นมัสการ เจดีย์ศรีมหาโพธิที่ วัดเจ็ดยอด

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

ตอนที่1 พระเจดีย์เจ็ดยอด

พุทธศาสนิกชนเคารพนับถือต้นโพธิ์ สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ใครตามปู่ย่า ตายาย ไปวัด คงเคยเห็นผู้เฒ่าผู้แก่เดินผ่านต้นโพธิ์แล้วยกมือไหว้ ลูกหลานวิ่งเล่นกันก็จะมีเสียงตะโกนห้ามให้ไปเล่นไกลๆอย่าได้เหยียบย่ำใบโพธิ์ เพราะต้นโพธิ์เป็นที่ประทับของพระพุทธองค์ เมื่อครั้งตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ พุทธคยา ประเทศอินเดีย ชาวพุทธจึงถือว่าการเคารพกราบไหว้ต้นโพธิ์เป็นการถวายความเคารพแก่พระพุทธองค์เช่นกัน

ในปี 2556นี้ วันที่ 24 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ในวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขมาส (ต่างปีกัน) เป็นวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญของพระพุทธศาสนา 3 เหตุการณ์ คือ เป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกว่า "วันวิสาขบูชา" ย่อมาจาก "วิสาขปูรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ" อันเป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดีย นับเป็นวันที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ดังนั้น จึงมีคำเรียกวันนี้อีกอย่างหนึ่งว่า "วันพระพุทธเจ้า"

ขณะนั้นพระพุทธองค์มีพระชนมายุได้ 35 พรรษา สิ่งที่ตรัสรู้ คือ อริยสัจ 4เป็นความจริงอันประเสริฐ 4 ประการของพระพุทธเจ้า ทรงเจริญสมาธิภาวนาจนจิตเป็นสมาธิได้ฌานที่ 4 แล้วบำเพ็ญภาวนาต่อไปจนได้ฌาน 3 คือ ยามต้น ทรงบรรลุ "ปุพเพนิวาสานุติญาณ " คือ ทรงระลึกชาติในอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่นได้ ยามสอง ทรงบรรลุ "จุตูปปาตญาณ" คือ การรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการมีตาทิพย์สามารถเห็นการจุติและอุบัติของวิญญาณทั้งหลาย ยามสาม หรือยามสุดท้าย ทรงบรรลุ "อาสวักขญาณ" คือ รู้วิธีกำจัดกิเลสด้วย อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือน 6 ณ ใต้ร่มโพธิ์พฤกษ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม (อยู่ในเขตประเทศอินเดียในปัจจุบัน) ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย มีเจดีย์ศรีมหาโพธิหรือ พระมหาเจดีย์พระพุทธคยา ให้ชาวพุทธได้ไปน้อมรำลึกถึง "พระบริสุทธิคุณ"และ "พระปัญญาคุณ" ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนประกาศพระสัจธรรม คือความจริงของโลกแก่พหูชนทั้งปวงโดย "พระมหากรุณาธิคุณ" จวบจนทรง "เสด็จดับขันธปรินิพพาน"

หากท่านใดไม่มีโอกาสไปประเทศอินเดีย ในประเทศไทยยังมีเจดีย์ศรีมหาโพธิหลายแห่งให้ท่านได้ไปกราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคลกันค่ะ อย่างเช่นวัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ ที่เราพาคุณผู้อ่านมาชมความเก่าแก่นี้ ก็มีเจดีย์เจ็ดยอดลักษณะคล้ายมหาโพธิวิหารพุทธคยาในประเทศอินเดีย ทั้งยังเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก ทรงสนับสนุนคณะสงฆ์นิกายสิงหล (ลังกาวงศ์) ทรงส่งเสริมการเล่าเรียนทางด้านปริยัติธรรม ทำให้ภิกษุล้านนามีความเชี่ยวชาญภาษาบาลี และในปี 2020 โปรดให้ประชุมพระเถระชั้นผู้ใหญ่เพื่อชำระพระไตรปิฎก ณ วัดโพธารามมหาวิหาร (วัดเจ็ดยอดในปัจจุบัน) นับเป็นการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก เป็นครั้งแรกของไทย และถือเป็นหลักปฏิบัติของสงฆ์ในล้านนาค่ะ

วัดเจ็ดยอด พระอารามหลวงสร้างขึ้นใน พุทธศักราช 1998 (ค.ศ.1455) ณ บริเวณที่ตั้งวัดปัจจุบันนี้ สมัยของพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์เม็งราย ในครั้งนั้น มีพระเถระชาวลังกาได้นำหน่อศรีมหาโพธิมาจากลังกาทวีป หรือประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน มาปลูกที่วัดป่าแดงหลวง เชิงดอยสุเทพ พระองค์ได้สดับพระธรรมเทศนาเรื่อง "อานิสงส์การปลูกต้นศรีมหาโพธิ" จากพระเถระชาวลังกา เกิดพระราชศรัทธาที่จะปลูกต้นศรีมหาโพธิ จึงขออนุญาตตอนกิ่งต้นศรีมหาโพธิต้นนั้น2 กิ่ง แล้วนำมาปลูกในเขตป่าอรัญญิกของเมืองคือที่ตั้งวัดในปัจจุบัน และโปรดให้ตั้งวัดขึ้น พระราชทานนามว่า "วัดโพธารามมหาวิหาร" มีความหมายว่าวัดต้นมหาโพธิ์ นิมนต์พระอุตตมะปัญญาเถระมาเป็นอธิบดีสงฆ์องค์แรกของวัดนี้ แล้วโปรดให้หมื่นด้ามพร้าคด (สีหโคตรเสนาบดี) พร้อมนายช่างและคณะเดินทางไปประเทศอินเดีย เพื่อจำลองสัตตมหาสถานทั้ง 7 แห่ง ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธองค์โดยตรงมาสร้างไว้ในพระอารามแห่งนี้ โดยให้มีฐานเจดีย์เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มียอดเจดีย์ 7 ยอด ชาวบ้านจึงเรียกว่า "วัดเจดีย์เจ็ดยอด" หรือ "วัดเจ็ดยอด" ตั้งแต่นั้นมา

ต้นศรีมหาโพธิ ต้นนี้เป็นที่ค้ำใจชองชาวพุทธที่ยังมีทุกข์ทางใจทั้งหลาย ให้เข้ามากราบไหว้บูชา รำลึกพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ และต่างทำบุญบริจาคทรัพย์คนละเล็กละน้อย พร้อมจารึกชื่อของตนและคนที่ตนรักใส่ในไม้สีขาวที่ทางวัดจัดเตรียมไว้ให้ เพื่อนำไปเป็น "ไม้ค้ำโพธิ์"ตามความเชื่อของชาวล้านนาที่สืบทอดกันมายาวนาน โดยเรียกเป็นภาษาพื้นเมืองว่า ไม้ค้ำสะหลี ความเชื่อที่ว่านั้นคือ ไม้ใหญ่มักจะมีเทพเทวาสถิต โดยเฉพาะต้นไม้ที่มีอยู่ในพุทธประวัติ ซึ่งถือกันว่ามีความเป็นมงคลยิ่ง เช่น ต้นสาละ และต้นโพธิ์ หรือต้นศรีมหาโพธิ และหากผู้ใดได้นำไม้มาค้ำต้นไม้มงคลอย่างโพธิ์ไว้ โดยเฉพาะค้ำลำต้นหรือกิ่งก้านที่โน้มเอียงลงมาคล้ายๆ จะไม่มั่นคงให้ดูมั่นคงขึ้น จะช่วยประคองดวงชะตาให้เจริญ ไม่ตกต่ำ เป็นความเชื่อเดียวกับที่เชื่อกันว่า หากใครเดินเที่ยวป่าแล้วพบก้อนหินใหญ่ที่ยื่นออกมาเหมือนทำท่าจะล้ม ให้เอาไม้เท่าที่หาได้มาค้ำหินนั้นไว้ เพื่อค้ำดวงชะตาไม่ให้ตกต่ำค่ะ

จริงๆแล้วก่อนจะไปลงชื่อที่ไม้ค้ำโพธ์ที่ยืนต้นอยู่เป็นด่านแรกของทางเข้า-ออก เรานำดอกไม้ธูปเทียนไปนมัสการพระเจ้าทันใจ และองค์พระเจดีย์เจ็ดยอดอายุกว่าห้าร้อยปีกันก่อนค่ะ ศิลาแลงที่ใช้ทำโครงสร้าง ลักษณะเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตั้งขนานไปตามทิศตะวันออกสู่ตะวันตก ทำให้พระเจดีย์เจ็ดยอดองค์นี้ทรงความขรึมขลังในยามเย็นย่ำ ตอนหน้าของอาคารสันนิษฐานว่าเป็นมุขโถงต่อออกไปข้างหน้าเพื่อเปิดเป็นทางเข้าออกมหาวิหาร ตัวอาคารก่อผนังทึบล้อมสามด้าน เว้นด้านหน้าไว้ เดินขึ้นบันไดขั้นเตี้ยๆเข้าไปถึงเชิงผนังตอนในสุดของอาคาร พบแท่นสูงประดิษฐานพระพุทธรูปปางสิงห์หนึ่ง พระประธานประจำพระเจดีย์เจ็ดยอด กลางฝาผนังด้านข้างในห้องโถง เจาะเป็นช่องแคบๆ มีบันไดทอดตัวขึ้นไปข้างบนออกสู่หลังคาทรงตัดลักษณะคล้ายดาดฟ้าทั่วไป พื้นที่บนนี้เป็นที่ตั้งของปรางค์เจ็ดยอดแบบเจดีย์พุทธคยาในอินเดีย เราเข้าไปกราบพระประธาน แล้วออกเดินสำรวจรอบๆองค์พระเจดีย์อายุยืนยาวหลายศตวรรษ

ฐานชั้นล่างของเจดีย์เจ็ดยอดประกอบด้วยฐานเขียง และฐานปัทม์อย่างละ 1ชั้น ไม่มีลูกแก้วและบัวหงาย ด้านหน้ามีการเจาะช่องคูหาหรืออุโมงค์ลึกเข้าไปในตัววิหารประตูทางเข้าก่อเป็นซุ้มโค้ง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานเขียงหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ตรงกลางของช่องอุโมงค์เจาะด้านข้างทั้งสองข้างทะลุขึ้นไปชั้นบน ด้านหลังมีอุโมงค์ เช่นเดียวกันแต่ขนาดเล็กด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก ผนังภายนอกฉาบปูนและตกแต่งด้วยรูปเทวดาปูนปั้นซึ่งพบทั้งในลักษณะนั่งขัดสมาธิเพชร ประนมหัตถ์อยู่กลางพระอุระ และยืนถือดอกบัว แบ่งคั่นเทวดาแต่ละองค์โดยการใช้เสาพรางแปดเหลี่ยมกั้นในแนวตั้งและใช้ลูกแก้วแบ่งช่องในแนวนอนทำให้ผนังแต่ละด้านถูกแบ่งเป็นช่องประดับเทวดาช่องละ 1 องค์ และคาดว่ามีเทวดาทั้งหมด 70 องค์ (ท่านั่ง 26 องค์ และท่ายืน 44 องค์)

เพ่งพินิจการปั้นปูนเป็นลวดลายประดับบนเทวดาและเครื่องภูษาภรณ์ (เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เช่น ฉลององค์ (เสื้อ) สนับเพลา (กางเกง) ห้อยหน้า (ชายไหว) ห้อยข้าง (ชายแครง) พระภูษา (ผ้านุ่ง) รัดเอว ผ้าทิพย์ เจียระบาด สไบ) เหล่านี้แตกต่างกัน ลักษณะของภูษาหรือผ้านุ่งของเทวดาในท่านั่งยืนเอียงสะโพก จะเป็นแบบชักชายพกออกมาห้อยคลุมด้านหน้าบังทับเข็มขัดและรัดสะเอวบางส่วนจึงไม่เห็นส่วนประดับหัวเข็มขัด ส่วนเทวดาในท่ายืนตรงจะไม่ชักชายออกมาทำให้เห็นส่วนประดับหัวเข็มขัดและรัดสะเอวทุกส่วน ท่อนพระอุระอยู่ในลักษณะเปลือยเปล่ามีเครื่องประดับพระเศียรเป็นทรงกรวยสูง ทรงเครื่องภูษาภรณ์อันเป็นสมัยนิยมในหมู่ชนชั้นสูงสมัยโบราณ สวมเครื่องศิราภรณ์ (เครื่องประดับศีรษะ เช่น ชฎา มงกุฎ ปั้นจุเหร็จ) ทรงเทริด มีทั้งแบบทรงสูงและทรงเตี้ย สังเกตบนยอดศิราภรณ์ประดิษฐ์ด้วยลายวิจิตรแตกต่างกันไปในแต่ละองค์ เช่น ลายกระจับ ลายดอกบัว ลายหน้ากาล ลายดอกไม้ งดงามยิ่ง บนพื้นผนังเป็นลายดอกไม้ร่วงคล้ายลายถ้วยชามสมัยราชวงศ์เหม็งของจีน นอกจากนี้ยังมีลายประดับหัวเสาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของล้านนา แม้พม่ายังรับเอาไปและเรียกว่า "ลายเชียงใหม่"

ชั้นบนเจดีย์เจ็ดองค์นั้น องค์ใหญ่ที่สุดอยู่ตรงกลางเป็นทรงสี่เหลี่ยมมีซุ้มเข้าทางทิศตะวันออก ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นประทับนั่งขัดสมาธิเพชรปางมารวิชัย และมีเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมลักษณะเดียวกันแต่ขนาดเล็กอีกสี่องค์เป็นเจดีย์ประจำมุมองค์ล้อมรอบเจดีย์ประธาน และมีซุ้มทางขึ้นจากชั้นล่างในเจดีย์ประจำมุมสององค์ด้านหน้า ส่วนอีกสององค์ด้านหลังมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งสององค์ เจดีย์ทั้งห้าองค์ประดับลวดลายปูนปั้นเป็นรูปเปลวเพลิงหรือใบเสมา และด้านหน้ามีลานกว้างที่มุมทั้งสองข้างมีเจดีย์ทั้งกลมขนาดเล็กอีกสององค์ทั้งหมดรวมเป็น 7 องค์

ปูชนียสถานที่มีคุณค่าในทางศิลปกรรมประเภทพุทธศิลป์ในสมัยล้านนาที่น่าสนใจแห่งวัดเจดีย์เจ็ดยอดยังมีอีกมากมาย ติดตามอ่านต่อในฉบับหน้าค่ะ...สำหรับในวันวิสาขบูชานี้ เชิญชวนชาวพุทธทุกท่านไปวัดทำบุญใส่บาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่ล่วงลับ และเจ้ากรรมนายเวร ปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา และร่วมเวียนเทียนรอบอุโบสถในตอนค่ำ เพื่อรำลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อความสงบร่มเย็น และเห็นทางพ้นทุกข์ในกาลอันใกล้นี้ค่ะ