"ครูเงาะ-รสสุคนธ์ กองเกตุ" โลกมายาคือความจริง

ศิลปบันเทิง

ในประเทศไทย อาชีพครูผู้ฝึกสอนการแสดง หรือ แอ็คติ้งโค้ช (Acting Coach) ยังคงมีจำนวนน้อยและไม่แพร่หลายมากนัก บางคนอาจจะยังไม่รู้จักเพราะเป็นอาชีพที่คอยฉายแสงอยู่เบื้องหลังศิลปิน ดาราและผู้ที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก โดยทั้งสอน และแนะนำเทคนิคทางการแสดงเพื่อดึงเอาศักยภาพของนักแสดงออกมาใช้จนถึงขีดสุด

แต่สำหรับ รสสุคนธ์ กองเกตุ หรือ ครูเงาะ หลายคนคงเคยเห็นผลงานของเธอผู้นี้มาบ้างแล้ว เพราะเธอได้ฝากผลงานทางด้านการแสดงและพิธีกรให้ได้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เวลานี้ผลงานที่หลายคนคุ้นเคยคือรายการ "คนละดาวเดียวกัน" ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสนั่นเอง

เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยถึงประสบการณ์ของครูเงาะทำให้เห็นมุมมองทางการแสดงชัดเจนยิ่งขึ้น ครูเงาะอธิบายบทบาทหน้าที่ของครูผู้ฝึกสอนการแสดงอย่างลึกซึ้งและชี้ให้เห็นมุมมองใหม่ๆของการแสดง เพื่อเปลี่ยนทัศนคติให้คนหันมารักและเห็นคุณค่าที่แท้จริงของตัวเองผ่านศาสตร์ที่เรียกว่า "ศิลปะการแสดง"

จุดเริ่มต้นการเป็น แอ็คติ้งโค้ช (Acting Coach) ของครูเงาะ?

"ตอนอยู่ปี ๔ ได้ทำละครเวทีกับโต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล ผู้กำกับฯพี่มาก...พระโขนง โต้งเป็นผู้กำกับฯแล้วดิฉันก็เป็นนักแสดง ครั้งนั้นมีโอกาสได้สอนรุ่นน้องก็รู้สึกสนุก อยากเป็นครูสอนการแสดงในลักษณะของการเป็น Training หรือ Coaching ซึ่ง ณ ตอนนั้นยังไม่รู้ว่ามีอาชีพแอ็คติ้งโค้ชหรือไม่ แต่ก็พยายามหาข้อมูล ไปฝากเนื้อฝากตัวกับผู้กำกับฯ ครูสอนการแสดง และไปสมัครงานตามบริษัทโฆษณา บริษัทภาพยนตร์ รวมถึงเรียนการแสดงเพิ่มด้วย จากนั้นก็เริ่มทำแอ็คติ้งโค้ชพวกโฆษณาเด็กๆก่อน จนกระทั่งภาพยนตร์เรื่องแฟนฉันเปิดกล้อง รุ่นพี่รู้ว่าเราสอนการแสดงได้เพราะเคยทำงานกับเด็กมาแล้ว เขาก็เรียกไปช่วยงาน ภาพยนตร์เรื่องแฟนฉันจึงเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่เปิดตัวการเป็นแอ็คติ้งโค้ชเต็มตัวจริงๆ

การเป็นแอ็คติ้งโค้ชต้องทำอะไรบ้าง?

"ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกก่อนระหว่างครูผู้ฝึกสอนการแสดง (Acting Teacher) คือครูสอนการแสดงตามโรงเรียน สอนตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงขั้นสูงสุดซึ่งปัจจุบันมีเยอะ กับ แอ็คติ้งเทรนเนอร์ (Acting Trainer) หรือ
แอ็คติ้งโค้ช (Acting Coach) ทำหน้าที่แนะนำนักแสดงให้เข้าถึงบทบาทตัวละคร แนะนำเรื่องอารมณ์ ความรู้สึกในการแสดงเพื่อให้งานออกมาดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้เพิ่มหรือลดอะไรเหมือนครูฝึกที่คอยดูแลลูกทีมและเกมกีฬาอยู่ริมสนาม รวมถึงจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (workshop) เพื่อให้นักแสดงเข้าถึงบทบาทที่ได้รับ สำหรับดิฉันแล้วเป็นทั้งสองอย่าง สอนตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงขั้นสูงสุดและเป็นแอ็คติ้งโค้ชด้วย"

ก่อนที่จะมาสอนคนอื่นได้ ต้องฝึกฝนเรื่องอะไรบ้าง?

"จริงๆแล้วการที่จะเป็นครูสอนการแสดงได้ สำคัญมากคือต้องแม่นในเรื่องการแสดง ต้องลงมือทำให้รู้จุดเด่นหรือข้อผิดพลาดของตัวเอง ดังนั้น ดิฉันจะใช้ตัวเองเป็นเหมือนนักเรียนเสมอ เมื่อเราอยู่ในฐานะนักเรียนจะเข้าใจว่าเวลาที่ติดขัดสาเหตุมาจากอะไร ทุกปีก็จะไปเรียนต่อในหลักสูตรต่างๆ ส่วนทักษะความเป็นครู สอนค่อนข้างยากเป็นเรื่องของสัญชาตญาณ คนที่มีสัญชาตญาณความเป็นครูจะมีลักษณะเชิงช่างสังเกต อธิบายทุกอย่างเป็นช่องเป็นฉาก สามารถพูดออกมาให้ทุกคนเห็นภาพ เรียงลำดับเหตุการณ์ได้ ไม่พูดคลุมเครือ ไม่พูดวกวน ยกตัวอย่างเช่นสอนให้นักเรียนหายตื่นเต้น ถ้าไม่มีสัญชาตญาณความเป็นครูจะบอกว่าให้ผ่อนคลาย ซึ่งเขาไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ดังนั้น คนที่มีสัญชาตญาณต้องลงรายละเอียดว่าทำอย่างไรจึงจะผ่อนคลาย เอาสมาธิวางไว้ตรงไหน การแสดงเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ฉะนั้นคนที่บอกว่าแสดงไม่เป็นนั่นเพราะเขากำลังฝืนธรรมชาติ คนเป็นครูต้องสังเกตธรรมชาติของเขา ถ่ายทอดให้เขาเข้าใจ อธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ถ้าทำได้คนนั้นคือครูที่ดี"

ทักษะที่นักแสดงควรมีเพิ่มเติม?

"คนไทยเข้าใจว่าการแสดงเป็นสิ่งสมมุติ ไม่ใช่ความจริงเพราะเราเอาคำว่า Show กับคำว่า Acting มาแปลเป็นคำเดียวกันว่าแสดง แต่ต่างประเทศเขาลงรายละเอียดในแต่ละคำต่างกัน Acting คือ Doing หรือการกระทำ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเข้าใจการแสดงเราจะเข้าใจตัวเองดียิ่งขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้นเพราะศาสตร์ของการแสดง จากเด็กที่ไม่รู้จักตัวเองสิ่งที่รู้สึกกับสิ่งที่แสดงออกต่างกัน แต่การที่เราจะเป็นนักแสดงที่ดีได้คือเราจะต้องจริงกับตัวเองที่สุด เราจะต้องถอดหน้ากากที่เราใส่มาตลอดชีวิตออก ให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเรา เป็นการค้นหาตัวเอง เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณจะไปเป็นคนอื่นคุณต้องเป็นตัวคุณเองให้ดีที่สุดก่อน การแสดงคือการหันกลับมาถามตัวเองเสมอว่าอะไรที่สำคัญสำหรับชีวิตบ้าง

ส่วนอีกอย่างหนึ่งก็คือการรู้จังหวะของเสียง ให้มีพลังให้กับตัวเอง ลักษณะของคนไทยถูกสั่งสอนมาให้เก็บความรู้สึก ไม่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตนเอง ซึ่งการรู้จักอารมณ์ การเก็บอารมณ์ และการก้าวร้าว ๓ คำนี้แตกต่างกันให้รู้จักอารมณ์ตัวเองไม่ได้แปลว่าให้แสดงออกทั้งหมด แต่ต้องตระหนักรู้ก่อนว่าเกิดอารมณ์อะไรขึ้น เพราะฉะนั้นการเรียนการแสดงทำให้เรามีพลัง มีความคล่องแคล่ว และมีเทคนิคของการพูด เทคนิคของการเน้นจังหวะของเสียง การให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราต้องการสื่อสารเป็นหัวใจหลักของการสื่อสารทางการแสดง เป็นการสื่อสารบางอย่างที่คนหนึ่งพยายามสื่อให้อีกคนหนึ่งเข้าใจ เพราะฉะนั้นทักษะทางด้านสังคมจะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ คนที่เรียนการแสดงจะมีทักษะในการสื่อสารสิ่งที่อยู่ในใจได้ดีและง่ายขึ้น"

จากประสบการณ์ของครูเงาะ สิ่งที่นักแสดงได้รับนอกเหนือจากที่คาดหมายไว้?

"นักเรียนการแสดงหลายคนมีสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว พอมาเรียนแล้วจะมีการทำความเข้าใจตัวเองและครอบครัว ดิฉันนำเรื่องของหลักพระพุทธศาสนาเข้ามาผสมกับศาสตร์ของจิตใต้สำนึกที่ไปเรียนกับ ครูอ้อย-ฐิตินาถ ณ พัทลุงมา พอศาสตร์พวกนี้เอามารวมกันมันให้ผลที่ดีมาก การแก้ปมทำความเข้าใจกับตนเองทำความเข้าใจกับชีวิตของตนเองอย่างลึกซึ้ง เมื่อหลุดจากปมที่แบกเอาไว้จะกลายเป็นนักแสดงที่ดีกว่าเดิม เมื่อเห็นผลและเมื่อแก้ปมได้เขาก็จะใช้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น สิ่งที่จำเป็นในแง่ของความลึกซึ้งของการเรียนการแสดงคือการที่คุณได้รู้จักตนเองอย่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ รู้ความต้องการของตนเอง เคารพความรู้สึกของตนเอง เป็นตัวของตัวเองอย่างดีที่สุดอันนี้สำคัญที่สุด"

เทคนิคการสอนของครูเงาะที่ใช้?

"เทคนิคมีเยอะมากเลยค่ะ ดิฉันเรียนหลายที่ แล้วแต่ละที่จะมีเทคนิคแตกต่างกันไป อย่างที่ครูไปเรียนที่แรกคือ Lee Strasberg Theatre and Film Institute, New York จะเน้นเรื่องการบริหารประสาทสัมผัสเพื่อให้เราไวต่อความรู้สึก Stella Adler Conservatory, New York สอนการจินตนาการ หรือความคิดสร้างสรรค์ทางการแสดง แต่ที่ชอบมากที่สุดคือ Sanford Meisner สอนให้อยู่กับปัจจุบันซึ่งครูเอามาสอนแล้วมันลงตัวที่สุดทำให้เห็นผลลัพธ์ของนักแสดงชัดเจน"

ครูเงาะไม่มีความฝันอื่นเลย?

"ใช่ ดิฉันเคยเป็นเด็กคนหนึ่งที่เดินตามกระแสสังคมในประเทศไทยเหมือนกัน เลือกเรียนนิเทศศาสตร์ สาขาวิทยุโทรทัศน์เพราะคิดว่ามีงานให้เลือกทำเยอะ ไม่กล้าเลือกการแสดงเพราะกลัวไม่มีงานทำ เราไม่ได้สวยขนาดจะไปเป็นนางเอกได้ และไม่อยากเป็นคนใช้ทุกเรื่อง ไม่ได้หมายความว่าบทคนใช้ไม่ดีแต่ถ้าเป็นทุกเรื่องก็ไม่สนุก แล้วคนที่จะได้เล่นบทที่หลากหลายจะต้องเป็นตัวเอกไม่ว่าจะเป็นนางเอกหรือเป็นผู้ร้าย รู้สึกว่าหนทางมันริบหรี่แต่ก็ยังชอบการแสดง ที่ไหนมีการคัดเลือกนักแสดง (Audition) ก็ไป จนกระทั้งมีโอกาสได้สอนการแสดงจึงรู้ว่ามีทางให้เดิน เราชอบสอน สอนได้ ชอบการแสดงเมื่อตอบโจทย์ทุกข้อ เมื่อตัดสินใจเป็นแอ็คติ้งโค้ชก็พุ่งเป้าหมายไปเต็มที่และไม่เคยเปลี่ยนความตั้งใจ ถึงได้สอนเด็กๆเสมอว่าถ้าจะทำอะไรหาจุดเด่นของตัวเองให้เจอ ทำกิจกรรมเยอะๆ ยื่นมือเข้าไปทำแล้วระหว่างทางจะเจอสิ่งที่ต้องการ เมื่อไหร่ที่เรารู้ว่าเราต้องการอะไรก็ทำเลย ทำให้ถึงที่สุดทำให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ เหมือนที่โบราณว่า อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล ถ้าจะไปเรียนต้องลองศึกษาด้วยตัวเองก่อน หาข้อมูลให้แน่ใจว่าตรงกับสิ่งที่ต้องการ ต้องรู้วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของตัวเอง ดิฉันไม่ได้ต้องการปริญญาแต่ต้องการวิชา มีใบรับรองความสามารถ (Certificate) หรือไม่ ไม่สำคัญ เพราะถ้าเล่นดีเดี๋ยวตัวเราจะเป็นใบรับรองความสามารถให้ตัวเอง ดังนั้น ที่นี่จะไม่ได้สอนแค่การแสดงอย่างเดียวจะสอนเรื่องมุมมองและวิธีคิดด้วย"

จากประสบการณ์ของครูเงาะพบว่า อุปสรรคที่บดบังศักยภาพของนักแสดงคืออะไร?

"อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของนักแสดงคือการไม่เป็นตัวของตัวเอง เป็นตัวของตัวเองคือเคารพความคิดและความรู้สึกของตนเอง ส่วนใหญ่ปัญหามักจะมาจาก ๑. ครอบครัวที่สอนลูกแบบดุด่า ประจานลูก กดให้ลูกขาดความมั่นใจในตัวเอง ๒. ครอบครัวที่พ่อแม่ทำให้ทุกอย่าง ตามใจจนเขาผิดธรรมชาติมนุษย์ ทำให้จนลูกไม่มีความคิดเป็นตัวของตัวเอง พวกนี้ก็จะไม่กล้าคิดเพราะถ้าคิดก็จะกลัวผิดเพราะที่ผ่านมามีคนคิดให้ตลอด สองประเภทนี้ยากที่สุดในการสอน เราต้องลบความเชื่อเก่าๆของเขา สร้างความเชื่อมั่นสร้างความรักให้เขากลับมารักตัวเองให้ได้ เพราะเด็กที่โดนด่าตลอดจะมีความรู้สึกว่าเขาไม่ดีพอ แล้วเขาก็จะกลัวทำผิดกลัวผลที่จะเกิด แต่นักแสดงเป็นแบบนี้ไม่ได้การแสดงต้องใช้สัญชาตญาณ การแสดงต้องใช้อิสระมากๆ อยากทำอะไรทำ ครูให้แลบลิ้น กระโดดไปมาต้องทำ อย่าคิดเยอะ อย่ากลัว อย่าห่วงสวย การเลี้ยงดูที่ทำให้เขาคิดว่าคุณค่าของเขามีแค่หน้าตา หรือคุณค่าของเขามีแค่ความเก่งถ้าไม่เก่งจะไม่มีคนรักเป็นสิ่งที่ผิด

วิธีดึงศักยภาพของเด็กที่ขาดความมั่นใจไม่เป็นตัวของตัวเองออกมาใช้ก็คือให้ความรักความเข้าใจ และทำให้เขารักตัวเอง คนที่ขาดความรักต่อให้เราให้มากแค่ไหน เขาก็ไม่เชื่อว่าเขาเป็นที่รัก เขาถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก มันสะสมเรื่อยๆ ดิฉันจะแก้ด้วยการทำจิตบำบัดให้เลย และพูดให้เขาเข้าใจทั้งในแง่จิตสำนึกและจิตใต้สำนึกว่า อะไรที่ชีวิตมนุษย์เราพึงจะเป็น คุณเกิดมา คุณไม่ได้เกิดมาด้วยความกลัว มนุษย์เราผิดพลาดได้เปลี่ยนเรื่องความเชื่อและมุมมอง ลองผิด ผิดเพื่อที่จะได้โตขึ้น"

การเป็นครูสอนการแสดงให้อะไรกับครูเงาะบ้างคะ?

"ให้เยอะมาก ได้ทำงานที่รัก การแสดงสอนให้เป็นตัวเองที่ดีที่สุดเท่าที่จะพัฒนาตัวเองได้ หันมามองตัวเองแล้วก็ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองมากขึ้นด้วยศาสตร์ของการแสดง การแสดงทำให้ครูได้รู้จักผู้คนมากมาย ทำให้มีโอกาสในชีวิตเข้ามาเยอะ ทำให้เราได้ช่วยเหลือคนอื่น เอาศาสตร์ที่เรารักทำให้คนอื่นมีชีวิตที่ดีขึ้น คือดิฉันเชื่ออย่างหนึ่งว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเหมือนเป็นดอกไม้ของโลก แต่ละดอกทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน ทุกดอกมีหน้าที่ของมัน วันนี้เราอาจไม่ได้เป็นทหารที่ไปสู้รบเพื่อประเทศชาติ ไม่ได้เป็นหมอรักษาคนไข้ แต่เป็นครูสอนการแสดงที่ทำให้นักเรียนมีชีวิตที่ดีขึ้น แล้วเขาก็เอาไปส่งต่อให้คนรอบข้างของเขา รู้สึกเหมือนโยนหินลงไปในน้ำก้อนเดียวแต่มันกระเพื่อมถึงฝั่ง และนี่ก็คือหน้าที่ของครูในการเกิดมาเป็นคน ดังนั้น อย่าท้อถ้าคนเราดีบนหน้าที่ของตัวเองในอาชีพและเคารพตัวเองจริงๆ มันจะส่งต่อไปถึงคนรอบข้าง ทุกคนมีหน้าที่ของตนเอง ทำอย่างไรให้หน้าที่ของเราให้ประโยชน์กับคนอื่น นั่นก็คือทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพราะอาชีพของเราอาจเป็นแรงบันดาลใจหรือจุดประกายความฝันให้กับคนอีกมากมาย"

ถ้าอยากจะเป็นแอ็คติ้งโค้ชเหมือนครูเงาะต้องทำอะไรบ้าง

"ต้องเช็คตัวเองว่าคุณรักการแสดงมากแค่ไหน แล้วรู้จักมันจริงหรือไม่ ถ้ายังรู้ไม่จริงต้องเริ่มฝึกฝนไปเรียนเพิ่ม ทำให้ตัวเองมั่นใจในการแสดงของตนเองให้ได้ก่อนที่จะไปสอนคนอื่น โดยไม่ต้องกลัวความผิดพลาด ฝึกฝนได้ เรียนรู้ไม่จบสิ้นเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง จากนั้นพอเรียนจนเก่งแล้ว ต้องเช็คตัวเองอีกว่าเป็นคนรักการสอนชอบอธิบายหรือเปล่า ชอบอธิบายแล้วต้องอธิบายได้ด้วย พิสูจน์ผลงานของตัวเองว่าสอนแล้วเขาเข้าใจที่คุณพูด เขาสับสนไปกว่าเดิม หรือเขาเบื่อที่จะฟังคุณ เพราะฉะนั้นตรวจสอบตัวเองดูว่าสามารถปรับปรุงและแก้ไขอะไรได้อีก หลักสำคัญคือทำอะไรทำให้จริง ทำให้ดี ให้ร้อยเปอร์เซ็นต์ในทางของเรา ถ้าครูไปทำสิ่งที่ไม่ถนัดก็ทำได้ไม่ดี แต่ถ้าเรื่องการแสดงครูสู้ขาดใจ เคารพในอาชีพของตัวเอง ไม่ได้แปลว่าจะไม่ยอมรับอาชีพคนอื่น แต่ถ้าถามเกี่ยวกับเรื่องที่ถนัดแล้วสามารถตอบได้ทันทีด้วยความมั่นใจ ถ้าทำได้ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไรก็ตามคุณจะสำเร็จในอาชีพของคุณ"

การแสดงไม่ใช่การสวมหน้ากาก แต่เป็นการถอดหน้ากาก และช่วยให้เราทำความเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของตัวเองได้อย่างชัดเจน เมื่อเราเข้าใจตนเองไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร เราจะเคารพในอาชีพนั้น และทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เมื่อนั้นเราก็จะประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน