วัด-วัง กลางเมืองหลวง

150 ปี ศรีสวรินทิรา

ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ก็ได้เสด็จฯประทับ ณ พระบรมมหาราชวังมาแต่ต้น โดยในระยะแรกประทับด้วยพระชนนี ครั้นทรงดำรงพระอิสริยยศในฐานะพระภรรยาเจ้า ก็ยังคงประทับ ณ พระตำหนักเดิมร่วมกับพระพี่นาง พระน้องนาง และพระชนนี จนมีพระประสูติกาลพระราชกุมารพระองค์ใหญ่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯให้สร้างพระตำหนักใหม่พระราชทาน

เวลาผ่านไป พระบรมมหาราชวังเริ่มคับแคบ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯกลับจากการประพาสยุโรป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างวังสวนดุสิตขึ้น และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระตำหนักสวนหงส์ พระราชทานสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าด้วย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในพ.ศ.2453 สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกา เจ้าเสด็จฯไปประทับเป็นเพื่อนดูแลพระขนิษฐา สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินี ณ พระราชวังพญาไท ซึ่งมีพระพลานามัยไม่แข็งแรง ประทับอยู่ถึง 2 เดือน จากนั้นจึงกลับมาประทับที่พระตำหนักสวนหงส์

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างถนนปทุมวันกับคลองแสนแสบให้แก่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมชนกนาถ ที่ดินผืนนี้แต่เดิมเป็นร่องสวน ปลูกพืชไร่สวนผสม มีทั้งข้าวโพด อ้อย สวนผัก และสวนดอกไม้ ด้านเหนือติดคลองแสนแสบ ด้านใต้จรดถนนบำรุงเมืองหรือถนนพระราม 1 ด้านตะวันออกติดกับคลองอรชรริมวัดปทุมวนาราม ด้านตะวันตกจรดถนนพญาไท

ในระยะแรก สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าโปรดเกล้าฯให้สร้างเรือนพลับพลาเป็นที่ประทับแรมชั่วคราว จนกระทั่งใน พ.ศ.2456 โปรดเกล้าฯให้สร้างพระตำหนักใหญ่ พระตำหนักเขียวริมน้ำ และหมู่เรือนภายในวังสระปทุมเป็นที่ประทับจนเสด็จสู่สวรรคาลัย

ใกล้กับวังสระปทุมอันเป็นที่ประทับตลอดพระชนมชีพของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เป็นที่ตั้งของวัดปทุมวนาราม ซึ่งทรงมีพระราชศรัทธาพระราชทานพระราชินูปถัมภ์ตลอดมา โดยพระอารามหลวงแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดาทรงสร้างไว้ และพระราชทานว่า วัดปทุมวนาราม แต่คนทั่วไปเรียก วัดสระปทุม โปรดเกล้าฯให้นิมนต์พระสงฆ์ธรรมยุติกนิกายจากวัดบวรนิเวศวิหารมาเป็นเจ้าอธิการ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา พระราชมารดาเสด็จฯมาบำเพ็ญพระราชกุศลที่วัดอยู่เสมอ ทรงสร้างศาลาจัตุรมุขถวายไว้

เมื่อเสด็จมาประทับที่วังสระปทุม พ.ศ.2459 สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า มักจะเสด็จฯไปทรงธรรมที่วัดปทุมวนาราม ทรงพระราชศรัทธาพระราชทานพระราชินูปถัมภ์ ทั้งพระราชทานสิ่งของเครื่องใช้ ทั้งของส่วนพระองค์และของที่มีผู้ทูลเกล้าฯถวาย โดยมิได้ทรงยึดติดกับสิ่งของเหล่านั้นแต่อย่างใด พระราชทานพระราชทรัพย์ 7,000 บาท สร้างโรงเรียนปริยัติธรรมเพื่อให้พุทธศาสนิกชนมีโอกาสศึกษาเล่าเรียนทางพระพุทธศาสนา ทรงสร้างศาลาด้วยพระราชทรัพย์ 5,000 บาท อุทิศเป็นกุศลแด่ขรัวยายมาและขรัวยายสุด พระพี่เลี้ยงสองคนที่ถึงแก่อนิจกรรม ทั้งยังพระราชทานทรัพย์อีก 3,000 บาท สร้างห้องน้ำ 20 ห้อง ที่วัดปทุมวนาราม

ครั้นในเวลาต่อมาทรงต้องสูญเสียพระราชโอรสพระราชธิดา ทำให้ยิ่งทรงหันหน้าเข้าหาพระธรรมมุ่งมั่นการพระราชกุศลมากยิ่งขึ้น ทรงถวายสิ่งของต่างๆให้แก่วัดปทุมวนารามเป็นอันมาก อาทิ ตู้สังเค็ด (พระไตรปิฎก) งานพระบรมศพสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก โคมไฟแก้วเจียระไนจากพระตำหนักใหญ่

ทั้งนี้ก่อนหน้าที่ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก จะเสด็จสวรรคต ได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าว่า เมื่อพระองค์สวรรคตขอให้แบ่งพระอัฐิประดิษฐานไว้ ณ วัดปทุมวนาราม ด้วยทรงเป็นห่วงว่า หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา พระชายาซึ่งเป็นสามัญชนจะไม่มีโอกาสไปสักการะพระอัฐิในพระบรมมหาราชวังได้ ดังนั้น เมื่อพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2473 แล้ว สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าจึงโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระอัฐิพระราชโอรสส่วนหนึ่งมาประดิษฐานไว้ ณ พระสถูปเจดีย์ที่หอพระปริยัติธรรม พร้อมกับพระราชทานพระทนต์ให้บรรจุไว้ด้วย มีรับสั่งว่า เอาไว้เป็นเพื่อนลูกแดง

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ช่วยเหลือราษฎรผู้ยากไร้และประสบความเดือดร้อน ทั้งในยามปกติและเมื่อประสบภัยร้ายแรง วังสระปทุมในวันที่พระองค์ยังทรงพระชนมชีพจึงเป็นศูนย์กลางและที่พักพิงของประชาชนชาวไทยมิได้ขาด ในพ.ศ.2460 เมื่อพระนครเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ น้ำท่วมสูง ทรงพระกรุณาฯให้นำข้าวสารที่วังสระปทุมมีอยู่ ออกมาพระราชทาน ภาพของประชาชนที่พากันพายเรือมารับพระราชทานข้าวสารจนแน่นคลองแสนแสบ ยังเป็นที่จดจำตลอดมา นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ขุดบ่อน้ำ สระน้ำในชนบท เพื่อให้ประชาชนมีน้ำสะอาดอุปโภคบริโภค

ในวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2498 สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จสวรรคต ณ วังสระปทุม ด้วยพระอาการพระหทัยวาย สิริพระชนมายุ 93 พรรษา 3 เดือน 7 วัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดการพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง และมีพระราชพิธีถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง วันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2499 ในการนี้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร พระราชธิดาบุญธรรมพระองค์เดียวที่มีพระชนม์อยู่ ได้มีโอกาสสนองพระเมตตาในวาระสุดท้ายของพระชนม์

เมื่อเสร็จการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ประดิษฐานพระโกศพระบรมอัฐิในพระวิมานทอง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปประดิษฐานพระผอบพระบรมราชสรีรางคาร ณ พุทธบัลลังก์แห่งพระพุทธปฏิมาประธานองค์เดิมในพระอุโบสถวัดราชาธิวาส ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ขนานพระนามว่า พระสัมพุทธวัฒโนภาส