มากิ ฟูจิอิ

อาสาสมัครพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ สะพานเชื่อมความเข้าใจไทย-ญี่ปุ่น
สุขที่ใจรัก
ช่างภาพ: 

ไม่เพียงมีใจรักในศิลปะ แต่ยังใฝ่รู้ในเรื่องภาษาและวัฒนธรรมประเพณีของประเทศที่ตัวเองได้ไปอาศัยพักพิง โดยเฉพาะประเทศไทยที่มาใช้ชีวิตอยู่นานกว่าสิบปีแล้ว สุภาพสตรีชาวญี่ปุ่นผู้นี้จึงนับเป็นชาวต่างชาติที่รู้จักความเป็นไทยดีพอตัวคนหนึ่ง และขณะนี้เธอก็กำลังสนุกกับการมาเป็น มัคคุเทศก์อาสาสมัครคนแรกของพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ ในซอยองครักษ์ ๑๓ ย่านสามเสน งานที่เปิดโอกาสให้เธอได้ทำตัวเป็นดั่งสะพานทอดข้ามให้คนสองชาติได้เกิดความเข้าใจในกันและกันมากยิ่งขึ้น

"ตั้งแต่แรกที่ดิฉันมาอยู่ในประเทศแถบเอเชียอาคเนย์ก็คิดแล้วว่า เราอยากจะเป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมเพื่อแนะนำให้คนญี่ปุ่นรู้จักประเทศไทยและประเทศอื่นๆ รู้สึกดีใจมากค่ะที่ตอนนี้ทำได้แล้ว"

คุณมากิ ฟูจิอิ เป็นชาวกรุงโตเกียวที่เมื่อสมรสแล้วต้องย้ายติดตามสามีไปประจำการที่ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้เธอเคยอยู่ที่สิงคโปร์ ต่อด้วยมาเลเซีย แล้วจึงย้ายกลับญี่ปุ่น แต่ผ่านไปเพียง ๔ ปีก็ต้องโยกย้ายกันอีกครั้ง จุดหมายคือประเทศไทย ประเทศที่เธออยู่มานานถึง ๑๑ ปี จนรู้สึกผูกพันและตั้งใจจะให้เป็นที่พักถาวรในยามบั้นปลายของชีวิต

"ดิฉันเรียนจบปริญญาตรี-โท สาขา Japanese Painting จาก Musashino Art University ตอนอยู่ญี่ปุ่นเคยเป็นจิตรกร วาดภาพทั้งสไตล์ญี่ปุ่น จีนโบราณ และยังเขียนลายกิโมโนด้วย พอย้ายไปอยู่ต่างประเทศมีเพื่อนเป็นคนเชื้อชาติต่างๆ เยอะเลยได้รู้วัฒนธรรมของเอเชียจากการพูดคุยกับเพื่อนๆ พอมาอยู่เมืองไทย สามี (คุณยาสุฮิเดะ ฟูจิอิ ปัจจุบันทำงานอยู่ที่ KPMG Phoomchai Business Advisory Ltd.) สงสารเห็นว่าอยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ แล้วเขารู้ว่าดิฉันมีความรู้เกี่ยวกับเอเชียเยอะเลยแนะนำให้เขียนบทความลงในนิตยสารของหอการค้าญี่ปุ่น (Japanese Chamber of Commerce) บอกเล่าเรื่องที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้ เช่น วันหยุดหรืองานเทศกาลต่างๆ ของคนไทยมีอะไรบ้าง สัตว์ในป่าหิมพานต์ซึ่งคนญี่ปุ่นมาเห็นตามวัด แต่ไม่เข้าใจว่าคือตัวอะไร แล้วก็มีแปลนิทานของไทยเป็นภาษาญี่ปุ่น เช่นเรื่อง แก้วหน้าม้า ปลาบู่ทอง สังข์ทอง จันทโครพ ไกรทอง นางสิบสอง มโนห์รา พระอภัยมณี ฯลฯ พร้อมกับวาดภาพประกอบด้วย เขียนมาตั้งแต่ปี ๒๐๐๒ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังเขียนอยู่ค่ะ"

แทรกนิดหนึ่งว่าคุณมากินั้นสามารถฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาไทยได้ค่อนข้างดี ด้วยเคยเรียนมาบ้างเมื่อครั้งอยู่ญี่ปุ่น ก่อนจะมาศึกษาอย่างจริงจังที่เมืองไทย จนกระทั่งสามารถสอบผ่านการวัดความรู้ภาษาไทยเทียบเท่าชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ได้แล้วตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๔๗

"ดิฉันสนใจอยากทราบเรื่องของวัฒนธรรมไทยมาก เพราะว่าเรามาอยู่ที่นี่ มาใช้น้ำ ใช้อากาศของเมืองไทยใช่ไหมคะ ถ้าบอกว่าอันนี้ไม่เหมือนญี่ปุ่น ที่ญี่ปุ่นดีกว่าก็คงจะไม่เข้าใจหรือว่าคุยกับใครไม่ได้เลย ดิฉันจึงไม่เคยต่อต้าน มีอะไรเข้ามาจะเปิดรับหมด การทำแบบนี้ทำให้เราเรียนรู้ได้เยอะ อีกอย่างคือรู้สึกว่าคนไทยมีความละเอียดอ่อน เปรียบเทียบกับภาษา ถ้าเป็นตัวอักษรในภาษาจีนหรือญี่ปุ่นจะแข็งๆ เป็นเหลี่ยมๆ ให้ความรู้สึกว่าเป็นผู้ชาย แต่ของอินเดียกับของไทยตัวหนังสือจะโค้ง เวลาเขียนจะรู้สึกว่าอ่อนหวานเหมือนผู้หญิง ดิฉันชอบแบบนี้มากกว่าจึงเริ่มต้นด้วยการไปเรียนพื้นฐานการแกะสลักผลไม้และสบู่ ปั้นมาลัยจากดิน และงานใบตอง ได้ทำจาน กระทง บายศรี ที่ Malisa Language and Culture School ในซอยสุขุมวิท ๖"

คุณมากิหัดทำงานประดิดประดอยของไทยหลายอย่าง บวกกับว่าเป็นคนมีหัวทางศิลปะอยู่แล้วด้วย การเรียนรู้จึงก้าวหน้าไปได้เร็ว หลังจากนั้นเธอมีโอกาสได้มารู้จักกับ คุณสกุล อินทกุล ศิลปินนักจัดดอกไม้ระดับนานาชาติ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ ซึ่งแค่วันแรกที่พบหน้า ทั้งคู่ก็ได้กลายเป็นเพื่อนคู่หูรู้ใจกันไปแล้ว

"ย้อนไปเมื่อสักสี่ห้าปีที่แล้ว ดิฉันเคยซื้อหนังสือ 'Dok Mai Thai' ของสกุลซังที่ร้านเอเชียบุ๊คส์ ครั้งแรกที่เห็นตกใจมากว่าใช่ฝีมือคนไทยทำหรือเปล่า เพราะว่าจากที่เคยเห็น ที่เคยเรียนมา ดิฉันรู้สึกว่าคนไทยจะชอบอะไรที่เยอะๆ สีสันก็เยอะๆ เต็มไปหมด แต่งานของสกุลซังไม่ใช่เลย งานของเขาเหมือนการจัดอิเคบาน่าของญี่ปุ่น ดูเรียบง่าย ใช้สีน้อย ดิฉันไม่เคยเห็นงานแบบนี้ที่ไหนมาก่อนเลยรู้สึกชอบและถูกใจหนังสือของสกุลซังมาก เก็บเอาไว้อย่างดี เวลามีเพื่อนมาเที่ยวที่บ้านจะชอบบอกเขาว่าต้องซื้อเล่มนี้นะ (หัวเราะ)

ต่อมามีเพื่อนคนไทยอยู่ที่ญี่ปุ่นเอาเรื่องพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้มาลงในเฟซบุ๊ค ดิฉันเลยเดินทางไปชมเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคมปีที่แล้ว ทีแรกนึกว่าอาจารย์ไม่อยู่ แต่พอมาแล้วได้เจอตัวจริง สกุลซังเป็นคนที่นิสัยเฟรนด์ลี่มากๆ ค่ะ เจอกันแค่วันเดียวก็เป็นเพื่อนกันแล้ว ดิฉันได้ความรู้จากเขาเยอะมาก เพราะไม่ว่าถามอะไร เขาจะอธิบายให้ฟังตลอด วันนั้นมีตอนหนึ่งสกุลซังพูดขึ้นมาว่า กำลังหาอาสาสมัครพิพิธภัณฑ์ฯ อยู่ มากิซังรู้จักใครที่สนใจมาทำบ้างไหม? ดิฉันยกมือบอกเลยว่า 'มากิทำได้นะคะ' (หัวเราะ) โชคดีที่บ้านเราอยู่ใกล้กันด้วย ทุกวันพุธสกุลซังจะขับรถมารับแล้วมาที่พิพิธภัณฑ์ฯ พร้อมกัน

เวลามาที่นี่ ดิฉันชอบเดินดูต้นไม้ ดอกไม้ มารับพลังจากต้นไม้ค่ะ และถ้ามีคนญี่ปุ่นติดต่อขอเข้าชมก็จะเป็นไก๊ด์ให้ ปกติดิฉันจะมาประจำทุกวันพุธ นำชมวันละ ๒ รอบ คือ ๑๐.๐๐ น. และ ๑๓.๐๐ น. คนญี่ปุ่นนี่สนใจทุกสิ่งทุกอย่างเลยนะคะ ตั้งแต่บ้าน สวน ต้นไม้ ดอกไม้ ดิฉันต้องอธิบายเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากที่สกุลซังทำสคริปท์ไว้ให้เยอะเหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่เขาจะอยู่ในเมือง แถวสุขุมวิท ไม่ค่อยมีบรรยากาศร่มรื่นแบบนี้ แม้แต่พริกขี้หนู เขาไม่เคยเห็นดอกของมัน พอมาเห็นถ่ายรูปกันใหญ่ แม้แต่ขนมที่เอาเสิร์ฟก็ชอบ ถ่ายรูปอีก (หัวเราะ) แต่บางเรื่องเขาก็ไม่เข้าใจ เช่นทำไมคนไทยถึงเอาดอกไม้มาฉีกเป็นชิ้นๆ เพราะที่ญี่ปุ่นไม่อุดมสมบูรณ์เท่า เพราะฉะนั้นดอกไม้จะเอามาฉีกแบบนี้ไม่ได้ อาหารก็ต้องกินให้หมด เหลือทิ้งไม่ได้ ยิ่งเอามาแกะสลักยิ่งไม่ได้เลย เสียดาย ดิฉันต้องอธิบายว่าคนไทยฉีกดอกไม้ก่อนแล้วถึงค่อยเอามาร้อยเป็นมาลัยใช้ถวายพระ"

"มากิซังบอกว่าชอบมาที่นี่เพราะอาหารกลางวันอร่อยทุกมื้อ" จังหวะนี้คุณสกุลที่นั่งทำงานอยู่ไม่ไกลได้ยินเข้าจึงส่งเสียงแซวเข้ามาในวงสนทนา คุณมากิหัวเราะอย่างยอมรับว่าจริงก่อนบอกรายการอาหารจานโปรด

"ชอบลาบปลาดุกค่ะ ส้มตำก็อร่อย ข้าวเหนียวก็นุ่มมาก ก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋น ลูกชิ้นปลา..."

แต่ละเมนูทำเอาท้องร้องไปตามๆ กันจนต้องรีบชวนกลับเข้าเรื่องเดิมว่า นอกจากจะทำหน้าที่มัคคุเทศก์ ด้วยความที่ทำงานฝีมือเป็นและมีพื้นความรู้เรื่องวัฒนธรรมไทยดี คุณมากิจึงอาสามาช่วย "สกุลซัง" ทำของประกอบนิทรรศการด้วยอีกอย่าง โดยส่วนใหญ่จะเป็นงานผ้า เนื่องจากเก็บเอาไว้ได้นาน อีกทั้งคนอาสายังทำถนัดกว่าการใช้วัสดุเป็นพวกของสด

"ตอนนี้ทำกระทงดอกไม้ ๙ อย่าง และตาข่ายดอกพุดปั้นด้วยดินเสร็จไป ๕ อย่างแล้ว แต่ยังมีอย่างอื่นต้องทำเพิ่มอีกเยอะเลย ต้องค่อยๆ ทยอยทำไป ไม่เหนื่อยนะคะ ชอบ เป็นคนนิสัยแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนนี้อายุ ๕๕ ปี แก่แล้ว ตาไม่ค่อยดี แต่ก็ยังชอบทำอยู่ เวลาสามีไม่อยู่ ไปต่างประเทศจะนั่งทำไปเรื่อยๆ คนเดียว กับมีแมวไทยอีก ๑ ตัว ชื่อ 'วิมล' คอยกวน (หัวเราะ)

เวลาทำ สกุลซังไม่ได้บอกค่ะ เพราะจากที่เคยเห็นในหนังสือดอกไม้ไทยบอกอยู่แล้วเขาอยากได้อะไร ดิฉันจะพยายามคิดและอ้างอิงตามนั้น โชคดีที่พอทำเสร็จออกมาแล้ว เขาชอบ อาจเป็นเพราะว่าเราสองคนมีสิ่งที่ไม่ชอบเหมือนกันคือ อะไรที่เยอะๆ รกๆ ดูไม่โก้ แต่คนไทยบางคนอาจจะไม่ชอบแบบนี้ก็ได้นะคะ ดิฉันเลยรู้สึกว่าสกุลซังเก่งมากที่กล้าทำ เพราะฉะนั้นเมื่อการทำพิพิธภัณฑ์ฯ เป็นความฝันของเขา สิ่งไหนที่เขาอยากทำ ถ้าดิฉันช่วยได้ก็อยากจะช่วย เพราะเขาเป็นคนที่ดิฉันเคารพมาก และตั้งแต่แรกที่ดิฉันมาอยู่ในประเทศแถบเอเชียอาคเนย์ก็คิดแล้วว่า เราอยากจะเป็นเหมือนสะพานที่แนะนำให้คนญี่ปุ่นรู้จักประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ดีใจมากค่ะที่ตอนนี้ทำได้แล้ว"

"มากิซังเขาเป็นสะพานสายดอกไม้" คุณสกุล เพื่อนที่รักของเธอช่วยสรุปให้ ซึ่งเราทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่า เพราะมีแนวคิดชื่นชมในความงามและความอ่อนหวานของธรรมชาติอยู่เต็มหัวใจนี่เอง คุณมากิถึงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างคนสองเชื้อชาติได้อย่างดีและมีความสุขไปพร้อมๆ กัน