พระพิฆเนศวร (พระพิฆเนศ) มหาเทพของเหล่าศิลปินทั่วโลก มหาเทพแห่งปัญญาเป็นสิริมงคลและประสบความสำเร็จ

ร่มโพธิ์-ร่มไทร
ช่างภาพ: 

สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นองค์มหาเทพของฝ่ายฮินดู แต่เหตุไฉนองค์เทวรูปที่มีพระวรกายเป็นมนุษย์ และมีเศียรเป็นช้าง หรือที่รู้จักกันดีว่าคือพระคเณศ หรือองค์พระพิฆเนศ คือเทพซึ่งเป็นที่รู้จัก และมีผู้นิยมมากที่สุดองค์หนึ่งของเมืองไทยก็ว่าได้ บรรดาเหล่าศิลปินทั้งน้อยใหญ่ไม่ว่าในแขนงสาขาใดก็ตามล้วนกราบไหว้บูชายกย่อง และไม่ว่าใครที่คิดจะประกอบพิธีการหรือกระทำการบวงสรวงใดๆก็ตาม จะต้องเอ่ยอ้างและอัญเชิญองค์ท่านขึ้นบูชาก่อนเป็นเบื้องแรก จึงจะเป็นสิริมงคลและประสบความสำเร็จ ไม่เพียงเท่านั้นเทวรูปแห่งองค์พระพิฆเนศนี้ยังกลายมาเป็นตราสัญลักษณ์ประจำกรมศิลปากร และมหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยอีกด้วย

องค์พระพิฆเนศ หรือที่บางครั้งก็เรียกขานกันว่า คณปติ คณ หมายถึงผู้เป็นใหญ่ หรือผู้เป็นหัวหน้า คณปติ จึงหมายถึงผู้เป็นใหญ่ หรือหัวหน้าคณะทั้งปวง ท่านได้รับการนับถือว่าเป็นมหาเทพแห่งปัญญา และความรอบรู้ทั้งปวง ทรงปราดเปรื่องในศิลปวิทยาทุกแขนง เพราะฉะนั้นท่านจึงได้ชื่อว่าเป็นเทพแห่งการขจัดอุปสรรค หรืออีกนัยหนึ่งจึงเป็นเทพแห่งความสำเร็จ ที่ไม่ว่าคิดจะทำสิ่งใด หรือกิจการงานใดๆ หากได้บูชาท่านแล้วความสำเร็จ หรือการดำเนินกิจการงานนั้นๆ ก็จะเป็นไปได้ตลอดรอดฝั่งอย่างแน่นอน ดังนั้น ตามธรรมเนียมของศาสนาฮินดู เมื่อพราหมณ์จะกระทำพิธีใดๆ จึงต้องอัญเชิญ พระพิฆเนศวร ขึ้นเป็นเทพพระองค์แรกที่ต้องบูชาก่อนเริ่มพิธีใดๆ เป็นการคารวะในฐานะบรมครูผู้ประสาทปัญญาและความสำเร็จ สามารถขจัดอุปสรรคทั้งปวงให้หมดสิ้นไป เพื่อให้กิจการทุกอย่างจึงสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี

พระพิฆเนศทรงเป็นมหาเทพผู้ทรงภูมิปัญญายิ่งใหญ่ ผู้ขจัดอุปสรรคและอำนวยความสำเร็จในทุกสิ่ง พระองค์จึงทรงเป็นเทพแห่งสากล (Universal God) ที่มีผู้เคารพนับถือมากที่สุดองค์หนึ่งในทั่วโลก ไม่ว่าใน อินเดีย เนปาล ภูฏาน ทิเบต มองโกล จีน ญี่ปุ่น เกาหลี พม่า ไทย เขมร อินโดนีเซีย ฯลฯ พระพิฆเนศ คือเทพเจ้าที่มีปรีชาญาณเฉลียวฉลาด มีฤทธานุภาพมาก และทรงคุณธรรม คอยปราบภัยพาลและอภิบาลคนดี อีกทั้งยังเป็นเทพผู้กตัญญูถึงพร้อมด้วยความดีงาม สมควรแก่การสักการบูชาเป็นอย่างยิ่ง หากใครจะประกอบพิธีกรรมหรือทำกิจกรรมใด มีการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ เช่น เปิดกิจการร้านค้า เริ่มหน้าที่การงาน ขึ้นบ้านใหม่ ออกเดินทาง หรือแม้กระทั่งการบวงสรวงทำพิธีมงคลต่างๆ ฯลฯ เชื่อกันว่าต้องบอกกล่าวบูชาองค์พระพิฆเนศก่อนเป็นลำดับแรกจึงจะเป็นสิริมงคลและประสบความสำเร็จ

พระพิฆเนศ มีกายเป็นมนุษย์ มีเศียรเป็นช้าง ในอีกชื่อหนึ่งจึงเรียกกันว่า คชานนท์ มีงาข้างเดียว อ้วนเตี้ย ท้องพลุ้ย ทรงมีหูยานและกว้างใหญ่ พระวรกายสีแดง สีขาว สีเหลือง ฯลฯ นุ่งห่มภูษาแดง มี 4 กร ถือบ่วงบาศ ขอสับช้าง และมีเทพศัสตราวุธอีกหลายชนิด ซึ่งได้รับประทานจากพระศิวะ มีพาหนะบริวาร คือ หนู นามว่า มุสิกะ ตามความเชื่อของผู้ที่เคารพสักการะและขอพรจากพระองค์เป็นประจำ เชื่อกันว่า ถ้าอยากได้สิ่งใดหรือขอพรสิ่งใดให้สมหวัง ถ้าอยากให้รวดเร็วและถึงพระองค์ท่านอย่างแน่นอน ก็มีเคล็ดว่า ให้ไปกระซิบที่หูหนูหรือมุสิกะสารถีของพระองค์ท่าน เพื่อให้นำความนั้นไปทูลกับพระพิฆเนศอีกทีหนึ่ง เพื่อให้พระองค์ประทานสิ่งที่ต้องการกลับมา ประมาณว่าไหว้วานขอให้คนสนิทของพระองค์ท่านช่วยไปย้ำเตือนอีกต่อหนึ่ง ซึ่งถ้าเป็นแบบไทยๆ ก็คงต้องมีการติดสินบนกับท่านมุสิกะกันพอหอมปากหอมคอ ด้วยการทำบุญใส่ตู้ตรงหน้าท่านนั่นเอง

กำเนิดพระพิฆเนศลัทธิความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาพระคเณศนั้นสันนิษฐานกันว่า น่าจะเริ่มมาจากชน พื้นเมืองดั้งเดิมของอินเดีย ซึ่งเป็นลัทธิการบูชาสัตว์ หรือลัทธิแห่งชัยชนะเหนือธรรมชาติ ชนพื้นเมืองของอินเดีย ว่าหนูเป็นสัญลักษณ์ของความมืด พระคเณศทรงขี่หนูจึงหมายถึงชัยชนะของแสงอาทิตย์ที่ขจัดความมืดให้สิ้นสุดลง โดยต้นกำเนิดของพระคเณศอาจจะเริ่มมาจากการเป็นเทพประจำเผ่าของคนป่าที่อาศัยอยู่ในป่าเขาอันกว้างใหญ่ของอินเดีย การที่ต้องเผชิญกับฝูงช้างอันน่ากลัวจึงเกิดการเคารพในรูปของช้าง เพื่อให้ปกป้องคุ้มครอง จากนั้นจึงได้พัฒนามาเป็นเทพชั้นสูงของชาวอารยัน และในที่สุดได้พัฒนาเป็นเทพผู้ขจัดซึ่งอุปสรรค และนำมาซึ่งความสำเร็จในปัจจุบัน โดยทรงมีปัญญาเฉลียวฉลาดเป็นเลิศ ทั้งยังทรงได้รับยกย่องให้เป็นหัวหน้าของเทพที่มีเศียรเป็นสัตว์ทั้งหลาย จนกระทั่งมีการรจนาปกรณ์ให้เป็นโอรสของพระศิวะเทพและพระศรีมหาอุมาเทวี หรือพระนางปราวตี นอกจากนี้ยังทรงได้รับยกย่องให้เป็นผู้เขียนคัมภีร์มหาภารตะ จากวาจาของพระฤๅษีวยาส และนับถือกันว่า เป็นเทพเจ้าแห่งการรจนาหนังสือ ดุจเดียวกับ พระสุรัสวดี

ในคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์ได้เล่าถึงเรื่องราวอันเป็นต้นกำเนิดของพระคเณศไว้หลากหลายตำนานตามความเชื่อในแต่ละลัทธิตามแต่ลัทธิความเชื่อแต่ก็พอจะสรุปเป็นแนวทางหลักๆ ตำนานวิฆเนศวรปราบอสูร ในตำนานเล่าไว้ว่า เมื่อเหล่าอสูรและรากษสได้บวงสรวงพระศิวะจนได้รับพรจากพระศิวะหลายประการ เหล่าอสูรจึงฮึกเหิมสร้างความความเดือดร้อนไปทั่ว พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์จึงทรงนำหมู่เทวดาไปวอนขอต่อพระศิวะ ขอให้พระองค์สร้างเทพแห่งความขัดข้อง เพื่อขัดขวางความพยายามของอสูรและรากษส พระองค์จึงทรงแบ่งส่วนกายหนึ่งให้เกิดบุรุษร่างงามจากครรภ์ของพระนางปราวตีและทรงตั้งพระนามว่า วิฆเนศวร เพื่อคอยขัดขวางอสูร และเหล่ารากษส ตลอดทั้งคนพาลคนชั่วทั้งหลายมิให้ทำการบัดพลีเพื่อขอพรจากพระศิวะ ทั้งยังเป็นผู้เปิดทางอำนวยความสะดวกต่อเทวดาและคนดีเพื่อเป็นหนทางสู่ความสำเร็จ

ตำนานปราวตีนำเหงื่อไคลปั้นเป็นลูก ตำนานเรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นที่นิยมแพร่หลายในเมืองไทยเล่าไว้ว่าครั้งหนึ่งชยาและวิชยาพระสหายของนางปราวตีได้แนะนำว่า ปกติพระนางมักจะ ต้องใช้บริวารของพระศิวะอยู่เป็นประจำ ถ้าหากพระนางจะมีบริวารเป็นของตนเองก็คงจะดีไม่น้อย พระนางเห็นด้วย จนวันหนึ่งขณะที่ทรงสรงน้ำอยู่ตามลำพังก็ทรงนึกถึงคำพูดของพระสหายจึงได้นำเอาเหงื่อไคลออกมาสร้างบุรุษรูปงาม สั่งให้ไปยืนเฝ้าทวาร มิให้ใครเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต จนวันหนึ่งพระศิวะได้เสด็จมา ฝ่ายลูกก็ป้องกันแข็งขัน โดยไม่รู้ว่านั่นคือพระศิวะ ผู้เป็นพ่อโกรธก็เลยสั่งให้ภูตและคณะของตนเข้าสังหารทวารบาลพระองค์นั้น บ้างก็ว่าพระศิวะพุ่งตรีศูลตัดเศียรลูก บ้างก็ว่าพระวิษณุเทพที่มาช่วยรบนั้นใช้จักรตัดเศียร ความทราบถึงพระนางปราวตีจึงเกิดศึกใหญ่ระหว่างเทพและเทพีขึ้นบนสวรรค์ฝ่ายฤๅษีนารอดอดรนทนไม่ได้ จึงได้เป็นทูตสันติภาพขอเจรจากับนางปราวตีเพื่อสงบศึกนางบอกว่าจะสงบศึกก็ต่อเมื่อลูกของนางฟื้นเท่านั้น

พระศิวะจึงสั่งให้เทวดาเดินทางไปทิศเหนือ ให้เอาศีรษะของสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกที่พบมาต่อกับโอรสของนางปราวตี ปรากฏว่าเทวดาได้เศียรช้างพลายซึ่งมีงาเพียงข้างเดียวมา เมื่อพระคเณศฟื้นขึ้นมา ทราบความจริงว่าพระศิวะคือพระบิดาก็ตรงเข้าไปขอโทษที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ พระศิวะพอใจมากจึงประสาทพรให้พระคเณศมีอำนาจเหนือภูตผีทั้งหลายและทรงแต่งตั้งให้เป็นคณปติ

ตำนานขวางทางคนชั่วไปเทวาลัยโสมนาถและโสมีศวร พระนางปราวตีทรงเอาน้ำมันที่ใช้ในการสรงน้ำมาผสมกับเหงื่อไคลปั้นเป็นรูปคนแต่มีเศียรเป็นช้างจากนั้นได้เอาน้ำจากพระคงคาประพรมให้มีชีวิตขึ้น เพื่อทำการขัดขวางแก่คนชั่วที่จะไปบูชาศิวะลึงค์ที่เทวาลัยโสมนาถและเทวาลัยโสมีศวรเพราะคนเหล่านี้หวังจะไปล้างบาปเพื่อมิให้ตกนรกทั้งเจ็ดขุม ด้วยเหตุนี้ การที่วันคเนศจาตุรถี นิยมเอารูปปั้นพระคเณศมาจุ่มน้ำหรือนำเทวรูปปูนชิ้นเล็กๆ มาทิ้งตามแม่น้ำคงคา ก็น่าจะมาจากความเชื่อที่ว่าน้ำจากแม่พระคงคาจะทำให้พระคเณศมีชีวิตขึ้นมานั่นเอง

ตำนานพระคเนศกฤษณะอวตาร พระนางปราวตีมเหสีของพระศิวะไม่มีโอรส พระศิวะจึงทรงแนะนำให้พระนางทำพิธีปันยากพรต (พิธีบูชาพระวิษณุเทพ ในวันขึ้น13 ค่ำเดือนมาฆะ) มีระยะเวลากำหนด 1 ปีเต็มและเมื่อครบกำหนด พระนางจะได้โอรสซึ่งเป็นพระกฤษณะอวตารไปจุติ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามคำตรัสของพระศิวะ ทวยเทพทั้งหลายมาร่วมอวยพรในกลุ่มเทพเหล่านี้มีพระศนิ (พระเสาร์) รวมอยู่ด้วย เมื่อพระศนิเหลือบมองพระกุมารทันใดนั้นเศียรกุมารก็ขาดจากพระศอกระเด็นไปยังโคโลกซึ่งเป็นวิมานของพระกฤษณะพระวิษณุจึงเสด็จไปยังแม่น้ำบุษปุภัทรเห็นช้างนอนหัวไปทางทิศเหนือจึงตัดเศียรช้างกลับมาต่อให้กับเศียรกุมารที่หายไป ตำนานเรื่องนี้เข้าใจกันว่าน่าจะสร้างขึ้นโดยกลุ่มที่นับถือพระกฤษณะเป็นใหญ่

ตำนานพระศิวะและพระนางอุมาแปลงกายเป็นช้าง อีกตำนานหนึ่งเล่าว่า ครั้งหนึ่งพระศิวะและพระนางปราวตีได้เสด็จมาประพาสยังแถบภูเขาหิมาลัย บังเอิญเมื่อได้เห็นช้างสมสู่กันก็บังเกิดความใคร่ พระศิวะจึงได้แปลงเป็นช้างพลาย ส่วนนางปาราวตีแปลงกายเป็นช้างพังร่วมสโมสรจนมีลูกเป็นพระคเณศ พระคเณศนั้นเป็นโอรสของพระศิวะ กับ พระอุมา และ เป็นพี่น้องกับสกันทกุมาร (ขันธกุมาร) ซึ่งประวัตินั้นค่อนข้างแปลกๆพอๆกันของเทวบุตรทั้ง 2 องค์นี้ โดยพระคเณศจะมีคุณลักษณะแห่งความเป็นนักปราชญ์ ส่วนสกันทกุมารจะมีคุณลักษณะแห่งความห้าวหาญตรงไปตรงมาแบบทหาร

ตำนานพระวิษณุเทพเปล่งวาจากสิทธิ์ในพิธีโสกันต์ จากที่พระศิวะและพระปารวตีทรงจัดพิธีโสกันต์ให้กับพระโอรสในพิธีฤกษ์คือ วันอังคารจึงได้แจ้งเชิญเทพทั้งหลายทั้งมวลมาเป็นสักขีพยาน แต่คงยังขาดเพียงองค์วิษณุเทพที่ทรงอยู่ระหว่างบรรทม จนเมื่อใกล้เวลาอันเป็นมงคล พระศิวะเทพจึงทรงให้พระอินทร์นำสังข์ไปเป่าเพื่อปลุกให้พระวิษณุเทพตื่นจากบรรทม เมื่อพระวิษณุเทพทรงตื่นจากบรรทมด้วยเสียงดังของสังข์ จึงทำให้พระวิษณุเทพพลั่งโอษฐ์ออกไปว่า "ไอ้ลูกหัวขาดจะนอนให้สบายก็ไม่ได้" เพียงวาจานี้ถึงกลับทำให้เศียรของพระโอรสหายไปในทันที เหล่าเทพทั้งหลายเมื่อเห็นดังนี้แล้วจึงปรึกษากันว่า วันอังคารถือเป็นฤกษ์ไม่ดีขอห้ามทำพิธีการมงคลใดๆ ทั้งมวล กลับถึงเรื่อง พระเศียรของโอรสพระศิวะเทพจึงมีบัญชาให้พระวิษณุกรรมไปตัดหัวมนุษย์ที่เพิ่งสิ้นชีวิต ณ ทิศตะวันตก แล้วนำกลับมาโดยเร็ว แต่ในวันนั้นหาได้มีมนุษย์ผู้ใดสิ้นอายุขัยลง พระวิษณุกรรมแลเห็นเพียงช้างพลายงาเดียวเท่านั้นที่สิ้นชีวิตลง จึงตัดหัวช้างพลายตัวนั้นกลับมาถวายพระศิวะเทพ

ในช่วงเวลาที่ศาสนาพุทธกำลังเติบโตในอินเดีย มีเรื่องเล่ากล่าวในตอนนี้ว่า เมื่อเทวดานำหัวช้างมาต่อแต่ก็ยังไม่สามารถทำให้พระโอรสฟื้นชีวิตได้ พระศิวะเทพจึงต้องให้พระวิษณุเทพไปทูลเชิญเสด็จพระศิริมานนท์อรหันต์ ให้เสด็จมาสวดพระคาถาชินบัญชรจนสำเร็จทำให้พระโอรสฟื้นชีวิต หรือบ้างก็กล่าวว่าในพิธีโสกันต์ พระราหูได้เตือนพระศิวะแล้วว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น จึงควรทูลเชิญเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าร่วมพิธีนี้ด้วย แต่พระศิวะเทพก็หารับฟังไม่ บ้างก็ว่าพระอังคารไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมพิธีจึงโกรธแค้น และได้ลอบตัดเศียรพระโอรสไปโยนทิ้งทะเล

เมื่อพระศิวะทรงต่อเศียรให้พระคเณศ และ ชุบชีวิตให้แล้ว พระคเณศก็กลับมามีชีวิตดังเดิมทำให้พระอุมาหายพิโรธ โดยพระศิวะกล่าวว่าอันเศียรช้างที่หามาได้นี้หาใช่ช้างธรรมดาอันที่จริงคือ ปางหนึ่งของช้างเอราวัณที่ถูกสาปให้ไปเกิดเป็นช้างเผือกในโลกมนุษย์ เมื่อใดถูกตัดเศียรแล้วก็จะพ้นคำสาปและกลับคืนสู่อินทราโลก ฉะนั้นเศียรที่ได้มานี้จึงประเสริฐเปี่ยมไปด้วยกำลัง และสติปัญญา และเมื่อเป็นการไถ่ความผิด เหล่าเทวดาก็ต่างให้พรพระคเณศต่างๆ นานา โดยพระศิวะให้พรว่าขอให้พระคเณศจงอยู่เหนืออุปสรรคทั้งปวง เป็นเทพเจ้าแห่งความสมดุล และ ความสำเร็จสมปรารถนาทั้งปวง พระนารายณ์ให้พรว่าขอให้เป็นเทพเจ้าแห่งปัญญาและการรจนาคัมภีร์ความรู้ทั้งปวง

เมื่อพระคเณศเสียงา การที่พระคเณศทรงมีงาเพียงข้างเดียวนั้น เล่ากันไว้เป็นหลายทาง

อย่างแรกมีที่มาตั้งแต่คราวที่พระศิวะได้ทำพิธีโสกันต์และพระวิษณุเทพพลั้งเผลอเปล่งวาจายังผลให้เศียรของกุมารหายไป และทรงมีเทวะโองการให้หาเศียรของมนุษย์ที่เสียชีวิตมาต่อให้ แต่ก็ปรากฏว่าในวันอังคารนั้นไม่มีมนุษย์ผู้ใดเลยที่ถึงฆาต มีก็แต่เพียงช้างงาเดียวที่นอนตายอยู่ทางทิศเหนือจึงได้ตัดเอาเศียรมาต่อให้พระกุมาร

ส่วนอีกมูลเหตุหนึ่งที่ทำให้พระคเณศทรงเหลืออยู่เพียงงาเดียวนั้นเล่ากันว่า เนื่องจากถูกพราหมณ์ปรศุราม ขว้างขวานเพชรใส่จนงาหักไปข้างหนึ่ง สำหรับพราหมณ์ปรศุรามนั้นเป็นอวตารปางที่หกขององค์พระวิษณุมหาเทพ ในนารายณ์สิบปาง มีฤทธิ์เดชมาก เป็นหัวหน้าแห่งพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ที่องค์มหาศิวะเทพพอพระทัยและโปรดปรานเป็นอย่างมาก และทรงมอบขวานเพชรของพระองค์ ให้ไว้เป็นอาวุธ และให้สิทธิเข้าเฝ้าพระองค์ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

ครั้นหนึ่ง ก่อนที่องค์พระศิวะมหาเทพ จะเข้าบำเพ็ญสมาธิญาณ ได้สั่งให้องค์พระพิฆเนศ เฝ้าประตูทางเข้าไว้ ห้ามผู้ใดเข้าไปรบกวน องค์พระพิฆเนศก็รับพระบัญชาแห่งองค์มหาศิวะเทพ ทำการเฝ้าทางเข้านั้นไว้ ข้างฝ่ายปรศุรามที่เป็นองค์อวตารของวิษณุเทพ หลังเสร็จจากภารกิจก็ต้องการจะไปเข้าเฝ้าที่เขาไกรลาส ระหว่างนั้นก็ได้พบกับพระคเณศที่ไม่ยอมให้ปรศุรามเข้าเฝ้า ปรศุรามโมโหเลยใช้ขวานของพระศิวะขว้างไปยังพระคเณศ พระองค์จำใจต้องใช้งาข้างซ้ายรับขวานนั้นด้วยเหตุที่ท่านทรงมีความกตัญญูเป็นอย่างยิ่งในตัวพระบิดาครั้นจะต่อสู้กันไปก็อาจทำได้ แต่จะมีประโยชน์อะไรกับการทำลายฤทธิ์เดชของอาวุธซึ่งเป็นของบิดาตนเอง หลังเหตุการณ์ครั้งนี้พระศิวะก็ได้มีเทวะประกาศิต แบ่งกำลังของปรศุรามมาให้พระคเณศครึ่งหนึ่ง เพื่อมิให้มีกำลังมากเกินไป และใช้ไปในทางที่ไม่ควรอีก นอกจากให้กำลังแล้วยังทรงประกาศให้พระคเณศมีพระนามว่า เอกทันตะ คือผู้มีงาเดียว และว่านามนี้จะเป็นเครื่องประกาศคุณงามความดีที่ทรงเป็นลูกกตัญญูต่อบิดา รู้จักรักษาเกียรติบิดา และยังให้นามว่า พิฆเนศวร ซึ่งหมายถึงผู้ที่สามารถกำจัดอุปสรรคได้นานาประการ

ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เล่าไว้ว่า เมื่อคราวที่พระกุมารน้อยถือกำเนิดใหม่ ๆ และทำหน้าที่เฝ้าปากทวารห้องสรงน้ำของพระแม่ปราวตีนั้น พระศิวะไม่ทราบว่าเป็นลูกเลยเกิดการต่อสู้กัน พระศิวะโมโหจึงใช้ขวานขว้างไปโดนงาของพระคเณศหัก ส่วนอีกตำนานนั้นว่ากันว่า ทรงมีงาที่ถอดได้เองตามธรรมชาติ และเมื่อคราวที่พระคเณศทรงต่อสู้กับอสูรอสุรภัค ทรงแสดงฤทธิ์เดชด้วยการถอดงาของตัวเองแล้วขว้างไปที่อสูรภัคจนต้องยอมแพ้

พิธีคเนศจตุรถีในอินเดีย มีประเพณีบูชาพระคเณศ ที่ตรงกับเทศกาลคเนศจตุรถี หรือโชตี นับเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการบูชาพระพิฆเนศ จะทำกันในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 9 และวันแรม 4 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งถือว่าเป็นวันกำเนิดของพระพิฆเนศ เชื่อกันว่าพระองค์จะเสด็จลงมาสู่โลกมนุษย์เพื่อประทานพรอันประเสริฐสูงสุดแก่ผู้ศรัทธาพระองค์ท่าน เทศกาลนี้มีการจัดพิธีกรรมบูชาและการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทั่วอินเดียและทั่วโลก มีการจัดสร้างเทวรูปพระพิฆเนศขนาดใหญ่โตมโหฬาร สำหรับเข้าร่วมพิธีบูชา แล้วแห่องค์เทวรูปไปทั่วเมือง จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สายต่างๆ งานนี้จัดเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ ตามขบวนแห่จะแห่องค์เทวรูปนับร้อยนับพันองค์ไปตามถนนหนทาง ทุกหนแห่งจะมีผู้คนเข้าร่วมขบวนอยู่ในชุดส่าหรี่หลากสีสันสวยงาม ขบวนแห่จะไปสิ้นสุดที่แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เช่น แม่น้ำคงคา แม่น้ำสุรัสวตี ฯลฯ แล้วทำพิธีลอยเทวรูปลงสู่แม่น้ำหรือทะเล

เทศกาลคเนศจตุรถีและพิธีกรรมต่างๆ กระทำกันมาแต่โบราณ มีการจัดหาเครื่องสังเวยมาถวายแด่พระพิฆเนศอย่างมากมาย มีการสวดมนต์บูชาอย่างเต็มรูปแบบ ร้องรำทำเพลง จัดงานกันอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา นับตั้งแต่วันแรก ไปจนถึงวันสุดท้าย รวมทั้งมีพิธี "เอกวีสติ ปัตรบูชา" หรือการบูชาด้วยใบไม้ 21 ชนิดเป็นเวลา 21 วัน โดยผู้บูชาจะต้องถวายใบไม้แด่พระพิฆเนศ วันละ 1 ประเภท ถวายทุกวันไปจนครบ 21 วัน และใบไม้ 21 ประเภท

ในวันที่ประกอบพิธีคเนศจตุรถีนั้น ประชาชนทั้งหลายต่างพากันมาทำสักการบูชารูปเคารพของพระคเณศที่ปั้นด้วยดินเผา เครื่องบูชาจะประกอบไปด้วยดอกไม้ โดยเฉพาะดอกไม้สีสดใส เช่น สีแดง สีเหลือง สีแสด ขนมต้ม มะพร้าวอ่อน กล้วย อ้อย นมเปรี้ยวแบบแขก ขณะทำการบูชา ผู้บูชาจะท่อง พระนาม 108 ของพระองค์ หลังจากการบูชาแล้วก็จะเชิญพราหมณ์ ผู้ประกอบพิธีมาเลี้ยงดูให้อิ่มหนำสำราญ มีข้อห้ามในวันพิธีคเนศจตุรถีนี้คือ ห้ามมองพระจันทร์อย่างเด็ดขาด และถ้าใครเผลอไปมองพระจันทร์เข้า พวกชาวบ้านก็จะพากันเข้าไปแช่งด่าทันที แต่เป็นการทำด้วยความหวังดี เพราะเชื่อกันว่า การด่าการแช่งนั้นช่วยให้คนผู้นั้นพ้นจากคำสาปของพระคเณศได้ซึ่งความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้มีที่มาอยู่ 2ทางคือ

เรื่องแรก สืบเนื่องมาจากการที่พระคเณศพลัดตกจากหลังหนูจนท้องแตก เนื่องจากหนูทรงของท่านตกใจที่เห็นงูเห่าเลื้อยผ่านหน้า ในขณะนั้นพระคเณศเสวยขนมต้มจนอิ่มเต็มท้องมาหมาดๆ ขนมต้มที่อยู่ในท้องจึงทะลักออกมากองกับพื้น ด้วยความเสียดาย พระคเณศท่านก็รีบหยิบขนมต้มขึ้นมายัดใส่เข้าไปในพุงตามเดิม แล้วท่านก็จับงูเห่าตัวนั้นมารัดพุงเอาไว้ ประจวบกับเวลานั้นก็น่าจะเป็นคราวเคราะห์ของพระจันทร์ท่านพอดี ที่เผอิญผ่านมาเห็นเข้า ก็อดขำไม่ได้ จึงหัวเราะออกมาดังลั่น พระคเณศหันมาเห็นก็โกรธเคืองยิ่งนัก ทรงเอางาขว้างไปที่พระจันทร์ทันใด อานุภาพของงาที่ติดแน่นนั้นดับรัศมีของพระจันทร์ลงสิ้น ทำให้โลกมืดมิดลงอย่างฉับพลัน ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เคยสว่างไสวด้วยรัศมีจันทร์อาบไล้ก็หมดไป ร้อนถึงพระอินทร์และทวยเทพทั้งหลาย ก็ต้องพากันไปอ้อนวอน ในที่สุดพระคเณศจึงยอมถอนเอางาออก แต่พระจันทร์ก็ต้องได้รับโทษอยู่คือ จะต้องเว้าๆ แหว่งๆ เป็นเสี้ยวๆ ไม่เต็มดวงทุกคืน จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำและแรม 1 ค่ำ จึงจะเห็นพระจันทร์เต็มดวง

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเล่าว่าพระคเณศสาปคนที่มองดูพระจันทร์ในวันที่บูชาพระองค์คือ หากใครมองดูพระจันทร์ในวันนี้จะได้รับแต่สิ่งอัปมงคล กลายเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ และผู้นั้นก็จะต้องกลายเป็นจัณฑาลไป คนจัณฑาลในสังคมอินเดียจะเป็นที่รังเกียจของคนวรรณะอื่นๆทุกๆวรรณะ เนื่องจากถือว่าเป็นคนไม่มีชนชั้น เป็นชนชั้นต่ำล่างสุดของสังคม คำสาปที่ให้กลายเป็นจัณฑาลจึงเป็นโทษร้ายแรงยิ่งนัก การจะแก้คำสาปได้ก็ต้องแก้ด้วยการให้มีผู้คนมาแช่งด่าเสียก่อน เหมือนเป็นเคล็ดว่าได้รับสิ่งอัปมงคลไปก่อนแล้ว จะได้ไม่ต้องเกิดอัปมงคลขึ้นตามคำสาปแช่ง

การนับถือพระพิฆเนศในเมืองไทย แม้จะมีหลักฐานเกี่ยวกับรูปเคารพหรือเทวรูปองค์พระพิฆเนศที่ปรากฏอยู่ในเมืองไทยมาช้านานสันนิษฐานกันว่าเริ่มแรก น่าจะแพร่เข้ามาทางดินแดนใต้ของไทยตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่10 ตามคติแบบอินเดียคือในฐานะผู้ขจัดอุปสรรค ต่อมาในสมัยสุโขทัยคนไทยเราน่าจะนับถือพระพิฆเนศตามแบบอิทธิพลของขอม ส่วนคนไทยยกย่องพระพิฆเนศวรเป็นมหาเทพแห่งศิลปวิทยาการนั้น เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจวบจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามเชื่อกันว่า การนับถือพระพิฆเนศในเมืองไทยอย่างจริงจัง น่าจะเริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 เนื่องจากทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นศิลปินเอก ทรงมีพระอัจฉริยภาพทางด้านการประพันธ์ และการแสดงเป็นอันมาก ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงนำเอาภารตวิทยามาเผยแพร่อย่างจริงจัง โดยมีแรงจูงใจมาจากการที่พระองค์ได้ไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ และทรงสนใจภารตวิทยาอย่างมาก ดังนั้น พระองค์จึงศึกษาถึงพิธีกรรมต่างๆ ของพราหมณ์หรือฮินดูเป็นอย่างดี จนทำให้ทรงเข้าใจแท้จริงในพิธีกรรมต่างๆ เหล่านั้น และพระองค์ยังทรงนำรูปเคารพของพิฆเนศมาใช้ในรัชสมัยของพระองค์อีกด้วย โดยทรงกำหนดให้ใช้รูปพระพิฆเนศวรเป็นดวงตราเครื่องหมายวรรณคดีสโมสร ดวงตราพระราชลัญจกรนี้เป็นรูปกลม ศูนย์กลางกว้าง 3 นิ้ว 3 อนุกระเบียด หรือ 7 เซนติเมตร ตรงกลางเป็นรูปพระพิฆเนศประทับบนแท่น แวดล้อมด้วยลายกนก สวมสังวาลนาค ที่พระหัตถ์ขวาเบื้องบนถือวัชระ เบื้องล่างถืองา ที่พระหัตถ์ซ้ายเบื้องบนถือบ่วงบาศ เบื้องล่างถือหม้อน้ำ

ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2480 พระพิฆเนศ ได้กลายเป็นดวงตราประจำกรมศิลปากร โดยลายตรงกลางเป็นพระพิฆเนศวรรอบวงกลมมี ลวดลายเป็นดวงแก้ว 7 ดวง ซึ่งมีความหมายถึงศิลปวิทยาทั้ง 7 แขนง คือ 1 ช่างปั้น 2 จิตรกรรม 3 ดุริยางคศิลป์ 4 นาฏศิลป์ 5 วาทศิลป์ 6 สถาปัตยกรรม 7 อักษรศาสตร์ ดังนั้น คนทั้งหลายจึงนับถือพระพิฆเนศวรเป็นบรมครูทางศิลปะ นอกจากนี้ยังมีสถาบันต่างๆอีกหลายใช้ที่นำเอารูปองค์พระพิฆเนศมาใช้ประกอบเป็นตราสัญลักษณ์ พระพิฆเนศทรงเป็นมหาเทพแห่งศิลปะวิชาการ เป็นมหาเทพแห่งความรู้ที่สำคัญคือ เป็นมหาเทพแห่งความสำเร็จ และมีความฉลาดรอบรู้ในทุกๆ ด้าน อีกทั้งยังช่วยขจัดภัยพิบัติ และอุปสรรคทั้งหลายให้หมดไป ในปัจจุบันนี้ยังถือว่าพระองค์ท่านเป็นเทพแห่งวิชาการอีกด้วย

บูชาพระพิฆเนศตามวันเกิด

วันอาทิตย์ ปาง วีระ คณปติ สำหรับผู้เกิดวันอาทิตย์ ควรสักการะคือปางเปิดโลกวีระคณปติ ปางอำนาจดังพระสุริยะทิตย์ มักมี 16 พระกร วรกายสีแดงสด มักประทับยืนหรือนั่ง เสริมให้ผู้บูชามีอำนาจ เกียรติยศ ชื่อเสียงและทรัพย์สิน คาถาบูชาคือ โอม ศรี มหาวีระ คะ ณะ ปะ ติ เย นะ มะ ฮะ

วันจันทร์ ปาง ทวิมุขติ คณปติ สำหรับผู้เกิดวันจันทร์ พระคเณศที่กำหนด คือ ทวีมูข-คณปติ คณปติ 2 พระเศียร บางครั้งจะพบในลักษณะของนริตะยาขคณปติ ปางนาฏราช 4 พระกร 2 พระกร จะสมบูรณ์ต้องประทับใต้ต้นมะตูม พระวรกายสีทอง หรือ ขมิ้น มักให้เสน่ห์และทรัพย์ บางครั้งจะพบทวีมูข-คณปติในสีวรกายสีเขียว บ้างในตอนใต้ของอินเดีย แต่ปางนาฏราช จะพบทางเหนือหรือทางอีสานของอินเดีย คาถาบูชาคือโอมศรีทวิ-มูข คะ ณะ ปะ ติ เย นะ มะ ฮะ

วันอังคาร ผู้เกิดวันอังคาร ควรบูชาปางตรีมูขติ-คณปติ 6 ประการ วรกายสีชมพูสดหรือสีสำริด มักให้อำนาจขจัดอุปสรรคในการทำงาน อำนาจเหนือสามโลก ประทับยืนหรือนั่ง เป็นปรางที่ให้เสน่ห์และทรัพย์ และให้การเดินทางปลอดภัย ด้วย 3 พระเศียร คือ อำนาจของการคุ้มครองของพระอังคาร คาถาบูชาคือ โอม ศรี ตรี-มูข-ติ คะ ณะ ปะ ติ เย นะ มะ ฮะ บางครั้งจะพบปางคเณศ-หนุมาน ครึ่งพระคเณศ พระหนุมาน สำหรับผู้ที่ต้องการมีทรัพย์และอำนาจเหนือศัตรู

วันพุธ ผู้เกิดวันพุธ ควรบูชาปาง ปางทวิจา คณปติ ปางนี้มี 4 พระเศียร วรกายสีเขียว หรือปางคเนศวรี เป็นปางครึ่งนารีครึ่งบุรุษ ตามตำนานแห่งพระพุธเทวาที่มี 2 ร่างเป็นพระนางอิลา จากคำสาปของพระศิวะ ปางนี้ให้ทรัพย์มาก พระกล่าวคือพระพรหม 4 พระพักตร์ที่ให้พรพระคเณศให้มีอำนาจคือ พระองค์ ปางคเนศวรีนั้นหาดูยากจะมารูปแกะสลักหิน ปรากฏที่วิหารพระแม่อุมา กามาฉิ เมืองกัลยากุมารีทางใต้ของอินเดีย ปางนี้ถือว่าอวตารเป็นครึ่งพระลักษมี เพื่ออำนวยทรัพย์ และมีความสามารถ ดั่งบุรุษ บวกสตรีเพศ คาถาบูชาคือโอมศรีทวิ-จาคะ ณะ ปะติ เย ยะ นะ ฮะ

วันพุธกลางคืน ผู้เกิดวันพระราหู หรือวันพุธกลางคืน ปางที่ควรบูชา คือ อุณจิสตา คณปติ หรือปางเอก-ซารา คณปติ 4 พระกร วรกายสีสำริด หรือ สีนิลประทับบนหลังหนู พาหนะ ส่วนปางอุณจิสตาคณปติเป็นปางของพวกต้นตระนิกาย มีพระชายาประทับบนตักซ้าย มักให้อำนาจทางด้านการเสี่ยง การพนัน อำนาจปกครอง อำนาจเหนือรักและความลุ่มหลง การให้ทรัพย์มาก และขจัดทุกข์สำหรับทุกเรื่อง คาถาบูชาคือโอมศรีเอก-ซารา-คะ ณะปะติ เย ยะ นะ มะ ฮา

วันพฤหัสบดี ปาง เฮรัมภะ คณปติ เหมาะกับผู้เกิดวันพฤหัสบดี เฮรัม ภะ คณปติคือพระพิฆเนศ 5 พระเศียร 16 พระกร บางครั้งจะพบประทับบนหลังราชสีห์ วรกายสีส้มอ่อน หรือ สีแสงอรุณรุ่ง อาจพบเห็นในปางประทับนั่งบนดอกบัว ปางนั้นให้ทรัพย์มาก ให้อำนาจสำหรับปกครองที่ต้องดูแลบริวาร เช่นนักบริหาร นักการเมือง การปกครอง นายธนาคาร ฯลฯ คาถาบูชาคือ โอม ศรี มหา เฮ-รัม-ภะ คะ ณะ ปะ ติ เย นะ มะ ฮะ

วันศุกร์ ปาง เอก ทันตะ คณปติ สำหรับผู้เกิดวันศุกร์ ปางที่ควรบูชา คือ เอกทันต์-คณธปติ ลักษมีคณปติ ความสมบูรณ์แห่งโภคทรัพย์ และครอบครัว ความรัก บริวารมาก พระวรกายสีน้ำเงิน ฟ้า 8 พระกร บางครั้งจะอุ้มเทวีชายาสิทธิพุธิ เป็นปางของการให้กิเลส สมบัติมาก เช่น พระศุกร์เทวา และเสน่ห์แห่งรักของ พระกามเทพ คาถาบูชาคือ โอม ศรี เอก-ทัน-ตะ คะ ณะ ปะ ติ เย ยะ นะ มะ ฮะ

วันเสาร์ ปางสิทธิ คณปติ สำหรับผู้เกิดวันเสาร์ ปางควรเคารพ คือ สิทธิ-คะ ณะ ปะ ติ 4 พระกร วรกายสีม่วง หรือ วิกนา คณปติ บางครั้งจะพบในปางปราบนาคราช เช่น พระกฤษณะ ประทับยืนบนหลังนาคราช 5-7 พระเศียร หรือประทับนั่งโดยมีพระยานาคราชปรก ปางนี้จะให้ผลของการเสี่ยงในงานสำคัญๆมาก หรือพนัน อำนาจเหนืออุปสรรคขจัดภูตผีปีศาจ อำนาจในการปกครองคือ การสอน การแพทย์ การพยากรณ์ ปางนี้ถือว่าสำคัญ โดยเฉพาะผู้มีพระเสาร์แทรก ทำให้รุ่มร้อน คาถาบูชาคือ โอม ศรี สิทธิ-คะ ณะ ปิ ติ เย ยะ มะ ฮะ

ความหมายแห่งองค์พระพิฆเนศ รูปลักษณ์ขององค์พระพิฆเนศนั้นทรงมีร่างกายเป็นมนุษย์ แต่การที่จะปรากฏพระองค์มีพระกร 4 6 หรือ 8 พระกร ก็สุดแล้วแต่ว่าพระองค์ท่านจะเสด็จมาในภาคไหน และมาเพื่อกิจการใด พระวรกายส่วนต่างๆของพระองค์ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความรอบรู้ต่างๆ และสติปัญญาอันยิ่งใหญ่ที่สื่อถึงได้ดังนี้ พระเศียร เป็นศูนย์รวมแห่งคลังปัญญาและความรู้ทั้งหมด พระกรรณ เป็นที่รวมของความรู้ต่างๆ และคำสวดทั้งหลายโดยการรับฟัง ทรงมีงวงที่ใหญ่และยาวมาก จึงเปรียบเสมือนกับการเปรียบเทียบความดีความชั่วจากการกระทำ เพื่อจะได้ส่งเสริมช่วยเหลือ ให้สามารถแก้ปัญหาต่างๆได้ จนเกิดความสำเร็จดังที่ตั้งใจ งาข้างเดียว ทรงมีงาที่ดีข้างเดียว และงาอีกข้างที่หักไปนั้น เป็นการเปรียบเทียบให้รู้ว่าจะต้องอยู่ระหว่างเหตุแห่งความดีหรือความชั่ว เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และเข้าถึงความแตกต่างกันระหว่างร้อนกับเย็น ความซื่อสัตย์ และความคดโกง เป็นต้น บ่วงบาศ เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความปรารถนาของมนุษย์ ใครที่ต้องการความสำเร็จต่างๆ พระองค์จะทรงลากจูงผู้คนทั้งหลายให้เดินตามรอยพระบาทของพระองค์ เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายที่ต้องการ ขวาน ทรงใช้เป็นอาวุธสำหรับป้องกันความชั่วร้าย และอุปสรรคต่างๆที่มารังควานบริวาร หรือผู้ที่นับถือพระองค์ท่าน ขนมโมทกะ เป็นรางวัลที่พระองค์ท่านประทานให้กับผู้ที่ปฏิบัติตามพระองค์ท่าน ขนมของพระองค์ท่าน ทำมาจากข้าวสุกผสมกับน้ำตาล และนำมาปั้นเป็นลูกขนม ขนมหวานนี้ก็เปรียบดั่งที่พระองค์ท่านประทานความสุข และความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ให้กับผู้ที่นับถือเคารพและปฏิบัติตามพระองค์ท่าน

พระพิฆเนศวรเป็นมหาเทพแห่งศิลปวิทยาการนั้น เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจวบจนถึงปัจจุบัน บุคคลที่ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปะ งานขีดๆเขียนๆ ความสวยงามทั้งหลายควรจะศึกษาประวัติของพระพิฆเนศวรเพื่อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานให้ประสบความสำเร็จมีความเจริญก้าวหน้ามีความคิดสร้างสรรค์ในการประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตลอดชีวิตการทำงาน