบซุ้มประตูทั้งสองข้าง หลังช่องประตูโขงขึ้นไปเป็นเครื่องยอดตามแบบขนบนิยมในศิลปะสมัยล้านนา เหตุที่เรียกว่าซุ้มประตูโขง เพราะมีลักษณะเป็นซุ้มยอมดอกบัวตูม สันนิษฐานว่า "โขง" หมายถึง "โค้ง" ซึ่งจะเห็นได้จากวงประตูรูปโค้งครึ่งวงกลมเชื่อว่าประตูโขงคงพัฒนามาจากทวารโตรณะ (Drava Torana) ของอินเดียซึ่งเป็นเครื่องหมายบอกทางเข้าพุทธสถาน ประตูโขงมีลักษณะคล้ายปราสาทย่อส่วนซ้อนชั้น ส่วนหลายสุดเป็นยอดแหลมซึ่งตามความหมายของคำว่า "ปราสาท" จะเห็นได้จากเหนือชั้นหลังคาเอนลาดจะสร้างปราสาทย่อส่วนซ้อนขึ้นไป ที่องค์ปราสาทจะมีซุ้มโค้งประดับ ในศิลปะอินเดียเรียกซุ้มโค้งนี้ว่า "กุฑุ (Kudu)" อันเป็นสัญลักษณ์แห่งสวรรค์ชั้นฟ้า คือเขาไกรลาส

ที่ประทับแห่งพระศิวะ หรือเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางแห่งจักรวาล เท่าที่เราได้เห็นนั้นเครื่องยอดส่วนที่อยู่บนหลังซุ้มประตูโขงของวัดเจ็ดยอดได้พังไปหมดแล้ว

มหาวิหาร หมายถึง "วิหารหลวง" ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมาก เนื่องจากพระเจ้าติโลกราชเคยใช้เป็นสถานที่ประชุมปราชญ์แห่งล้านนา เฉพาะผู้แตกฉานในพระสูตร - พระวินัยและพระอภิธรรม ทำการสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ 8 ของโลก เมื่อ พ..2020 (..1477) พระเจ้าติโลกราช โปรดให้จัดการประชุมพระเถรานุเถระทั่วทุกหัวเมืองในอาณาจักรล้านนา และทรงคัดเลือกได้พระธรรมทิณ เจ้าอาวาสวัดป่าตาล ผู้จัดเจนในพระบาลีเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พระองค์ทรงเป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ ทำสังคายนาพระไตรปิฎก ณ วัดนี้ ใช้เวลาปีหนึ่งจึงสำเร็จ เป็นการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งใหญ่ลำดับที่ 8 โดยทำมาแล้วทั้งในอินเดียและศรีลังการรวม 7 ครั้ง และเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ตัววิหารหลวงหลังเดิมได้รับการบูรณะมาบ่อยครั้งจากเจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่หลายพระองค์ เนื่องจากมหาวิหารสร้างมานานและทรุดโทรมมากจำเป็นต้องรื้อและสร้างใหม่ สำหรับมหาวิหารหลังปัจจุบันนี้ได้สร้างขึ้นมาใหม่ เมื่อ พ..2513 นับเป็นหลังที่ 4 ซึ่งสร้างขึ้นทับซ้อนจากหลังเดิม

พระอุโบสถ ที่เห็นปัจจุบันนี้ นักโบราณคดีได้สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าเมืองแก้ว พระราชาธิบดีลำดับที่ 11 แห่งราชวงศ์เม็งราย ทรงเป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระเจ้าติโลกราช โปรดให้สร้างขึ้นตรงบริเวณด้านหน้า ที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าติโลกราช และเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระเจ้ายอดเชียงราย พระราชบิดาของพระองค์ เมื่อ พ..2045ด้วย

ด้านข้างพระอุโบสถเป็น กู่ประดิษฐานพระแก่นจันทน์แดง ซึ่งใน หนังสือ "ตำนานพุทธเจดีย์" ตอนที่ 4 ว่าด้วยมูลเหตุที่เกิดการสร้างพระพุทธรูป ซึ่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงนิพนธ์ไว้ว่า...เรื่องที่จะเกิดมีพระพุทธรูปขึ้นนั้น มีในหนังสือเนื่องตำนานพระแก่นจันทน์ (ซึ่งเป็นตำนานไทยภาคเหนือปรากฏอยู่ใน ชินกาลมาลีปกรณ์ เป็นต้น) กล่าวว่า เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปประทานเทศนาโปรดพระพุทธมารดา ค้างอยู่ในดาวดึงส์สวรรค์พรรษาหนึ่งนั้น พระเจ้าประเสนชิตกรุงโกศลราฐมิได้เห็นพระพุทธองค์ช้านาน มีความรำลึกถึง จึงตรัสสั่งให้นายช่างทำพระพุทธรูป ขึ้นด้วยไม้แก่นจันทน์แดง ประดิษฐานไว้เหนืออาสนะที่พระพุทธเจ้าเคยประทับ ครั้นเมื่อพระพุทธองค์เสด็จกลับจากดาวดึงส์มาถึงที่ประทับ พระแก่นจันทน์ลุกขึ้นปฏิสันถารพระพุทธองค์ด้วยปาฏิหาริย์ แต่พระพุทธองค์ตรัสสั่งให้พระแก่นจันทน์กลับไปยังที่ประทับ เพื่อรักษาไว้เป็นตัวอย่างพระพุทธรูป ซึ่งสาธุชนจะได้ใช้เป็นแบบอย่างสร้างพระพุทธรูปเมื่อพระองค์ล่วงลับไปแล้ว ความที่กล่าวในตำนานประสงค์จะอ้างว่า พระพุทธรูปแก่นจันทน์องค์นั้นเป็นต้นแบบอย่างของพระพุทธรูป ซึ่งสร้างกันต่อมาภายหลังหรือถ้าว่าอีกนัยหนึ่ง คืออ้างว่าพระพุทธรูปมีขึ้นโดยพระบรมพุทธานุญาตและเหมือนพระพุทธองค์ เพราะตัวอย่างสร้างขึ้นแต่ในครั้งพุทธกาล...พระแก่นจันทน์แดง แต่เดิมอยู่ภายในพระอุโบสถแบบโถงที่สร้างในสมัยพระเจ้าเมืองแก้ว เมื่อ พ..2053 ภายหลังพระอุโบสถได้ชำรุดลงไป คงเหลือแต่กู่ทรงปราสาทประดิษฐานพระแก่นจันทน์แดง ที่พระเจ้าเมืองแก้วได้อัญเชิญมาจากเมืองพะเยา

ถัดจากกู่ประดิษฐานพระแก่นจันทน์แดง ไปทางองค์พระเจดีย์เจ็ดยอด เป็นที่ตั้งของ พระสถูปเจดีย์พระเจ้าติโลกราช เมื่อพระเจ้าติโลกราชสวรรคต ในปี 2030 พระยอดเชียงราย ราชนัดดาได้สืบราชสมบัติแทน และโปรดให้สร้างจิตกาธาน (เชิงตะกอน) ขึ้นในวัดนี้เพื่อเป็นสถานที่ฌาปณสถานถวายพระเพลิงพระศพของพระอัยกาธิราช แล้วโปรดให้สร้างพระสถูปใหญ่บรรจุพระอัฐิและพระอังคารธาตุของพระเจ้าติโลกราชไว้ภายในบริเวณวัด พระสถูปนี้ก่ออิฐถือปูน ทรงมณฑปสี่เหลี่ยมย่อมุม มีซุ้มคูหาเป็นจตุรมุข หลังคาทรงบัวกลุ่ม ส่วนเครื่องยอดต่อขึ้นไปก่อเป็นพระสถูปทรงระฆังกลม ซุ้มคูหาด้านทิศตะวันออกฝังเข้าไปในตัวมณฑป ประดิษฐานพระพุทธปฏิมากรปูนปั้นปางมารวิชัยหนึ่งองค์ กล่าวกันว่าเป็นพระพุทธปฏิมากรฉลองพระองค์พระเจ้าติโลกราช

ในวัดเจดีย์เจ็ดยอดเป็นที่รวมของ"สัตตมหาสถาน" อันเป็นสถานที่จำลอง 7 แห่ง เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุข คือ1. ปฐมโพธิบัลลังก์ คือ ต้นศรีมหาโพธิ์ที่พระพุทธองค์ทรงประทับและตรัสรู้ 2. อนิมิสเจดีย์ คือ สถานที่พระพุทธองค์เสด็จประทับยืนทอดพระเนตรปฐมโพธิบัลลังก์ที่พระองค์ได้ตรัสรู้ 3. รัตนฆรเจดีย์ คือ สถานที่พระพุทธองค์ทรงพิจารณาพระอภิธรรมปิฎก 4. มุจลินทเจดีย์ คือ สถานที่พระพุทธองค์เสด็จเสวยวิมุตติสุขใต้ต้นจิก โดยมีพญานาคมุจลิน ปกป้องพระพุทธองค์จากสายฝน 5. รัตนจงกรมเจดีย์ คือ สถานที่พระพุทธองค์เสด็จจงกรม 6. อชปาลนิโครธเจดีย์ คือ สถานที่ประทับใต้ต้นไทรที่พระพุทธองค์ทรงชนะธิดาพญามาร และ7. ราชาตนเจดีย์ คือ สถานที่พระพุทธองค์ทรงฉันผลสมอจากพระอินทร์ที่นำมาถวาย

ด้านหน้าอาคารเรียนพระปริยัติธรรมวัดเจ็ดยอด คือพระวิหารเจ็ดร้อยปีศรีเมืองเชียงใหม่ สร้างขึ้นในโอกาสที่จังหวัดเชียงใหม่ อายุครบ 700 ปี เมื่อ พ..2539 ประดิษฐานพระเจ้า 700 ปี ศรีเมืองเชียงใหม่ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร เหนือบัลลังก์ลักษณะพุทธศิลปะแบบล้านนา ผสมศิลปะสุโขทัย และพระพุทธรูปไม้ตะเคียนทอง สร้างด้วยไม้ตะเคียนทองที่มีอายุเก่าแก่ราว 1,000 ปี เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องประดับด้วยอัญมณีที่งดงามมาก

อีกทั้งวัดเจ็ดยอดนี้ยังเป็นที่จำพรรษาของพระรัตนปัญญามหาเถระชาวล้านนา ผู้แต่งหนังสือภาษาบาลี ชินกาลมาลีปกรณ์ ระหว่าง พ..2060-2071 ต่อมาสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ราชบัณฑิต5 ท่าน คือ พระยาพิมล พระวิเชียรปรีชา หลวงอุดมจินดา หลวงราชาภิรมย์ และหลวงธรรมาภิมณฑ์ ช่วยกันแปลออกมาเป็นภาษาไทยจนจบ ได้รวบรวมความสำคัญไว้ 2 ประการด้วยกัน คือประการที่ 1 ประวัติศาสนา ได้กล่าวถึง ประวัติของพระพุทธเจ้า คือพระสมณโคดมไว้อย่างละเอียด โดยเริ่มต้นตั้งแต่ความปรารถนาของพระองค์ที่ทรงปรารถนาอยากเป็นพระพุทธเจ้า ทรงสะสมบารมี ตลอดถึงทรงได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆมาเป็นลำดับ จนในพระชาติสุดท้าย ทรงอุบัติในพระราชสกุลศากยวงศ์โคตมโคตร แล้วทรงออกผนวช ทรงบำเพ็ญความเพียรจนได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ได้บำเพ็ญพุทธกิจจนถึงเสด็จดับขันธปรินิพพานประการที่ 2 กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของแคว้นล้านนา มีเมืองเชียงใหม่ เชียงแสน เชียงราย ลำพูน เป็นต้น...มีโอกาสไปเยือนเชียงใหม่ครั้งหน้า หาเวลาไปชมปูชนียสถานสำคัญแห่งเมืองล้านนา ณ วัดเจ็ดยอด เพื่อระลึกถึงความพียรในการก้าวข้ามห้วงวัฏสงสารของพระพุทธองค์เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตกันนะคะ