สวนเกษตรของ ซูซาน แม็คเคนนา แกรนท์

บทความ-บุคคลต่างแดน

ซูซาน แม็คเคนนา แกรนท์ ฝันอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และฝันอยากจะใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามของประเทศอิตาลี แล้วความฝันทั้งสองประการของเธอก็กลายเป็นจริงในที่สุด

ซูซาน แม็คเคนนา แกรนท์ เป็นชาวแคนาดา เกิดที่เมืองไวโอมิง รัฐออนแทรีโอ แม่เป็นกุ๊กฝีมือเยี่ยม ส่วนพ่อเป็นนักล่าสัตว์และชอบออกหาอาหารในป่า หลังเรียนจบจาก Carlton University ในโทรอนโต เธอกับเพื่อนอีก ๓ คนได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท Alias Research Inc. ขึ้นมาประกอบธุรกิจพัฒนากราฟฟิคซอฟท์แวร์ 3Dในปี ๑๙๘๓ และออกแบบโปรแกรมที่ใช้ในภาพยนตร์หลายเรื่อง แต่วางมือจากธุรกิจเมื่อ Alias Research เข้าตลาดหลักทรัพย์ ในปี ๑๙๙๑

หลังวางมือจากบริษัท ซูซานได้รู้จักกับไมเคิล ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์อิสระ เมื่อเธอไปเช่าบ้านฤดูร้อนของไมเคิลในออนแทรีโอเพื่อพักผ่อนและใช้เวลาครุ่นคิดถึงอนาคต จากนั้นไม่นานทั้งสองก็แต่งงานกัน และตัดสินใจซื้อรถแคมเปอร์ (รถบ้าน) เพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวในยุโรปด้วยกันเป็นเวลา ๒ ปี ระหว่างการท่องยุโรปนี่เองที่สัญชาตญาณของผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารซึ่งได้รับถ่ายทอดมาจากผู้เป็นแม่ และการเสาะหาวัตถุดิบจากธรรมชาติของผู้เป็นพ่อได้หวนคืนมาสู่จิตสำนึกของซูซาน เธอจึงตัดสินใจไขว่คว้าหาความรู้เกี่ยวกับอาหารจากสถาบันชื่อดังหลายแห่ง เช่น Cordon Bleu, Ecole Lenotre, l'Ecole Francaise de Boulangerie d'Aurillac ในฝรั่งเศส Eloile Institute ในอิตาลี Le Centre de Formation d'Alain Ducasse และ The Baking Institute ในซานฟรานซิสโก

เมื่อมั่นใจว่าตัวเองมีความรู้ด้านอาหารมากพอ ซูซานก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าเธอจะเดินไปตามเส้นทางสายใหม่ที่ค้นพบ เธอคิดที่จะทำฟาร์มสักแห่งในชนบทของอิตาลี แล้วเธอก็ได้พบฟาร์มขนาด ๑๖๕ เอเคอร์ ที่ถูกทิ้งร้างบริเวณทิวเขากีอันตี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเหล้าองุ่นเก่าแก่ที่สุดของอิตาลี พร้อมปราสาทเก่าแก่สมัยอารยธรรมอีทรัสคัน (อารยธรรมโบราณของอิตาลี) อายุกว่าสองพันปีอีกหนึ่งหลัง

ซูซานกับไมเคิลจึงตกลงซื้อที่ดินพร้อมปราสาทเก่าแก่หลังนี้มาทำการปรับปรุง ฟื้นฟูให้กลายเป็นฟาร์มที่มีชีวิตชีวาเช่นเดียวกับสมัยเก่าก่อนและตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้ว่า La Petraia สถานที่พักผ่อนเชิงเกษตรที่พรั่งพร้อมด้วยบริการห้องพัก อาหารมีประโยชน์เลิศรสสไตล์ Slow Food (ตรงข้ามกับ Fast Food) ที่ปรุงจากวัตถุดิบ อันได้แก่พืชผักที่ปลูกขึ้นเอง และเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงเองภายในฟาร์มตามแบบฉบับอารยธรรมอีทรัสคัน อีกทั้งยังเปิดสอนการทำอาหารสไตล์ดั้งเดิมให้กับนักท่องเที่ยวที่สนใจอีกด้วย

เพราะ La Petraia ตั้งอยู่บนเนินเขา จึงมองเห็นทิวทัศน์กว้างไกลไปถึงเมืองซีเอนาซึ่งอยู่ห่างไปเพียง ๓๐ กิโลเมตร และทางทิศใต้ก็จะเห็นไร่องุ่นในพื้นที่กีอันตีคลาสสิโค ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเหล้าองุ่นชื่อดัง ส่วนทางทิศเหนือคือลาดเนินปกคลุมด้วยทุ่งดอกลาเวนเดอร์ซึ่งทอดตัวลงสู่แม่น้ำอาร์โน ภายในฟาร์มมีให้ชมทั้งหมูป่า กวาง กระต่าย นกพิราบ นกกระทา ไก่งวง และไก่ฟ้า นอกจากนั้นยังมีต้นเกาลัดอายุเกือบสี่ร้อยปี ปลูกไว้ก่อนแล้วเต็มพื้นที่ ๑๕ เอเคอร์ ให้ชมอีกด้วย และเป็นเพราะซูซานกับไมเคิลเน้นการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์โดยยึดแนวเกษตรอินทรีย์ตามแบบฉบับที่ปฏิบัติกันมาแต่ครั้งโบราณ La Petraia จึงไม่ได้เป็นแค่สถานที่สำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นฟาร์มตัวอย่างที่ร่วมงานกับคนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพื่ออนุรักษ์พันธุ์พืชและสัตว์หายากให้คงอยู่สืบไป

โครงการของซูซานและไมเคิลไม่ได้ยุติอยู่เพียงเท่านี้ ทั้งสองวางแผนที่จะปลูกไร่องุ่นและผลิตเหล้าองุ่นภายในฟาร์มของตัวเองอีกด้วยเพื่อให้ได้เหล้าองุ่นคุณภาพเยี่ยม แต่ไมเคิลยังต้องดูแลธุรกิจการลงทุนในโทรอนโต เขาจึงต้องเดินทางไปมาระหว่างโทรอนโตกับ La Petraia เป็นประจำเพื่อสานต่อโรงงานผลิตเหล้าองุ่นให้สำเร็จ และเมื่อถึงวันนั้นเขาก็จะปักหลักอยู่ที่ฟาร์มในอิตาลีกับซูซานอย่างถาวร

ความมุ่งมั่นในการสร้างสถานที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ลิ้มรสชาติอาหารที่อุดมด้วยคุณประโยชน์จากวัตถุดิบออร์แกนิคล้วนๆ และความที่เธอต้องการกระตุ้นเตือนให้ผู้บริโภคใส่ใจกับแหล่งอาหารที่ตนรับประทานตลอดจนขั้นตอนในการปรุงที่ถูกต้อง กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ซูซานเขียนตำราอาหารเล่มแรกออกมาชื่อ Piano, Piano, Pieno: Authentic Food from a Tuscan Farm รวมทั้งบอกเล่าประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับการปรุงอาหารแต่ละชนิดในครั้งอดีต โดยที่ไมเคิลเป็นผู้ถ่ายภาพประกอบทั้งหมดในหนังสือด้วยตัวเอง ตำราอาหารเล่มนี้ได้รับรางวัล Le Cordon Bleu World Food Media รางวัล Best Culinary Literature Book จาก Cordon d'Or Award และ Best Italian Cuisine Book จาก Gourmand World Cookbook อีกหนึ่งรางวัล

การผละจากโลกที่ก้าวล้ำนำสมัยด้วยเทคโนโลยีเพื่อหันมาสู่วิถีชีวิตแบบโบราณที่ผ่านมาหลายร้อยปีเช่นนี้ น่าจะต้องเป็นการตัดสินใจที่อาศัยความกล้าและเด็ดเดี่ยวไม่น้อย หากคิดกันอย่างผิวเผิน เราจะพบว่าความเจริญก้าวหน้าของสังคมปัจจุบัน มีหลายสิ่งหลายอย่างที่อำนวยความสะดวกสบายให้กับชีวิตเรามากกว่าสมัยก่อนเยอะทีเดียว แต่เมื่อหยุดคิดให้ดี เรากลับรู้สึกว่าความละเมียดละไมในวิถีชีวิตแบบโบราณกำลังขาดหายไปจากชีวิต ซูซานและไมเคิลอาจจะกำลังเดินย้อนไปเสาะหาความละเมียดละไมที่ว่านั้น และคิดว่าควรแบ่งปันให้คนอื่นสัมผัสกับความสุขที่พวกเขาได้รับก็เป็นได้