ผ้าทอกะเหรี่ยงบ้านหนองเต่า

เส้นไหม ใยฝ้าย ลวดลายบนผืนผ้า
ช่างภาพ: 

เมื่อครั้ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทรงเยือนบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีติดชายแดน-ไทยพม่า ทอดพระเนตรผ้าทอลายพื้นเมืองของชาวเขาที่มาเฝ้าฯ จึงมีพระราชดำรัสให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรมต่อยอดผ้าเหล่านั้น เพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และมีพระราชดำรัสให้นำมาจำหน่ายที่ร้านภูฟ้า ปัจจุบันได้มีการต่อยอดดังกล่าวก้าวหน้ามากขึ้น กระแสตอบรับที่นำมาจำหน่ายมีมากขึ้น จึงมีการพัฒนาผ้าทอกะเหรี่ยงออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆมากมาย ทุกครั้งที่ได้เห็นผ้าทอมือสีสันสดใส ลวดลายสวยงามเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ใด ทุกคนก็สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ที่ทรงมีเมตตาแนะนำให้เกิดการสนับสนุนผ้าทอกะเหรี่ยงอย่างเต็มรูปแบบ

ผ้าทอกะเหรี่ยงในคอลัมน์นี้ เป็นของชาวบ้านหมู่บ้านหนองเต่า ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ค่ะ หมู่บ้านนี้มีอายุการก่อตั้งมาไม่ต่ำกว่า 275 ปี ผู้ที่มาคนแรกชื่อ "วอโกรเหม่อ" มาจากเมืองตองอู ประเทศพม่า ซึ่งลี้ภัยมาที่บ้านแม่แหยะ หรือแม่แซ่ะโกล๊ะ บริเวณชายแดนไทย-พม่า อยู่ได้ 7 ปีสงครามก็ยังไม่สงบจึงได้อพยพลงมาและได้แต่งงานกับสาวปะกาเกอญอที่บ้านทุ่งหลวง (หมู่ 2 ตำบลแม่วิน) ซึ่งมีปะกาเกอญอตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้ว และได้แยกครอบครัวมาอยู่ที่บ้านแม่ป่อคีในเขตลุ่มน้ำสะป๊อกหรือบ้านหนองเต่า (หมู่ 4 ตำบลแม่วิน) มาจนถึงปัจจุบัน

ลักษณะการตั้งบ้านเรือนจะตั้งกระจัดกระจายไปตามถนนเส้นหลักของหมู่บ้าน ซึ่งมี 2 เส้นตัดกันในลักษณะกากบาท บ้านโดยมากภายในบ้านหนองเต่าจะเป็นบ้านไม้ มักจะเป็นไม้สนแปรรูปใช้ทำผนังและปูพื้น ส่วนหลังคาจะเป็นกระเบื้อง บ้านที่พบในหมู่บ้านมีทั้งเรือนยกพื้นชั้นเดียวซึ่งโดยมากจะเป็นพื้นไม้และบางหลังจะเป็นบ้าน 2 ชั้นซึ่งโดยมากจะเป็นพื้นปูนซีเมนต์ไม่ยกพื้น ส่วนลักษณะของเรือนดั้งเดิมจะสร้างจากไม้ไผ่ตีเป็นฟากทำพื้นและผนัง มุงหลังคาด้วยจาก บ้านบางหลังมีการนำกาแลแบบวัฒนธรรมของคนเหนือมาประดับด้วย

กะเหรี่ยงปะกาเกอญอบ้านหนองเต่า นับถือ2 ศาสนาได้แก่ ศาสนาพุทธควบคู่กับการนับถือผีและศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ภายในหมู่บ้านมีวัด(อาศรมพระธรรมจาริก 1 แห่ง) มีพระสงฆ์ 1 รูป และมีโบสถ์โรมันคาทอลิก 1 แห่ง แต่สมาชิกในหมู่บ้านสามารถใช้สถานที่ 2 แห่งนี้ได้อย่างเท่าเทียมกัน จึงไม่เกิดความขัดแย้งทางด้านศาสนา ในอดีตบรรพบุรุษของปะกาเกอญอทุกคนนับถือผี ไม่มีการนับถือศาสนาอื่น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ศาสนาต่างๆ ได้เข้ามาเผยแพร่ทำให้เกิดการนับถือศาสนาพุทธและคริสต์ขึ้น ผีตามความเชื่อของปะกาเกอญอประกอบด้วย ผีบ้าน เป็นผีหรือเทพารักษ์ที่รักษาหมู่บ้านผีเรือน เป็นผีหรือเจ้าประจำหมู่บ้าน คือวิญญาณของบรรพบุรุษที่คอยปกปักรักษาให้อยู่ด้วยความสงบสุข ผีไร่ ผีนา เป็นผีประจำไร่และนา จะต้องทำการเลี้ยงเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี ผีน้ำ เป็นผีประจำแหล่งน้ำจะคอยทำร้ายผู้ที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องหรือลบหลู่ดูหมิ่น ทำให้เกิดการเจ็บป่วยและถึงตายได้ ผีดอยและผีเฝ้าทาง เป็นผีประจำภูเขาและเส้นทางต่าง ๆ จะคอยทำร้ายผู้ที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องหรือลบหลู่ดูหมิ่นเช่นเดียวกับผีน้ำ

"กี่จึ๊" หรือประเพณีขึ้นปีใหม่ ปีหนึ่งจะจัด 2 ครั้ง คือก่อนฤดูกาลที่จะปลูกข้าวและในเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม วัตถุประสงค์ในการเซ่นครั้งแรกคือ เซ่นผี เจ้าที่คุ้มครองชีวิตและการเพาะปลูกเพื่อให้ไม่มีอุปสรรค ส่วนการเซ่นครั้งที่ 2 เพื่อเซ่นผีเจ้าที่และผีต่างๆ ที่ช่วยคุ้มครองชีวิตและช่วยดูแลผลผลิตให้เจริญงอกงาม พิธีกินข้าวใหม่ เป็นพิธีที่จัดกันเองในครอบครัว จัดขึ้นเพื่อจะเริ่มต้นกินข้าวที่เก็บในยุ้งฉางนั้นเพราะนับเป็นข้าวใหม่ของครอบครัวนั้น เพราะเชื่อว่าผีที่คุ้มครองดูแลข้าวจะช่วยให้มีข้าวอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ต่อไป

การแต่งกาย หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน แต่งด้วยชุดยาวกรอมเท้าสีขาวทรงกระบอก ทอจากฝ้าย มีลายคาดแถบเล็กๆ ตรงใต้อกเรียกว่า "เช-วา" หญิงที่แต่งงานสวมเสื้อสีดำยาวแค่เอวปักด้วยด้ายหลายสีเป็นลวดลาย เรียกเสื้อสีดำนี้ว่า "เช-ซู" หญิงที่แต่งงานแล้วมิได้ใส่ชุดสีดำเท่านั้นแต่จะเป็นสีเข้มและปักลวดลายเช่นเดิม นุ่งซิ่นแดงหรือชมพู เดินลายขวางเป็นเส้นห่างประมาณ 1 นิ้วตลอดผืน โพกศีรษะด้วยผ้าคาดผมสีขาว มีลวดลายสีแดงหรือสีส้มตรงปลายผ้า ปัจจุบัน นิยมใช้ผ้าขนหนูโพกแทน ส่วนเครื่องประดับอื่นๆ ได้แก่ สร้อยลูกปัด ตุ้มหูและกำไลเงิน เป็นต้น ส่วนผู้ชายไม่ว่าจะแต่งงานหรือไม่ก็ตาม จะสวมเสื้อสีแดงยาวแค่เอว เรียกว่า "เช-คอ" สวมกางเกงขาสีดำทรง "สะดอ" ซึ่งมีลักษณะคล้ายกางเกงชาวเล จะคาดศีรษะด้วยผ้าสีแดงเมื่อมีงานพิธีค่ะ