ชู้รักเลดี้แชตเตอร์เลย์

หนังสือคือแสงจันทร์

ชู้รักเลดี้แชตเตอร์เลย์ ...ดี.เอช.ลอว์เรนซ์ เขียน ...แอนน์' แปล

ชีวิตเป็นเรื่องเร้นลับ....

"สังคมของมนุษย์เป็นสังคมที่ไม่อภัยให้ผู้ใดที่มีความคิดเห็นของตนเอง ต้องการอยู่ในโลกของตนเอง หากความคิดหรือความต้องการนั้นไม่อยู่ในขอบเขตของสังคมอนุญาต โลกแห่งความศิวิไลซ์นี้ได้เป็นบ้าไปแล้ว มันเป็นโลกที่ไม่ต้องการความเข้าใจ และความเข้าใจ ประเพณีแห่งความบ้าบอได้ผูกมัดคนอยู่รอบด้าน ผู้ชายกับผู้หญิงได้กลายเป็นทาสของประเพณีแต่งงาน....ได้กลายเป็นแมลงตัวเล็กๆที่ถูกทับอยู่ใต้คัมภีร์เล่มใหญ่ ชีวิตของตัวแมลงไม่มีค่าอย่างไร ชีวิตของคนก็ไม่มีค่าอย่างนั้น"

มนุษย์ร้องเรียกต้องการอิสระ เพื่อคิดทำตามใจปรารถนา แต่ก็มักหลีกไม่พ้นกรอบข่ายที่สังคมได้ร่วมขีดคลุม บางเส้นก็หย่อนเบายืดหยุ่นพอให้ลากดึงออกไปได้บ้าง บางเส้นกลับตึงแน่นเหนียวคล้ายเส้นลวดไฟฟ้า แตะเข้าเมื่อไหร่ก็จะทำให้เป็นแผลบาดเจ็บ

ฉันค้นหาหนังสือบนชั้น มีหนังสือสองเล่มวางแนบกัน หนังสือเล่มเดียวสองชื่อ ชู้รักเลดี้แชตเตอร์เลย์ กับ เลดี้แชตเตอร์เลย์เริงรัก ฉันหยิบเล่มแรกเพราะพอใจชื่อเรื่องมากกว่า และเลดี้แชตเตอร์เลย์ก็ไม่ได้เริงรักแต่อย่างใด

ชู้รักเลดี้แชตเตอร์เลย์ เขียนโดยนักประพันธ์ฝีมือฉกาจ ดี.เอช. ลอเรนซ์ แปลโดย สด กูรมะโลหิต ในนามปากกา 'แอนน์' สำนักพิมพ์สร้างสรรค์วิชาการ พิมพ์ครั้งที่ 6 พ.ศ.2537

หากฟังจากผู้อื่นพูด โดยไม่อ่านหนังสือคำต่อคำ ชู้รักเลดี้แชตเตอร์เลย์ มักถูกเอ่ยถึงเรื่องฉากรักอื้อฉาวของหญิงสูงศักดิ์กับคนสวน ในทางกลับกันหากได้อ่านก็จะเข้าใจว่านี่คือนวนิยายจินตภาพแห่งชีวิตลึกซึ้ง ความต้องการตามธรรมชาติมีอยู่ทั่วทุกตัวคน เป็นสิ่งดึกดำบรรพ์เร้นลับที่ขับเคลื่อนสังคมมนุษย์ จินตภาพใต้เปลือกปกปิดนี้ ดีเอช.ลอว์เรนซ์ หยิบมาเขียนเป็นนวนิยายชั้นเลิศ

ผู้แปลได้กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ว่า

"ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อสมัยข้าพเจ้าท่องเที่ยวอยู่นอกประเทศ และเกิดความรู้สึกว่าท่านผู้แต่งมีฝีมือมากในการวาดภาพชีวิตมนุษย์ ในแบบของธรรมชาติที่เต็มไปด้วยอิสรเสรี ที่เรียกว่ามีฝีมือมาก ก็เพราะท่านสามารถวาดภาพที่วาดให้งามได้ยาก ได้สำเร็จเรียบร้อยทุกภาพด้วยภาษาของท่านตลอด 365 หน้าของฉบับพิมพ์ ภาพเหล่านี้ข้าพเจ้าคิดว่าคงจะวาดให้งามได้ง่ายในภาษากวี แต่ด้วยภาษาร้อยแก้วแล้ว ผู้วาดจะต้องใช้ความประณีตมากเหลือเกิน เพราะคำเพียงคำเดียวย่อมสามารถจะทำให้ภาพทั้งภาพเปรอะเปื้อนสกปรกไปได้"

ชู้รักเลดี้แชคตเตอร์เลย์ อีกภาพหนึ่งในเนื้อหาของเรื่องที่สำคัญกว่าฉากรักนานา นั่นคือการไตร่ตรองชีวิตและชะตากรรมของชีวิตคู่ ในการนวนิยายยิ่งใหญ่เรื่องนี้ดี.เอช.ลอว์เรนซ์เขียนไว้อย่างซาบซึ้งกินใจ ไม่ว่าจะเป็นตัวละคร เหตุการณ์ ฉาก การดำเนินเรื่อง ความรู้สึกนึกคิด ดี.เอช.ลอว์เรนซ์ถักทอไว้อย่างประณีต ไม่มีผู้ใดจะตำหนิได้ ชีวิตเกี่ยวเนื่องกับกระแสเวลาและโอกาส บางครั้งสาดแสงงามแสนชุ่มชื่นใจ บางคราริบหรี่ ความทุกข์แบ่งเราออกเป็นริ้วๆ หรือไม่ก็หมุนคว้างด้วยลมร้อนพร้อมเปลวไฟลุกฮือ

คอนนี หรือเลดี้แชตเตอร์เลย์ มีนิสัยรักอิสระ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง เธอมีพี่สาวชื่อฮิลดา ทั้งสองใช้ชีวิตตามใจมาตั้งแต่วัยสาวรุ่น พ่อของคอนนีเป็นช่างเขียนของราชสำนักและเข้าใจลูก คลิฟฟอร์ดสามีของคอนนี เกิดในตระกูลสูง มีความภาคภูมิใจถือตัวแบบผู้ดี วางมาดขรึม ไม่แยแสใคร หลังแต่งงาน คลิฟฟอร์ดเข้าร่วมรบในสงคราม หกเดือนผ่านไปเขากลับกลายเป็นคนพิการ ร่างกายครึ่งท่อนล่างไร้ความรู้สึก คลิฟฟอร์ดมีอายุ 29 ปีเท่านั้น ส่วนคอนนีเป็นสาวสะพรั่งอายุ 23

วัยหนุ่มสาวอายุเพียงเท่านี้ ควรจะเป็นวัยที่ได้ใช้ชีวิตอย่างเบิกบาน ใช้ชีวิตวันเวลามอบให้อย่างสดชื่นมีความสุข แต่เขาและเธอกลับต้องหลังให้สังคม คลิฟฟอร์ดพาคอนนีไปอยู่ชนบทที่แรกบีฮอลล์ซึ่งเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ของตระกูล คอนนีและคลิฟฟอร์ดแบกโลกอันหนักอึ้งของความทุกข์ โดยเฉพาะคอนนี เธอยังเป็นสาวสะพรั่งและยังมีความต้องการตามธรรมชาติ แม้โลกจะเบิกบาน ธรรมชาติจะสวยงาม แต่โลกนี้ก็ไม่ได้เป็นของเธอ...

"หมอกในฤดูเหมันต์ยังคงจับหนาอยู่ที่ขอบฟ้า เหนือผิวหมอกอันขาวขุ่นนั้นก็คือท้องฟ้า เหนือผิวหมอกอันขาวขุ่นนั้นก็คือท้องฟ้าสีน้ำเงินซึ่งสดใสงดงามต้อนรับเขาทั้งสองอยู่ ทิวหมอกที่ล้อมอยู่รอบตัวอยู่ตามขอบฟ้าซึ่งโค้งเป็นวงกลม ดูประหนึ่งว่าเป็นรั้วสีขาว ซึ่งขังเขาทั้งสองไว้ข้างใน มันเป็นประหนึ่งรั้วของชีวิต รั้วที่ล้อมชีวิตไว้ข้างในชั่วกัลปาวสาน ถูกแล้ว...ชีวิตเป็นอย่างนั้นเอง ชีวิตจะถูกล้อมอยู่โดยรอบ อุปสรรคและความผิดหวัง ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน เป็นภาพฝันอันมัวสลัว ภาพฝันที่ถูกล้อมไว้ด้วยกรงรั้วอันแน่นหนาแข็งแรง"

"ต้นไม้ใหญ่ก็ต้นยืนอยู่ทะมึนทึนไม่กระดุกกระดิก...เงียบอย่างวังเวง ต้นไม้เหล่านี้กำลังยืนอยู่ในความนิ่งแน่ เพื่อรอเวลาให้เขามาตัดไปทำฟืน และแน่ทีเดียวเมื่อป่าถูกโค่นราบไปหมดแล้ว ชีวิตอันสวยงามทุกชนิด แม้แต่ชีวิตของแมลงที่ร้องอยู่หริ่งๆในเวลาเย็นก็ย่อมจะหมดสิ้นไปด้วย แล้วคอนนีเล่า! หล่อนก็เช่นเดียวกับต้นไม้ วันเวลาที่ผ่านไปได้บั่นทอนชีวิตให้สั้นลงทีละน้อย แล้ววันสุดท้ายก็จะมาถึงวันแห่งความเงียบสงัด...คือความเงียบในป่าช้าซึ่งไม่มีอะไรจะไหวติงอีก"

โชคชะตาอยู่ในวงกลมชีวิตร่วมกับเรา เอาใจขี้อ้อนให้หลงเหลิง เมื่อถึงเวลาหนึ่งก็เรียกร้องเอาคืน การตัดสินใจผนวกกับโชคชะตา สิ่งที่เลือกนั้นอาจกลายเป็นประตูเปิดทางให้แก่ความผิดหวัง กลายเป็นเครื่องบั่นทอนจิตใจ หรือเป็นยาพิษที่ถูกบังคับให้ดื่ม อยู่กินกับความปวดปร่าไม่มีวันหมด วันแล้ววันเล่าที่หัวใจแห้งแล้งเปราะบาง ดังผันผ่านไปในประตูแห่งความตายเหล่านี้คืออารมณ์ความรู้สึกของคอนนี

"คอนนีเดินต่อไป-เดินต่อไปอย่างไม่รู้สึกตัว-ไม่รู้สึกว่า-ตนเองกำลังทำอะไรและต้องการอะไร ลมยังคงพัดจัด เป็นลมที่หอบเอากลิ่นน้ำและกลิ่นหญ้าแห่งฤดูสปริงมาจากท้องทุ่งข้าวสาลี ผมของหล่อนปลิวสยายน่าดู สำหรับผู้ที่มีอารมณ์ของศิลปินที่สามารถจะคิดได้ว่า เทพธิดาแห่งป่าสูงกำลังเดินลัดเลาะมาในความสงัด คอนนีต้องผจญกับความรู้สึกบางอย่างที่วาบเข้ามาในสมอง หล่อนคิดว่าหล่อนได้ตายไปจากโลกนี้ไปแล้ว กำลังระเหเร่ร่อนไปในสรวงสวรรค์ที่เต็มไปด้วยความวิเวกวังเวง หล่อนได้ทิ้งโลกไว้ไกลเมื่อ มองไป เบื้องหลังก็ เห็น แต่กอหญ้าและสุมทุมพุ่มไม้ซึ่งไหวกิ่งอยู่ในสายลมแรง โลกที่น่าเบื่อได้กำลังห่างจาก หล่อนไปทุกที ไม่มีอะไรเหลืออยู่ สำหรับจะมาให้หล่อนได้รับความทุกข์ทรมานใจได้อีก

"แต่นั่นเป็นความ นึกคิดชั่วขณะหนึ่ง หล่อนยังไม่สามารถจะดับความรู้สึกอันแท้จริงได้ ถึงความรู้สึกที่ต้องการ สิ่งที่เลือดเนื้อต้องการ หล่อนได้ตายไปแล้ว! ถูกแล้วหล่อนอยากจะเชื่อเช่นนั้น แต่ในเวลาเดียวกันหล่อน ก็พูดกับตนเองว่า "เจ้าจะต้องกลับมาเกิดอีก! กลับมายังโลกที่เจ้าเคยได้รับความสุขเกษมสำราญ ข้าเชื่อว่าคนเราที่ตาย แล้วจะต้องกลับมาอีก เมล็ดข้าวสาลีที่ตกลงยังพื้นแผ่นดินจะต้องงอกออกเป็นต้น ถ้าหากมันไม่ด่วนแห้งตายไปเสียก่อน ในท่ามกลางสายลมแห่งเดือนมีนาคม ความรู้สึกนึกคิดอันสับสน อลหม่านได้ผ่านมาในสมองของคอนนี หล่อนห้ามตัวเองไม่ให้คิดไม่ได้ดอก มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ-เรื่องที่หนีไม่พ้น"

"ก็คอนนีเป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดาเท่านั้น หล่อนไม่มีอำนาจอะไรจะป้องกันไม่ให้กรงเล็บของธรรมชาติเข้ามาขยุ้มเอาชีวิตของหล่อนได้ กรงเล็บอันนี้ได้ฝังลงไปในชีวิตจิตใจและทำให้หล่อนปวดร้าวทรมานเมื่อนั่งใช้ความคิดอยู่คนเดียว"

ชู้รักเลดี้แชตเตอร์เลย์เป็นนวนิยายงดงาม เพื่อความเข้าใจชีวิต มีความงามในความรัก ธารน้ำลำเนาป่า สอดแทรกความรู้สึกนึกคิดของตัวละครในบทบาทต่างๆกัน รวมทั้งความคิดที่ผู้ประพันธ์ได้ขีดเขียนไว้ คอนนีออกเดินเล่นในป่าเพื่อให้ธรรมชาติช่วยผ่อนคลายความหดหู่ที่ถมทับอยู่ในใจ และเธอก็ได้พบกระท่อมของคนสวน เมลเลอร์ส ชายหนุ่มที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอให้พบกับความสุขอีกครั้ง ความทุกข์ที่ดึงดูดเธอให้ติดหนึบ เมลเลอร์สเคยเป็นทหารประจำการที่อินเดีย ผ่านการหย่าร้าง เบื่อหน่ายผู้หญิง เป็นคนฉลาดรำพึงก่นว่าโลกอยู่เสมอ ภายนอกอาจดูแข็งกร้าวแต่ภายในนั้นอ่อนโยน เขาเก็บตัวรักสงบแต่ไม่เกรงกลัวใคร

คอนนีกับเมลเลอร์สต่างก็ยอมจำนนต่อความหลงใหลที่มีต่อกัน

"คอนนีทำให้จิตใจของเขา หล่อนทำให้โลกนี้กลายเป็นโลกที่เยือกเย็นอันจะมีชีวิตอยู่มิได้ แต่ลำพังคนเดียว มันเป็นความผิดของเขาหรือ เขาได้กระเย้อกระแหย่งทะเยอทะยานที่จะเด็ดดอกฟ้า เช่นนั้นหรือ? เขาได้พยายามหลบหน้าหนีอยู่เสียในป่าเปลี่ยว ไม่ต้องการพบปะกับหล่อนแม้แต่ครู่เดียวยามเดียว เขาได้บำเพ็ญตนเป็นคนเกลียดผู้หญิง เพราะเขารู้ว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ไม่มีอะไรแน่ ผู้หญิงเป็นผู้ที่เคยทำให้เขาต้องอกหักมาแล้ว"

"เมลเลอร์สปล่อยตัวของเขาให้เพ้ออยู่ในความพอใจที่ชีวิตปรารถนา และคอนนีก็มิได้บิดผัน แต่ประการใดแม้แต่น้อย หล่อนถูกสะกดจิตไปแล้ว หล่อนไม่มีกำลังกายและกำลังใจเหลืออยู่อีกที่จะต่อต้านเขา อย่างไรก็ดี เขาก็เป็นสุภาพบุรุษที่น่าประหลาดใจ ซึ่งเขาไม่ควรจะเป็น เขามิได้หักโหมตามใจเขา ดูเหมือนว่าเขานั่งอยู่ในใจของหล่อนตลอดเวลา และเข้าใจดีว่าหล่อนต้องการอะไร ชีวิตของหญิงชายทั้งสองได้ล่องลอยไปในไออากาศที่มีแต่ความเย็นฉ่ำชื่นใจ มีอะไรอีกหรือที่ชีวิตต้องการ? มีอะไรอีกหรือที่เป็นความสุขซึ่งละเอียดอ่อนกว่านี้? น้ำตาของคอนนี ไหลอาบแก้ม หล่อนอาจจะเสียดายตัว แต่นั่นไม่ได้ หมายความว่าหล่อนไม่มีความสุข"

ในความหลงใหลทำให้โลกนี้ไม่มีผู้อื่น คนรักใหม่ทั้งสองพบแอ่งน้ำวิเศษที่ทำให้เขาและเธอละลายกลมกลืนกลายเป็นคนเดียวกันในรสและกลิ่นหอมอบอวลอันยากที่จะต่อต้าน คอนนีลอบพบปะกับเมลเลอร์สในกระท่อมกลางป่า กระท่อมแห่งความเบิกบานของเธอ ความสัมพันธ์ของชายหญิงเป็นเรื่องลับเร้น ไม่มีผู้ใดรู้ดีถึงแรงปรารถนาที่มีต่อกันของเขาและเธอ ณ สถานที่แห่งนี้ ดี.เอช.ลอเรนซ์ ได้เขียนพรรณาถึงฉากรักไว้หลายฉาก ความผูกพันของชายหญิงเป็นเรื่องลับเร้น ไม่มีผู้ใดรู้ดีถึงแรงปรารถนาที่มีต่อกันของเขาและเธอ

"ความเปลือยเปล่าของหล่อนได้กลายเป็นความงามที่ประหลาดซึ่งเขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ผิวเนื้ออันขาวโพลน ผมที่สยายประบ่าและเปียกชุ่มด้วยน้ำฝน ส่วนโค้งของร่างกายเหล่านี้เป็นความงามอัน บริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากมลทินของมนุษย์โลก เป็นความงามที่ศิลปินบันทึกไว้ในภาพปั้นและภาพเขียน"

"เขาไม่มีโอกาสมากนักที่จะได้เห็นคอนนี เห็นในสภาพที่หล่อนยอมให้เขาเห็นอย่างในขณะนี้ เขารู้สึกว่าพระเจ้าได้ประทานสิ่งที่งามที่สุดมาให้แก่ชาติมนุษย์ งามยิ่งกว่าดอกไม้ งามยิ่งกว่าทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งธรรมชาติจะสามารถบันดาลให้งามได้ เขาเคลิ้มไปแม้ดวงตาจะลืมโตอยู่ เขาฝันเห็นแต่ความสำราญบานใจ โลกนี้ได้เป็นสวรรค์ไปแล้ว มีอะไรอีกที่เขาควรสะอิดสะเอียน เขาเพิ่งรู้ว่าในท่ามกลางความมืดมัวและความทุกข์ทรมานของชีวิต โลกก็ยังซ่อนของขวัญไว้ให้แก่มนุษยชาติ ของขวัญสิ่งนี้มนุษย์ไม่จำเป็นที่จะต้องได้พบ แต่เขาได้พบแล้ว"

คลิฟฟอร์ดเคยพูดกับคอนนีว่า เขายินดีให้คอนนีมีบุตรกับชายอื่น เพียงขอร้องว่า เธอและลูกจะต้องอยู่ร่วมชีวิตกับเขาตลอดไป เขาไม่สามารถทนได้หากต้องสูญเสียคอนนี

ชีวิตไม่ได้ง่ายแบบที่คาดหวังไว้หรอก

คอนนีเคยสงสารและคิดว่าจะไม่ทอดทิ้งคลิฟฟอร์ด เพราะไม่ใช่ความผิดของเขาที่ต้องกลายเป็นคนพิการ แต่เมื่อเธอได้พบความละมุนดื่มด่ำจากเมลเลอร์ส ความคิดเดิมๆก็เปลี่ยนแปรไป ใครเล่าจะผละ จากผลไม้ฉ่ำหวาน

คอนนีตั้งครรภ์ เธอบอกให้พ่อกับพี่สาวรู้ ฮิลดาพี่สาวแม้จะไม่ชอบใจนักแต่ก็รู้นิสัยของน้องดีว่าหัวดื้อเพียงใด ส่วนพ่อของคอนนีนั้นออกจะยินดีด้วยซ้ำที่ลูกสาวมีความสุขในชีวิต คนที่โกรธ เจ็บปวดคลุ้มคลั่งเห็นจะเป็นคลิฟฟอร์ดสามีพิการ และเขาไม่ยอมหย่าร้าง แต่คอนนีก็หาสนใจไม่ เพราะเธอได้ตัดสินใจจะใช้ชีวิตร่วมกับเมลเลอร์สคนรัก เธอกับเมลเลอร์สต้องจากกันก่อนเพื่อความสุขใจในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แม้ชีวิตจะไม่มีสิ่งใดแน่นอน แต่สำหรับวันนี้ดอกไม้ก็ผลิบานอยู่ในมือของเธอแล้ว

ดี.เอช.ลอเรนซ์ ประพันธ์นวนิยายชู้รักเลดีย์แชตเตอร์เลย์ ได้อย่างน่านับถือ มีเจตนาคลี่ภาพลับของมนุษย์ชายหญิง วาดภาพด้วยตัวอักษรให้เห็นหลายภาพงาม ทั้งสะท้อนให้เห็นพฤติกรรมมนุษย์ ความรู้สึกนึกคิดของตัวละครแต่ละตัวไว้อย่างลึกซึ้ง นี่คือนวนิยายที่ทำให้เราได้ตระหนัก เห็นความจริงแท้

ประการหนึ่งว่า ความรักมีพลังกระตุ้นชีวิตได้อย่างมหาศาล และอย่าเพิ่งรีบร้อนพิพากษาผู้ใดเลย เพราะไม่มีใครจะรู้แจ้งเรื่องราวในชีวิตของใครได้ทั้งหมด