ตามนักเขียน เรียนรู้วิถีไทย

ชุมชนชาวสวนมะพร้าวอัมพวา กับเด็ก (ทุน) หัวกะทิ
ที่นี่รายการตะวันหรรษา

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คนไทยได้หล่อหลอม "วิถีชีวิต" และ "วัฒนธรรม" อันงดงามของตนเองขึ้นมา จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่มีความโดดเด่น และไม่เหมือนที่แห่งใด สิ่งเหล่านี้ได้สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยด้วย

หลังจากประสบความสำเร็จในการทำพ๊อคเก็ตบุ๊ค "MIRACLE THAILAND มหัศจรรย์เมืองไทย ต้องไปสัมผัส" เมื่อปี 2555 นำมาสู่การจัดทำ พ๊อคเก็ตบุ๊คเล่มใหม่ "ตามนักเขียน เรียนรู้วิถีไทย" โดยการสนับสนุนของ ททท. เพื่อเผยแพร่ แหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตของคนไทยในแต่ละชุมชน ผ่านมุมมองของ 16 นักเขียนรับเชิญ อาทิ วรนันท์ ชัชวาลทิพากร อภินันท์ บัวหภักดี ถนอมจิต คงจิตต์งาม สาธิตา โสรัสสะ พลกฤษณ์ ถมยา อนุรัชนี ศิริสัมพันธ์ อารีย์ นักดนตรี วิกรม กรมดิษฐ์ อวัสดา ปกมนตรี อรรณพ กิตติกุล ฯลฯ โดยมี สุชาติ ศรีตะมา และรสวรรณ หงษ์สุวรรณ เป็นบรรณาธิการ

สุรพล เศวตเศรณี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ให้คำนิยมไว้ใน หนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊ค "ตามนักเขียน เรียนรู้วิถีไทย" ว่าเป้าหมายทางการท่องเที่ยวของประเทศไทยในปี 2556 ททท. มุ่งนำเสนอ ความเป็นไทย (THAINESS) เป็นจุดขายสำคัญทางการตลาดของประเทศ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ให้โดดเด่นและแตกต่างจากประเทศคู่แข่งขัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแผนปฏิบัติการฯ คือรายได้ก้าวกระโดด ด้วยวิถีไทย (HIGHER REVENUE THROUGH THAINESS) สร้างการรับรู้ถึงจุดขายที่โดดเด่นและแตกต่างเหนือคู่แข่งในด้าน THAINESS-THAI TOUCH โดยมุ่งหวังคนไทยเดินทางท่องเที่ยวราว 107 ล้านคนครั้ง

ดิฉันได้รับเชิญให้ไปร่วมงานเฉลิมฉลอง ครบรอบ 20 ปีการก่อตั้งบริษัท เอเชียติค อุตสาหกรรมการเกษตร จำกัด ผู้ผลิตกะทิและน้ำมะพร้าวเพื่อการส่งออกรายใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งได้มีการจัดทำกิจกรรม CSR คืนกำไรสู่ชุมชนและสังคม ผ่าน โครงการเอเชียติคฯ 20 ปี WE LOVE AMPAWA โดยมอบ "ทุนหัวกะทิอัมพวา" ผ่าน 4 กิจกรรมพิเศษที่เชื่อมโยงกับ "มะพร้าว" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว และร่วมสร้างชื่อเสียงของอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักในต่างแดนมากยิ่งขึ้น

ณัฐพล วิสุทธิไกรสี กรรมการผู้จัดการ เอเชียติค อุตสาหกรรมการเกษตรฯ เล่าให้ฟังว่าโครงการเอเชียติคฯ 20 ปี WE LOVE AMPAWA เป็นกิจกรรมที่จัดทำขึ้นเพื่อตอบแทนชุมชนและสังคม เนื่องจากที่ตั้งของโรงงานอยู่ที่ ต.แพรกหนามแดง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับมะพร้าวเพียงอย่างเดียวมาตลอด 20 ปี จึงจัดกิจกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับ มะพร้าวสายพันธุ์อัมพวา ขึ้นมา

การเติบโตของบริษัท จึงผูกพันและเกี่ยวข้องกับ ชาวอัมพวา และ มะพร้าวอัมพวา อย่างแยกไม่ออก ด้วยเหตุนี้ในวาระที่ปี 2556 ดำเนินกิจการมาครบรอบ 20 ปี จึงจัดกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคมในนามของการมอบ ทุนหัวกะทิอัมพวา ให้กับนักเรียน นักศึกษา ในรูปแบบ 4 กิจกรรมของ โครงการฯ ภายใต้แนวคิด WE LOVE AMPAWA

โครงการที่ 1 ประกวดเรียงความ เรื่อง "มะพร้าวเพื่อนยาก" สำหรับเด็กนักเรียนระดับประถมชั้นปีที่ 4-6 ของโรงเรียนในสังกัดเขตอำเภออัมพวา และจากเรียงความของ เด็กหัวกะทิ เหล่านี้ ทำให้ดิฉันและเพื่อนสื่อมวลชนได้มีโอกาสเดินทางมาเยือนจังหวัดสมุทรสงครามอีกครั้ง โดยมีเด็กหัวกะทิทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์น้อยนำเยี่ยมชม และพาไปรู้จักกับ วิถีชีวิตชาวสวนมะพร้าวของชาวอัมพวา ด้วยค่ะ

โครงการที่ 2 ประกวดหนังสั้น เรื่อง "มะพร้าวกับสังคมไทย" สำหรับนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา (กำลังดำเนินการอยู่) โครงการที่ 3 คือประกวดออกแบบภาพเสก็ตซ์เครื่องปอกมะพร้าว และโครงการที่ 4 ประกวดสูตรอาหาร ปรุงจากกะทิอัมพวา สำหรับนักศึกษาด้านคหกรรมศาสตร์ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถดูรายละเอียดได้เพิ่มเติมที่ www.asiatic.co.th

กิจกรรมเหล่านี้ผู้จัดตั้งโครงการฯ คาดหวังไว้ว่า จะช่วยกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนหันมาตระหนักถึงคุณค่าของ มะพร้าวสายพันธุ์อัมพวา เกิดความรักความผูกพันกับถิ่นฐานบ้านเกิดยิ่งขึ้น เป็น การจุดประกายความคิด ให้กับเยาวชนได้มีโอกาสและมีเวทีแสดงออกซึ่งความสามารถของพวกเขาได้

เด็กๆบอกเล่าถึงความผูกพันและมุมมองที่มีต่อมะพร้าวอัมพวา ที่สะท้อนจากสิ่งที่ได้พบเห็นอยู่รอบตัวและครอบครัวไว้ได้อย่างน่าสนใจค่ะ เช่นเรื่อง "มะพร้าวเพื่อนยาก" ของ เด็กหญิงวิจิตรา เรืองทัน นักเรียนชั้นประถมปีที่ 6 โรงเรียนวัดบางนางลี่ใหญ่ ผู้ชนะการประกวดเรียงความ เขียนไว้ตอนหนึ่งว่า

"...ฉันเป็นเด็กอัมพวา เกิดมาก็เห็นรอบๆ ตัวมีแต่มะพร้าว ยายเล่าให้ฟังว่า ยายเคยเคี่ยวตาลแล้วนำไปขายตามตลาดน้ำ สงสัยตลาดน้ำอัมพวาสมัยก่อนคงมีคนเคี่ยวตาลขายมาก และทุกบ้านจะปลูกต้นมะพร้าวเป็นเอกลักษณ์ ฉันเคยช่วยตาปลูกมะพร้าว ก็เลยสงสัยว่าทำไมต้องปลูก ตาเลยตอบว่าถ้ามะพร้าวโตขึ้นจะได้เก็บผลมะพร้าวไปขาย เพราะมะพร้าวเป็นพืชที่ไม่ต้องดูแลมากใส่ปุ๋ยปีละครั้ง..."

เด็กหญิง เอกนิสา วัตถุ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านดอนจั่น รางวัลที่ 2 เขียนไว้ว่า "...จังหวัดสมุทรสงครามบ้านของฉันเต็มไปด้วยสวนมะพร้าว การทำสวนมะพร้าวและการทำน้ำตาลมะพร้าวถือว่า เป็นอีกอาชีพสำคัญที่ทำรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวจังหวัดสมุทรสงคราม ไม่รวมรายได้ที่มาจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ และงานหัตถศิลป์ที่ประดิษฐ์จากมะพร้าว...."

เด็กชายปิยพัฒน์ นิยมเวช นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดวรภูมิ (วรไวทยาวาส) รางวัลชมเชยสะท้อนไว้ว่า " ..ปัจจุบันมะพร้าวกำลังจะหมดไปจากจังหวัดสมุทรสงคราม เพราะประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า อาชีพการทำน้ำตาลมะพร้าว เป็นอาชีพที่ต่ำต้อย รายได้น้อย จึงหันไปประกอบอาชีพรับจ้างตามโรงงาน ซึ่งมีรายได้มากกว่า และปลอดภัยกว่า อนิจจา มะพร้าวเพื่อนยาก กำลังจะหมดไป เราต้องร่วมกันอนุรักษ์มะพร้าว และสืบทอดอาชีพที่เกี่ยวกับมะพร้าวให้อยู่คู่กับจังหวัดสมุทรสงครามตลอดไป.."

เรียงความของเด็ก (ทุน) หัวกะทิ สะท้อนให้เห็น ของดีของอัมพวา ซึ่งนอกเหนือไปการมี ตลาดน้ำยามเย็น ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนแล้ว ยังมีเรื่องราวของ วิถีชีวิตชาวบ้านลุ่มแม่น้ำแม่กลอง และเรื่องราวของ ชาวสวนมะพร้าว ชาวสวนผลไม้อื่นๆอีกมากมายด้วยค่ะ

มะพร้าวของอัมพวา เป็นสายพันธุ์หนึ่งที่มีชื่อเสียงมากของไทย มีผลที่โต และเนื่องจากพื้นที่ที่ใช้ปลูกหล่อเลี้ยงด้วยเขต น้ำจืด ผสมผสานกับ น้ำเค็ม กลายเป็น น้ำกร่อย ที่พอดิบพอดี จึงทำให้ น้ำมะพร้าว มีความหวานและหอมพอเหมาะลงตัว น้อยคนนักที่จะรู้ว่า มะพร้าวสายพันธุ์อัมพวา เป็นสินค้าไทยที่สร้างงานให้ชาวอัมพวา และสร้างเงินตราต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทยมาเป็นเวลานานมาแล้ว

อัมพวา เป็นชุมชนเล็กๆ ศูนย์กลางการค้าขายทางน้ำ มีตลาดน้ำ เรือนแพ และบ้านเรือนปลูกขนานไปตามแนวคลอง ตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยศรีอยุธยา เดิมเรียกกันว่า "บางช้าง" ทำสวนผลไม้และพืชผักจนมีชื่อเสียง ส่งผลไม้เข้าถวายในวังหลวงมาแต่อดีต โดยเฉพาะ ลิ้นจี่พันธุ์ค่อม เป็นผลไม้ยอดนิยม จนมีคำกล่าวขานถึงไว้ว่า "บางช้างสวนนอก บางกอกสวนใน"

 

การเดินทางมาในครั้งนี้ได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมกระบวนการผลิตภายในโรงงานของบริษัทฯ ทำให้ได้รับรู้ว่า โรงงานแห่งนี้เป็นสถานที่รับซื้อมะพร้าวจากสวนของชาวบ้าน แล้วนำมาแปรรูปเป็นกะทิ และน้ำมะพร้าวส่งออกไป จำหน่ายในต่างประเทศ ทั่วโลกกว่า 74 ประเทศ ภายใต้ตราสินค้า Coco , My way , Coco max และ Oriental Chef และมีจำหน่ายภายในประเทศ ภายใต้ตราสินค้า นมมะพร้าวพร้อมดื่ม มิลค์กี้ โคโค่ (Milky Coco) และ กะทิอัมพวา ซึ่งกำลังทดลองวางตลาดอยู่ในขณะนี้

คุณณัฐพล เล่าให้ฟังว่า เดิมนั้นเริ่มมาจากธุรกิจเครื่องปรุงรส ต่อมาคุณพ่อ (คุณวิจัย วิสุทธิไกรสีห์)ได้มาทำธุรกิจสินค้าจากมะพร้าวส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ ได้รับความนิยมมากโดยเฉพาะ น้ำมะพร้าว ที่เชื่อกันว่าเป็น เครื่องดื่มที่ให้แร่ธาตุ ที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ส่วน กะทิ เป็นเครื่องปรุงอาหารสำคัญของชาวเอเชีย ซึ่งได้โยกย้ายไปทำงานและมีครอบครัวอยู่ในต่างประเทศ อันเป็นตลาดสำคัญที่บริษัทได้ส่งสินค้าออกไปจำหน่ายให้กับกลุ่มคนเหล่านี้

อังคณา พุ่มผกา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสงคราม กล่าวว่า สมุทรสงคราม มีความสงบร่มรื่นและโอบล้อมไว้ด้วยธรรมชาติ สายน้ำ เรือกสวน ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตคนไทยสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ที่ยังคงสืบทอดเอกลักษณ์มาจนถึงปัจจุบัน บรรยากาศโดยทั่วไปยังคงเต็มเปี่ยมด้วย วิถีความเป็นคนไทย ในอดีต และแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องไม่พลาด

เริ่มกันที่ "ตลาดรถไฟร่มหุบ" เป็นตลาดที่ติดอยู่กับ สถานีรถไฟแม่กลอง ชาวบ้านจะมานั่งขายของบริเวณริมทางรถไฟ วางสินค้าบนกระจาด กระบุง ตะกร้า ฯลฯ ทันทีเมื่อได้ยิน เสียงระฆัง หรือเห็น ธงที่โบกสะบัด ให้สัญญาณว่า รถไฟกำลังจะมาแล้ว พ่อค้า-แม่ค้าก็จะรีบเร่งเก็บของหนีรถไฟกันได้อย่างรวดเร็ว

ดิฉันคิดว่า พ่อค้า-แม่ค้าที่ต้องเร่งรีบเก็บร้านเพื่อหลบรถไฟนั้น อาจจะไม่สนุกก็ได้ค่ะ แต่ต้องทำเพราะเป็นหน้าที่ คนที่สนุก คือนักท่องเที่ยว แต่พอรถไฟผ่านพ้นไป ทุกอย่างก็กลับคืนสู่สภาพเดิมเหมือนเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใครอยากมาดูตลาดร่มหุบอาจจะต้องเตรียมพร้อมเรื่อง การดูตารางเวลาเข้าออกของ รถไฟสายแม่กลอง-บ้านแหลม โดยเวลาออก เริ่มจากเวลา 06.20 น. 09.00 น. 11.30น. และ 15.30 น. ส่วนเวลากลับเข้ามาสู่สถานีคือ เวลา 08.30 น. 11.10 น. 15.30 น.

ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา ชุมชนเก่า มีบ้านไม้อยู่ริมคลอง เปิดเฉพาะศุกร์-เสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุด ตั้งแต่เที่ยงวันไปจนถึงสาม-สี่ทุ่ม หากไปช่วงเที่ยงหรือบ่ายจะเดินได้สะดวกมาก มีเรือพายมาขายอาหารทะเลประเภท ปิ้งย่าง กุ้ง หอย ปู ปลา ก๋วยเตี๋ยวเรือ ส้มตำ ขนมไทย และกาแฟโบราณ แม่ค้าขายอยู่ในเรือ ราคาไม่แพง ลองเดินเล่นจะเห็นร้านห้องแถวยาวไปทั้งสองฝั่งของคลองอัมพวา

โครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ ผู้ใหญ่ใจดีถวายที่ดินสวนผลไม้ เรือนแถวไม้ริมคลองอัมพวา และบ้านพักอาศัย รวมพื้นที่ 21 ไร่ เพื่อใช้เป็นประโยชน์ในกิจกรรมของมูลนิธิชัยพัฒนา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชดำริให้นำที่ดินไปพัฒนาและอนุรักษ์เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน มีห้องนิทรรศการวัฒนธรรม ข้าวของเครื่องใช้ วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวอัมพวา บ้านของ ครูเอื้อ สุนทราภรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ โต๊ะทำงาน ประวัติและผลงานของครูเอื้อ ซื้อ CD เพลงสุนทราภรณ์ได้ที่นี่ รับรองของแท้แน่นอน เปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าชมได้ฟรี

ค่ายบางกุ้ง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีพระบัญชาให้ตั้งค่ายทหารเรือ เพื่อป้องกันการบุกรุกของพม่าที่ ต.บางกุ้ง สมุทรสงคราม ชื่อว่า "ค่ายบางกุ้ง" ทหารพม่าเข้าโจมตีหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ ครั้งสุดท้ายถูกพม่าล้อมค่ายไว้ 49 วัน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้คุมทัพเรือ 20 ลำ เสด็จมาด้วยพระองค์เอง นำทหารหาญเข้าโจมตีพม่าที่ล้อมค่าย แล้วพระราชทานพระบรมราโชวาทให้รักใคร่สามัคคีปรองดองกัน

บริเวณค่ายยังมี "โบสถ์หลวงพ่อดำ" โบสถ์ทั้งหลังปกคลุมด้วย ต้นไม้ถึง 4 ชนิด คือ ต้นโพธิ์-ต้นไทร-ต้นไกร-ต้นกร่าง ชาวบ้านเรียกว่า "โบสถ์ปรกโพธิ์" ค่ายบางกุ้งเคยถูกปล่อยให้รกร้างเกือบ 200 ปี จนมาถึงปี พ.ศ.2510 กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ตั้งเป็นค่ายลูกเสือขึ้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระเจ้าตากสินมหาราช และได้สร้างศาลพระเจ้าตากสินฯ ไว้เป็นอนุสรณ์ โดยทำพิธียกศาล เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2511

แนะนำให้ไปต่อที่ วัดบางกุ้ง ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม มีถนนตัดผ่านกลาง โบสถ์เก่าประดิษฐานพระประธานเป็นพระพุทธรูปปั้นขนาดใหญ่ เรียกว่า หลวงพ่อโบสถ์น้อย มี ภาพจิตรกรรมฝาผนัง สมัยปลายกรุงศรีอยุธยาแสดงเกี่ยวกับพุทธประวัติ สวนสัตว์ขนาดย่อม มีนกกระจอกเทศ แกะ ค่างแว่น หมูป่า กวางแดง นกยูง บริเวณหลังวัดติดกับแม่น้ำแม่กลองมีปลาอยู่มากเรียกว่า วังมัจฉา ซื้ออาหารให้ปลาได้ด้วยค่ะ

หากถ้าไม่รีบร้อนไปไหน แนะนำให้ ล่องเรือชมหิ่งห้อย รอบเกาะคลองอัมพวา ค่าใช้จ่ายคนละ 60 บาท/รอบ ใช้เวลา 1 ชั่วโมงเศษ พอเริ่มพบเห็น หิ่งห้อย ที่เกาะอยู่ที่ต้นลำพู เปล่งแสงเป็นกลุ่มๆ พอสุดคลองอัมพวา เรือก็วนขวาเข้า คลองผีหลอก ก็มีหิ่งห้อยให้เห็นอยู่บ้าง วนขวาอีกครั้งออกแม่น้ำแม่กลอง และวนกลับไปยังจุดที่ขึ้นเรือ ครบรอบพอดี

เสน่ห์ ใกล้กรุงฯ ที่ใครๆ สามารถไปเข้าถึงได้ ซึ่งต้อง "ขอขอบคุณชาวอัมพวา" ที่พัฒนาและอนุรักษ์พื้นที่แห่งนี้ไว้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมเอาไว้ได้ ท่ามกลางกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลง