44 ปีวันพระราชทานนามมหาวิทยาลัยมหิดล กานต์ ตระกูลฮุน ปาฐกถา "พัฒนาประเทศไทยเพื่อรองรับการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน

รายงานพิเศษ

มหาวิทยาลัยมหิดลมีประวัติศาสตร์อันยาวนานถึง 125 ปี นับแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 พระราชทานกำเนิดโรงศิริราชพยาบาลเมื่อ พ.ศ.2431 พัฒนาเป็นราชแพทยาลัย โรงเรียนแพทย์แห่งแรกของประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.2433 ได้รับการสถาปนาเป็นมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เมื่อ พ.ศ.2486 ประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหิดลเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระนามาภิไธย "มหิดล" ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระมหาราชชนก ให้เป็นนามใหม่ของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2512 และได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทให้พัฒนามหาวิทยาลัย ขยายขอบข่ายวิชาการให้กว้างขวางเป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบเช่นในปัจจุบัน ชื่อมหาวิทยาลัยมหิดลสะท้อนภาพแห่งแผ่นดินที่มีชีวิต ศรัทธา มิตรภาพ และความเป็นสากล แสดงการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อดำรงมั่นในปณิธานแห่งการเป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อครั้งเสด็จฯ ไปทรงดนตรีเป็นการส่วนพระองค์ ณ สวนอัมพร พระราชวังดุสิตเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2513 ตอนหนึ่งว่า "ผู้ที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็ถือต่างเป็นลูกของท่าน ก็นับว่าเรามีสิ่งที่ใกล้เคียงกัน เพราะว่าเป็นลูกของท่านเหมือนกันและนับได้ด้วยว่ามีพี่น้องจำนวนมากน่าชื่นใจ คนที่เป็นพี่น้องกันควรช่วยกันเสมอ มีความสามัคคีกัน เพื่อที่จะให้วงศ์ตระกูลชื่อเสียงของตนดีสร้างสรรค์ให้ทำประโยชน์ให้ส่วนรวมมีความเจริญก้าวหน้า"

มหาวิทยาลัยมหิดลจัดงาน 44 ปีวันพระราชทานนามมหาวิทยาลัยมหิดล ในวันที่ 1 มีนาคม 2556 ณ อาคารสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ในช่วงเช้ามีพิธีสงฆ์ พิธีวางพานพุ่มสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และพิธีเปิดนิทรรศการผลิตภัณฑ์วิชาการ จากนั้นเป็นปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์ นายแพทย์กษาน จาติกวนิช ครั้งที่ 8 เรื่อง "การพัฒนาประเทศไทยเพื่อรองรับการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน (AEC)" โดย กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย และมีพิธีแสดงมุทิตาจิตผู้อาวุโส ณ ห้องบรรยาย ศาสตราจารย์ นายแพทย์กษาน จาติกวนิช โดยมี ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ทายาทเป็นตัวแทนรับฟังครั้งนี้ ในภาคบ่ายมีพิธีมอบรางวัลและเชิดชูเกียรติรางวัลมหิดลทยากร อาจารย์ตัวอย่าง อาจารย์ที่ปรึกษาฝ่ายกิจการนักศึกษา ผลงานการประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตร รางวัลข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานมหาวิทยาลัยดีเด่น รางวัลแม่ดีเด่น บุคลากรเด่นและผู้มีสิทธิรับเข็มเครื่องหมายมหาวิทยาลัย ณ ห้องบรรยายศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์

พัฒนาสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ เปิดบทบาทมหาวิทยาลัยสู่สากลให้โอกาสผู้ด้อยโอกาสในชนบททางด้านการแพทย์ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง อธิการบดีศาสตราจารย์ นายแพทย์กษาน จาติกวนิช ได้ก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการขยายสาขาวิชาการต่างๆให้กว้างขวางขึ้น โดยจัดตั้งหน่วยงานในฐานะโรงเรียนพยาบาลและผดุงครรภ์เป็นคณะพยาบาลศาสตร์ จัดตั้งศัลยศาสตร์ทรวงอกและโรคหัวใจและยังริเริ่มการผ่าตัดหัวใจเป็นรายแรกที่โรงพยาบาลศิริราชเมื่อ พ.ศ.2497 จัดตั้งโครงการศึกษาวิจัยสิ่งแวดล้อมพัฒนาเป็นคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ จัดตั้งคณะเวชศาสตร์เขตร้อน สถาบันวิจัยโภชนาการ บทบาทมหาวิทยาลัยมหิดลสู่สากล

ศาสตราจารย์ นายแพทย์พรชัย มาตังคสมบัติ เล่าว่า ในช่วงที่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์กษาน จาติกวนิช ดำรงตำแหน่งอธิการบดี นับได้ว่ากิจการทางวิชาการของมหาวิทยาลัยสู่เวทีนานาชาติอย่างแท้จริง ท่านได้ชักนำผู้นำประเทศเพื่อนบ้านส่งนักเรียนมาเรียน นับเป็นการบุกเบิกงานวิชาการมหาวิทยาลัยมหิดลสู่เวทีนานาชาติ ขณะเดียวกันสร้างโอกาสให้กับเด็กในชนบทเข้ามาศึกษาวิชาแพทยศาสตร์สามารถกลับไปพัฒนาชนบทและแพร่หลายไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆอีกหลายแห่ง นอกจากนี้เป็นผู้ริเริ่มจัดงานวันมหิดลเพื่อนำรายได้มาช่วยเหลือผู้ป่วยอนาถาโรงพยาบาลศิริราชเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์โรงพยาบาลผู้ยากไร้และเป็นมหาวิทยาลัยชุมชน วางรากฐานวงการแพทย์ด้านโรคหัวใจจัดตั้งศูนย์โรคหัวใจคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และโรงพยาบาลโรคปอด นนทบุรี สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยและเปิดประตูวิชาการแพทย์หัวใจไทยสู่นานาประเทศ พัฒนาสำนักงานอธิการบดีเพื่อให้สนองตอบต่อการเปลี่ยนแปลง

ศาสตราจารย์ นายแพทย์กษาน จาติกวนิช "อาจารย์หมอกษาน" เป็นบุตรคนที่ 4 ของ พลตำรวจโทพระยาอธิกรณ์ประกาศ และ คุณหญิงอธิกรณ์ประกาศ เกิดเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2455 สมรสกับ สุมาลี ยุกตะเสวี ธิดาของ หลวงยุกตะเสวีวิวัฒน์ และ คุณหญิงยุกตะเสวีวิวัฒน์ ภายหลังได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าทุติยพิเศษฝ่ายใน ปัจจุบันเป็น ท่านผู้หญิงสุมาลี จาติกวนิช มีธิดาคนเดียวคือ ดร.กษมา (จาติกวนิช)วรวรรณ ณ อยุธยา ต่อมาสมรสกับ ม.ร.ว.ชาญวุฒิ วรวรรณ ที่ได้มีโอกาสทำงานกับศาสตราจารย์ นายแพทย์กษาน กล่าวว่า "อาจารย์เป็นสุภาพบุรุษ สุภาพ และยังเป็นนักกีฬา เคยเป็นนักเทนนิสฝีมือดี เป็นที่รักของทุกคนและยังมีความเป็นผู้นำ นักบริหารชั้นเลิศ"

ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสนอ อินทรสุขศรี กล่าวว่า "ถ้าเราเลี้ยงม้าแล้วจูงม้าไปที่ลำธารบังคับม้าให้มันกินน้ำถ้าม้าอิ่มและไม่กินน้ำบังคับอย่างไรมันก็จะไม่กินน้ำต้องให้มันหิวน้ำก่อนเหมือนดังกับเรา ถ้าเราจะเป็นหัวหน้างานนักธุรกิจเราต้องหาทางว่าทำอย่างไรนักเรียนจึงจะหิววิชา ทำอย่างไรลูกน้องจึงจะหิวการทำงานหรือทำอย่างไรผู้ที่เราติดต่อนั้นจะหิวธุรกิจของเรา" ศาสตราจารย์ นายแพทย์กษาน จาติกวนิช เสียชีวิตอายุ 84 ปี มหาวิทยาลัยมหิดลซาบซึ้งในคุณงามความดีที่ท่านอาจารย์อุทิศกำลังกายกำลังใจในการวางรากฐานและพัฒนามหาวิทยาลัยมหิดลและเปิดบทบาทมหาวิทยาลัยสู่นานาชาติดำเนินงานมาจนถึงปัจจุบัน การจัดแสดงปาฐกถาในครั้งนี้เพื่อเป็นการรำลึกถึง ศาสตราจารย์ นายแพทย์กษาน จาติกวนิช จะอยู่ในใจของพวกเราชาวมหิดลตลอดไป

ศาสตราจารย์ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นประธานวางพานพุ่มถวายสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และยังเป็นนิทรรศการผลิตภัณฑ์วิชาการ พร้อมกล่าวแนะนำวิทยากร กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย ด้วยผลงานสำคัญอย่างต่อเนื่องสร้างชื่อเสียงให้องค์กรในระดับโลก ปี 2555 เอสซีจียังได้รับการประเมินและจัดอันดับในดัชนีวัดประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนดาวน์โจนส์หรือDJSI ให้เป็นที่1ของโลกในสาขาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้างเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน และอยู่ในระดับ Gold Class ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 ตั้งแต่ปี 2551 DJSI เป็นดัชนีหลักทรัพย์ประเมินประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทชั้นนำระดับโลกซึ่งกองทุนต่างๆจากทั่วโลกใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาลงทุน ด้วยเชื่อมั่นว่าบริษัทที่อยู่ใน DJSIสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและยั่งยืนให้กับผู้ลงทุน

กานต์ ตระกูลฮุน กล่าวปาฐกถาเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ฟังในห้องประชุมใหญ่ได้อย่างเป็นกันเองยิ่ง "ผมรู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมงานสำคัญอย่างยิ่ง ตื่นเต้นเป็นอย่างมากเมื่อรู้ว่าจะต้องมาบรรยายที่มหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งๆที่ผมทำหน้าที่ผู้บรรยายบ่อยครั้ง แต่เมื่อคืนนี้นอนไม่หลับจริงๆ ผมพยายามนอนตั้งแต่เกือบๆสี่ทุ่ม ตื่นมาตีหนึ่งนอนกระสับกระส่ายเพราะกลัวจะมาไม่ทัน เนื่องจากผมมีเลขานุการหลายคน เลขาฯสั่งให้ผมให้มาถึงก่อนเวลา ให้ออกจากบ้านไม่เกิน 07.20 น. มาถึงที่นี่ยังไม่ถึง 08.00 น. ก็วนเวียนอยู่ที่จอดรถ ไม่กล้าเข้ามาก่อนเวลาเพราะกลัวว่าทุกคนจะเดือดร้อนที่วิทยากรมาถึงก่อนเวลา เป็นครั้งแรกที่ผมมามหาวิทยาลัยมหิดลศาลายาจึงได้รู้ว่าผู้บริหารมหิดลมีวิสัยทัศน์ยาวไกลมากที่เลือกให้มหาวิทยาลัยออกมาสู่ชานเมือง ย้ายออกมาจากรุงเทพฯก่อนแล้วมาอยู่ที่นี่อากาศดีมาก"

"ผมขอกราบเรียนว่า ผมมีปัญหาสุขภาพเล็กน้อยโดยเฉพาะปัญหาเรื่องตา ผมเคยผ่าตัดตาเมื่อสองปีก่อนหน้านี้แล้ว และในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาผมประสบปัญหาจอประสาทตาหลุดทั้งสองข้างอันเนื่องจากออกกำลังกายเกินกำลังฟิตมากครั้งละ 1 ชั่วโมงเป็นเวลา 1 เดือน เมื่อเอาเท้าเกี่ยวเครื่องออกกำลังกายแล้วเอาหัวห้อยลงมาได้รับการดูแลจากแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดีเป็นอย่างดี ตาซ้ายที่ผ่าไปนั้นม่านตายังขยายอยู่มีแสงเข้ามาเยอะ ผมต้องเตรียมแว่นตาดำมาด้วย ไม่ได้เตรียมตัวมาจัดคอนเสิร์ตอะไร เปลี่ยนแว่นตา ผมใส่แว่นตาดำจะดูดีกว่าไมใส่แว่นตาเยอะ ก่อนใส่จะต้องดึงแว่นขึ้นอีกนิดหนึ่งเพราะไลน์แว่นตาจะทับอยู่กับคิ้วหนาของผม จะได้เท่ขึ้นมานิดหนึ่ง ผมเตรียมงานที่จะบรรยายทั้งหมด 50 สไลด์ด้วยกัน บรรยายแบบสบายๆทีมงานเตรียมงานมาให้ด้วย บางช่วงผมขออนุญาตใส่แว่นเมื่อรู้สึกตึงๆตา"

กระแสโลกถ้าพิจารณา 3 เรื่อง AGE A คือ Aging Society เราก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุแน่นอน ตัวG คือ Green เอสซีจีทำเรื่อง Green เราทำเรื่อง sustainable development เรื่องกรีนเราทำสินค้าGreen ตัวสุดท้ายคือ E Energy การใช้พลังงานไม่ว่าจะเป็นการใช้โทรศัพท์มือถือ การใช้รถยนต์ เทคโนโลยีก็อยู่ เจ๊ผมแฟนผมที่เคารพมากก็เลยเรียกอย่างนี้ เรานัดเจอกันที่ประเทศบราซิล ต่างคนต่างขึ้นเครื่องบินไปพบกัน ผมไล่เช็คมีวิวไรเดอร์อยู่ไฟลท์หนึ่งผมรีบบอกไปว่าให้รีบเปลี่ยนไฟลท์ เพราะได้ข่าวว่าจะมีปัญหา คือผมไม่อยากจะเปลี่ยนเจ๊ครับ เพราะเจ๊ดีมาก แต่บางคนอยากจะเปลี่ยนเจ๊ถ้ามีปัญหาอย่างนี้อยากจะเปลี่ยนเจ๊มากๆ บอกให้เขาเปลี่ยนไฟลท์ ทั้งหมดนี้ถ้าเราอยู่ในธุรกิจประเภทนี้เราอยู่ในทิศทางนี้เราอยู่รอด เมื่อเจาะลึกเข้าไปในอาเซียน จีน ญี่ปุ่นมีแนวโน้มจะมาเมืองไทยเยอะ ประเทศฝรั่งเศสมีคนทั่วโลกเข้าไปท่องเที่ยวที่ติดอันดับ ความจริงเมืองไทยมีศักยภาพเรื่องท่องเที่ยวสูงมาก ขอเพียงไทยและกัมพูชาไม่ต้องทะเลาะกันให้มากนัก

เมื่อเจาะตัวเลขGDP อาเซียน 588 ล้านคน 5,700 เหรียญต่อหัว จีน 8,400 เหรียญ/หัว ไทย 9,400 เป็นอันดับ 4 ยังมากกว่าจีนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับGDP ไม่ต้องพูดถึงสิงคโปร์เพราะเขาพัฒนาเป็นประเทศที่พัฒนาไปเรียบร้อยแล้ว บรูไนยังไม่พัฒนาแต่น้ำมันต่อหัวเยอะเหลือเกิน มาเลเซียกับไทย เขาเริ่มฉีกตัวออกไปในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมาจากเดิมที่อยู่ใกล้เคียงกัน เขาไปแบบก้าวกระโดด แต่เราก็ยังอยู่เหนืออินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กราฟที่ตีตื้นขึ้นมา

ญี่ปุ่นประชากรอายุต่ำกว่า 30 ปีคือ Generation Y เอสซีจีในวันนี้มี Generation Y จำนวน 30% จริงๆเพิ่มขึ้นเป็น40% เมื่อมีการเทคโอเวอร์บริษัทต่างๆในประเทศอินโดนีเซียกลายเป็นบริษัทอายุค่อนข้างเยอะ แต่ห้าปีข้างหน้าเราจะมี Generation Y จำนวน 53% ตัวเลขของไทยเป็นลำดับที่ 6 ในอาเซียนสิงคโปร์อายุแก่สุด อายุเกินกว่า 30 ปีมีจำนวน 37% ไทย 42% เวียดนาม อินโดนีเซียประมาณ 50% ญี่ปุ่น 28-34 % ผมเป็นกรรมการมหาวิทยาลัยอินเซปท์ของฝรั่งเศสฟองเทนเฟลอมีข้อกำหนดที่สิงคโปร์ ทุกปีต้องไปประชุมกรรมการมหาวิทยาลัย มีการมองไปข้างหน้า 13 ปี เขาเชิญองค์ปาฐกไปบรรยายจำนวน 3 คน นอกยุโรป ผมมาจากอาเชีย อีกคนมาจาก South Africa อีกคนมาจากสหรัฐอเมริกา บรรยายในห้องใหญ่ๆอย่างนี้

"ผมพูดเป็นคนที่ 2ประโยคที่ผมใช้ก็คือยุโรป is Hopeless คำนี้ทำให้เขาฮือ ทั้งหมดนี้ ผมตั้งใจให้เขาฟังเรื่องราวที่ผมจะพูดต่อไปนี้ พูดถึงการจะใช้กระบวนการDevelopment Sustainable ได้อย่างไร ยุโรปมีปัญหาเยอะมาก ผมไปญี่ปุ่น ผมทำงานเอสซีจีมาแล้วสามสิบกว่าปีมาแล้ว ผมทำงานเป็นปีที่ 36 ผมเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น170กว่าครั้งแล้ว ผมบินปีละ 200 วันนอกประเทศไทย ในประเทศไทยผมก็ยังเดินทางอีก ดังนั้น บ้านผมในเมืองไทยจะนอนพักน้อยมาก ญี่ปุ่นเมื่อสองปีที่แล้วผมเป็นกรรมการบริษัทคูโบต้า ถ้าสนใจเข้าไปในกูเกิ้ลใส่ชื่อผมเป็นภาษาอังกฤษแล้วค้นข้อมูลในกูเกิ้ล ผมก็พูดว่าจะต้องมีบริษัทเอเชียเข้าไปเทคโอเวอร์บริษัทในยุโรป กรณีญี่ปุ่นประชากรเมื่อปี 2498 เป็นปีที่ผมเกิดมีประชากร 80 ล้านคน ห้าสิบปีต่อมา 2548 มีประชากรเพิ่มเป็น 120 ล้านคน โปรเจ็คชั่นแต่ละปี คาดหมายว่าในปี 2598 ประชากรญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 80 ล้านคน การบริโภคค่อนข้างมาก" กานต์ ตระกูลฮุน ให้ตัวเลขได้อย่างน่าสนใจ

อาเซียนของเราเองในช่วงแรกนั้นทุกรัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ เรื่องการลงทุนระหว่างอาเซียนด้วยกันเอง เรามีนักลงทุนจากต่างประเทศเยอะ จากข้างนอก 75% จากภายใน 25% การลงทุนระหว่างกันเองนั้นปี 2553ยังอยู่ระหว่าง10% สองปีที่ผ่านมาขึ้นมากกว่า10% แรงงานฝีมือทางด้านพยาบาล วิศวกร สถาปัตย์ ด้านการบัญชี วัฒนธรรมของอาเซียน ไทยต้องยอมรับความจริงว่าค่าแรงงานของเราไม่ใช่ขั้นต่ำแล้วเมื่อเปรียบเทียบกับลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า มีการตัดราคาเพื่อจะสู้กันเองด้วย การแข่งขันจะรุนแรงมากขึ้นมีทั้งโอกาสและวิกฤติ เอสซีจีเราลงทุนภายนอกเยอะ ในภูมิภาคอื่นๆ ก็ยังไม่ได้เตรียมตัวเข้าอาเซียนกันมากมายนัก เรามีธุรกิจกระเบื้องเซรามิคสกระเบื้องคอตโต เรามีในไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวมแล้วเรามีส่วนแบ่งการตลาดกระเบื้องเซรามิคสูงสุดในโลก ปรากฏว่านำเข้ามาจากประเทศเวียดนาม ขณะนี้เราไปซื้อบริษัทใหญ่ที่สุดของเวียดนาม สุดท้ายก็เป็นของเราอยู่ดี ตอนนี้กล่าวได้ว่าลูกค้าจะไปซื้อกระเบื้องเซรมิคที่ไหนก็ได้ก็เป็นลูกค้าของเอสซีจีอยู่ดีทั้งหมด เรื่องค่าแรงขั้นต่ำไม่ว่าเราจะใช้สถานที่เวียดนาม ส่วนใหญ่มีโรงงานทางฮานอย ที่ประเทศฟิลิปปินส์แก๊สแพงมาก จากมะนิลาไปมินดาเนาแพงยิ่งกว่าออกจากกรุงเทพฯออกไป ทั้งหมดนี้เลือกได้ โอกาสเยอะมากๆ

โรงพยาบาลก็ลิงค์ไปทางการให้บริการ จากนี้ไปกลุ่มเป้าหมายใช้หลักการตลาด เรื่องคุณภาพ เรื่องแบรนดิ้งด้วย แอทแทรคเอฟบีไอ ก่อนเออีซีเกิดนั้นจะมาลงประเทศใดประเทศหนึ่งเมื่อรวมกันเป็นสิบประเทศ การลงทุนมาอยู่แล้วถ้าเข้ามาลงทุนในอาเซียนจะเริ่มต้นที่ประเทศไทยก่อนเพื่อนเพื่อจะไปลงทุนต่อไปในประเทศอื่นๆ ประเทศไทยมีญี่ปุ่น 4หมื่นกว่าคนเยอะที่สุดในโลกจำนวนพอๆกับเซี่ยงไฮ้ มีโรงเรียนภาษาญี่ปุ่นใหญ่ที่สุดในโลกนอกประเทศญี่ปุ่นและจะเข้ามาอีกเยอะ สำคัญที่สุดก็คือเงินเข้ามาเยอะๆจะลงทุนอะไรที่เหมาะสมที่เป็นประโยชน์ต่อภาคประชาสังคมด้วย

การใช้แรงงานฝีมือจะทำอย่างไร มหาวิทยาลัยต่างๆ นักวิจัยต่อนี้ไปจะมีโอกาสมีงานเข้ามามาก โรงพยาบาลทั้งหลายจะเกิดขึ้น การข้ามไปข้ามมาระหว่างคนและโรคภัยไข้เจ็บ ที่ผ่านมาเราเคยเทกโอเวอร์บริษัทที่มีปัญหาเจ๊งเราไปเทคโอเวอร์เข้ามา แต่ต่อนี้ไปเราจะเข้าไปเทคโอเว่อร์บริษัทดีๆเข้ามา เราต้องการคนดีๆ ในการทำงาน เงินทุนเข้ามาอะไรๆก็เกิดขึ้น ในยุโรปเงินลงทุนมีข้อจำกัด บอนด์อิตาลีเมื่อต้นเดือนมกราคมเปลี่ยนแปลงส่งผลความเชื่อมั่นน้อยลง การลงทุนระหว่างอาเซียนด้วยกัน 10% ซื้อขายกันเอง 25% ประสบการณ์ที่ตนเองไปพูดเรื่องอาเซียนสิบกว่าปีมาแล้ว ส่วนหนึ่งที่มีการขยับสูงขึ้นเนื่องจากเอสซีจีเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้นในประเทศแถบอาเซียนด้วย

ประเทศสิงคโปร์กวาดการลงทุนทั้งหมดไปครึ่งหนึ่ง เป็นเพราะสภาพการเมืองนิ่ง ทุกอย่างพร้อมสรรพ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันกีฬาสีเป็นเวลาหลายปี เมื่อก่อนเราเป็นที่ 1 ที่ 2 มาตลอด มาระยะหลังแพ้เวียดนาม มาเลเซีย เป็นเวลา 3 ปีต่อกัน ต้องเชิญผู้นำกีฬาสีมานั่งคุยกัน สิงคโปร์มีการลงทุนจากกลุ่มที่มีความเป็นไปได้ทางด้านการลงทุนหลายด้านประกันชีวิต สิ่งสำคัญของประเทศชาติให้เป็นเบอร์ 1 เทรดการค้าของโลกลดลง ตะวันออกกลางขึ้นมาก็มามีปัญหาทำให้แผ่วลงไป อาเซียนขึ้นต่อเนื่อง ต่อไปต้นทุนการเงินจะถูกลง ทรัพย์สินในการลงทุน logistic network

ประเทศไทยมีความได้เปรียบในด้านการเป็นศูนย์กลางของสุวรรณภูมิ ไปถึงมาเลเซีย สิงคโปร์ เราต่อกับจีนตอนใต้ ทางขวามือสุด อาเซียนบวก 3 อาเซียนบวก 6 อาเซียนบวก 8 เมื่อ 3-4 ปีก่อน พวกจีน ญี่ปุ่น เกาหลีมาไทยเยอะ เชิญไปพูดเรื่องอาเซียน เห็นได้ชัดว่ากลุ่มนอกอาเซียนจะเป็นช่วยให้การรวมตัวของพวกเรากันเองดีขึ้นและเร็วขึ้น บางทีพวกเราจะขัดขากันเองตีกันเองบ้าง แต่พอคนนอกเข้ามาให้เรารวมกันเพื่อเขาได้ประโยชน์ด้วย โดยเฉพาะเขาเป็นประเทศที่พัฒนา ญี่ปุ่น จีน เกาหลี จะช่วยให้เรารวมตัวกันได้เร็วขึ้นและมากขึ้นด้วย ทารีฟ ตรงกลางคือค่าเฉลี่ยอาเซียนสิบประเทศด้วย ถ้าดูอาเซียน อินโดนีเซีย มาเลย์ ไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน จาก 36 เหลือ 0.1 ประเทศลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชาเริ่มต้นไปได้ดีแล้ว อาเซียนสิบประเทศก็จะมีความร่วมมือกันอย่างดีด้วย

โอกาสของแต่ละประเทศ ประเทศที่พัฒนาน้อยหน่อย เวียดนาม กัมพูชา พม่า ลาว ประเทศเหล่านี้ยังมีวัตถุดิบทรัพยากรรวมถึงเรื่องแรงงาน ส่วนประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนามจะมีฐานการผลิตที่ดี ส่วนประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทยจะมีความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีการผลิต ส่วนประเทศเวียดนามจะข้ามตัวเองไปสู่ประเทศที่มีฐานการผลิตที่ดี ประเทศไทยก็ต้องก้าวพ้นตัวเองมิฉะนั้นก็จะไปเทียบเคียงอยู่กับเวียดนามด้วย

เอสซีจีครบรอบร้อยปีขณะนี้เรามีธุรกิจมากมาย โปรดักส์จากที่เรามีในประเทศเป็นการผลิตนอกประเทศเพิ่มเติม โฟกัสในเรื่องวัสดุก่อสร้างเน้นในเรื่องสินค้ากรีน วัฒนธรรมขององค์กรเปลี่ยนแปลงไป เพียงกระแอมพรรคพวกไปลงมือทำ "ผมเดินทางไปต่างประเทศปีละสองร้อยวัน เอ็มพาวเวอร์จากข้างล่างเขาทำกันได้เอง เป็นวัฒนธรรมขององค์กรแม้ผู้นำองค์กรไม่อยู่ ทุกอย่างก็ขับเคลื่อนไปได้ด้วยทรัพยากรคน โรงงานใหญ่ๆเน้นการผลิตแต่เราเปลี่ยนแปลงไปเป็นโรงงานที่รักษาสิ่งแวดล้อม ถ้าท่านทำแบรนดิ้งอย่างเดียว หรือการทำอาร์ดีอย่างเดียวคนก็ไม่รู้ ทุกอย่างต้องทำควบคู่กันด้วย"

คนไทยเป็นพวกรักถิ่นฐานของตัวเองมากไม่ชอบที่จะเดินทางไปประจำอยู่ต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปี 2555 เอสซีจีเทคโอเวอร์บริษัทมาแล้วได้บริษัทในอาเซียนทั้งหมด 17 บริษัท เทคโอเวอร์บริษัทจากสหรัฐอเมริกาด้านเทคโนโลยีอีก5บริษัท บริษัทในประเทศอินโดนีเซียมีมูลค่าสูงสุด รองลงมาในประเทศเวียดนาม ขณะนี้มีพนักงานเอสซีจีจำนวน 6,000 คนอยู่ในอินโดนีเซีย 2,500 คนอยู่ในเวียดนามเมื่อครบกำหนดสัญญาจะมีพนักงานเอสซีจีอยู่ในเวียดนาม 4,000 คน

"มีตัวเลขที่น่าสนใจเรามีพนักงานที่จบปริญญาเอกจำนวน 71 คน จากเดิมมีเพียง 2 คนเท่านั้น คนที่จบปริญญาเอกที่นั่งอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้คาดหมายว่ามีหลายคนด้วยกัน เมื่อก่อนนี้มีคนที่จบระดับปริญญาเอกแค่คนสองคนก็ปวดหัวมากพอแล้ว ตอนนี้เรามี 71 คนตั้งใจว่าปีนี้จะเพิ่มจำนวนปริญญาเอกขึ้นเป็นร้อยคน" กานต์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะจากทุกคนในห้องประชุม

ปูนซีเมนต์เป็นดัชนีสำคัญในการวัดการเติบโตของเศรษฐกิจ เมื่อปี 2547 เอสซีจีเน้นงานวิจัยและพัฒนาด้วยเงิน 40 ล้านบาท (4%) จากยอดขายสองแสนล้านบาท ในเวลาต่อมาสามารถพัฒนายอดขายเพิ่มขึ้นจนปัจจุบันเป็นสี่แสนล้านบาท โดยไม่จำเป็นว่าเราต้องไปเกิดใหม่เป็นชาติเกาหลีเราเป็นคนไทยก็ประสบความสำเร็จด้วยระบบของการจัดการที่ดีโดยเฉพาะเรื่องการฝึกฝนบุคลากร ปัจจุบันนักเทคนิคยังขาดแคลนอยู่มาก ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มทักษะในการใช้ภาษาด้วยการฝึกอบรมเป็นเวลา 6 เดือนก่อนที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ สิ่งสำคัญเอสซีจีไม่เคยทิ้งในเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยการทุ่มเทเป็นอย่างมากถึงกับคว้ารางวัลระดับโลก

"ผมทำงานในองค์กรเอสซีจีมาแล้ว 36 ปีเสมือนหนึ่งเพิ่งทำงานเพียง6ปีเท่านั้น เมื่อเริ่มต้นทำงานใหม่ๆผมเป็นกรรมการชุมชนสัมพันธ์ดูแลชุมชนรอบโรงงานซึ่งอยู่ห่างไกลกันมาก ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีหมู่บ้านแต่อย่างใดเราต้องสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างโรงงานและชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เมื่อไม่นานมานี้ผมได้รับเชิญให้ไปพูดในคณะกรรมาธิการของรัฐสภา บรรดาผู้แทน 7-8 คนก็ชวนผมถ่ายรูปจากนั้นก็หายตัวกันไปหมดแม้แต่ประธานกรรมาธิการก็ไม่มีใครอยู่ สุดท้ายก็ไปตามประธานกรรมาธิการมานั่งฟังผมพูดได้เพียงคนเดียว" กานต์เล่าพลางเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ฟังครืนใหญ่

กานต์ ตระกูลฮุน ให้ข้อสรุปในตอนท้ายว่า มหาวิทยาลัยมหิดลมีแบรนดิ้งที่ดีเป็นสถาบัน Top of Mind ของเมืองไทยเป็นที่ชื่นชมของคนไทยและชาวต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันองค์กรต่างๆจะต้องสร้างโอกาสให้กับเมืองไทยโดยเฉพาะยิ่งองค์กรเอสซีจีจะต้องทำหน้าที่ด้วยการเตรียมความพร้อมผลักดันองค์กรก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงบนพื้นฐานพัฒนาอย่างยั่งยืนเมืองไทยจะเฟื่องฟูในบรรยากาศของประชาคมอาเซียนอย่างแน่นอน