สุวันดี โพธิ์วิจิตร ทนายอาสา

นัดพบ

เมื่อถูดเอารัดเอาเปรียบจากหน่วยงานราชการบางหน่วย กดดันให้สาวใต้จากเมืองตรังเลือกที่จะดั้นด้นมาเรียนนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วยคิดว่าวิชาความรู้ทางด้านกฎหมายจะช่วยให้ครอบครัวซึ่งทำธุรกิจวัสดุก่อสร้าง รอดพ้นจากการถูกขูดรีด สุวันดี โพธิ์วิจิตร หรือทนายหนูดี จึงเลือกที่จะเรียนกฎหมายเพื่อใช้เป็นเกาะป้องกันตัวเอง กระทั่งที่สุดกลายมาเป็นทนายอาสาของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

ทุกวันนี้ "ทนายหนูดี" มีความสุขกับการทำงาน เพราะเธอไม่ต้องทำคดีที่ค้านกับความรู้สึกของตัวเอง เพียงแต่ต้องปรับเปลี่ยนผู้ฟังที่ดี คอยให้คำปรึกษากับผู้หญิงที่ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเธอบอกว่าชีวิตมีคุณค่ากว่ากันเพราะได้ทำประโยชน์ให้กับสังคมมากกว่าว่าความให้บริษัท

พื้นเพของคุณหนูดีเป็นคนจังหวัดอะไรคะ

เป็นคนจังหวัดตรังค่ะ ที่บ้านทำธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างอยู่ที่ตลาดอำเภอห้วยยอด ชื่อร้าน "สุชัย" ทั้งครอบครัวมีเราคนเดียวที่เรียนไม่ค่อยดีนัก พี่น้องคนอื่นๆ เขาจะสอบเอ็นทร้านซ์มหาวิทยาลัยของรัฐกันทุกคน

ตัวเองเมื่อสอบเอ็นทร้านซ์ไม่ติดก็เข้ามาเรียนรัฐศาสตร์ที่รามฯ หลังจากนั้นจึงมาเรียนนิติศาสตร์ด้วย เรียนจบมาก็มาทำงานสำนักงานทนายความ ช.ชนะสงคราม แถวๆป้อมพระสุเมรุ ถนนพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นของ คุณชวน หลีกภัย โดยท่านมอบหมายให้คนสนิทเป็นหัวหน้าสำนักงาน ท่านจะแวะเวียนมาบ้างเป็นครั้งคราว

ทำได้ประมาณ 2 ปี ก็ลาออกไปเป็นนิติกรให้กับบริษัทเอกชน ส่วนมากจะทำคดีเกี่ยวกับเงินกู้ เพราะเป็นบริษัทประกันชีวิต ภายหลังก็ย้ายไปยังอีกบริษัทหนึ่ง รวมแล้วอยู่ในแวดวงนี้ประมาณ 15 ปี

ถามว่าธุรกิจประกันชีวิตดีอย่างไร? ถ้าในมุมมองของคนที่มีกำลังจะจ่ายย่อมต้องดี คนที่ทำงานอยู่ในแวดวงของธุรกิจนี้จึงอยู่กันยาวนาน ผลตอบแทนอาจจะไปช้าๆ แต่ว่ามั่นคง เพราะธุรกิจประกันชีวิตรายรับที่ได้จากลูกค้าค่อนข้างต่อเนื่องยาวนาน ถือเป็นการลงทุนระยะยาวได้

แต่ประเด็นสำคัญธุรกิจประกันชีวิตโอกาสล้มแทบจะไม่มีเลย เงินที่เขาได้จากเราเขาจะนำไปลงทุน เช่น ซื้อหุ้น ภายใต้การดูแลของหน่วยงานคณะกรรมการการลงทุนกำกับและดูแลธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพราะธุรกิจกลุ่มนี้ต้องบริหารจัดงานเงินของลูกค้าในระยะยาว เมื่อไหร่ก็ตามที่ คปภ. มองว่าบริษัทเริ่มจะไม่มั่นคงจะโดนฟีซในทันที จนกว่าจะมีการจะทะเบียนเพิ่มทุน แต่ยังมีการทำธุรกรรมเกี่ยวกับเบี้ยประกันอย่างต่อเนื่อง แต่ห้ามขายประกันกับลูกค้าเพิ่ม เพราะฉะนั้นเมื่อขณะยังทำหน้าที่นิติกรอยู่จึงต้องดูแลกฎหมายเกี่ยวกับการนำเงินที่ได้จากลูกค้าไปลงทุน

ข้อเสียอย่างหนึ่งของการทำงานบริษัทคือใช้ข้อกฎหมายได้อย่างจำกัด คือ ใช้ได้เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ แต่หลังจากได้ลาออกมาแล้ว เรามาทำอาชีพทนายความอย่างเต็มตัว ทำให้เราสามารถใช้กฎหมายได้หลากหลายขึ้น และได้ทุกรูปแบบ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ พรากผู้เยาว์ การหย่าร้าง

ทำไมคุณหนูดีจึงเลือกที่จะเรียนกฎหมาย

ถ้าตอบตามตรงแรกทีเดียวไม่คิดที่จะเรียนกฎหมายสักเท่าไหร่ เพราะสมัยที่เราเรียนจะค่อนข้างถูกแอนตี้ไม่ให้ผู้หญิงขึ้นเป็นผู้พิพากษา จึงไม่มีการสนับสนุนให้เรียนกฎหมาย

แต่ที่เรียนเพราะตอนที่จบรัฐศาสตร์ เนื่องจากบ้านเราทำธุรกิจก่อสร้าง และจะมีปัญหากับหน่วยงานของรัฐหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งมักจะใช้อำนาจนอกเหนือกฎหมายมาหาประโยชน์จากเรา ซึ่งเรามองว่ามันไม่เป็นธรรม เพราะเราก็ค้าขายแบบตรงไปตรงมา เราควรที่จะรู้ข้อกฎหมายไว้บ้างนี่จึงกลายมาเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราหันเหมาเรียนทางด้านกฎหมาย เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันตัวเราเองด้วย

ในมุมมองคิดว่าอาชีพทนายความเป็นอย่างไร

เป็นเรื่องของความท้าทายค่ะ เมื่อเข้ามาเรียนกฎหมายคุณจะต้องขยันอ่านหนังสือทุกวันอย่างไม่สิ้นสุด เพราะกฎหมายมีการเขียนขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา เราจึงอัพเดทตัวเราอยู่ตลอดเวลา มิฉะนั้นเราจะเป็นนักกฎหมายที่ไม่พัฒนาตัวเอง ข่าวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องใกล้ตัวหรือไกลตัว

กฎหมายที่ออกมาใหม่ๆ เช่น

กฎหมายแรงงาน ปัจจุบันคนรับใช้ในบ้าน เขาจะต้องได้รับสิทธิเช่นเดียวกับพนักงานบริษัททุกประการ ทั้งค่าล่วงเวลาและวันหยุดประจำปี

ข้อกฎหมายใดบ้างที่คนทั่วไปควรรู้ไว้บ้าง

น่าจะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการจราจรค่ะ กับเรื่องกฎหมายครอบครัว เพราะเกิดเหตุหนักขึ้นเรื่อยๆ เวลาที่ผู้หญิงถูกผู้ชายทำร้าย พอผู้หญิงไปแจ้งความก็มักจะถูกมองว่าเป็นเรื่องของสามีภรรยา เมื่อไหร่ก็ตามที่พนักงานสอบสวนพูดแบบนี้เราต้องอ้าง พรบ.ความรุนแรงในครอบครัว ปัจจุบันมีกฎหมายฉบับนี้แล้ว ถ้ามีปัญหาให้แจ้งกลับมาที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลได้ทันทีเราจะให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนเอง เพราะบางครอบครัวผู้หญิงถูกทำร้ายบ่อยมาก

ล่าสุดมีอยู่คดีหนึ่ง ภรรยายิงสามีซึ่งเป็นตำรวจตายเพราะถูกทำร้ายร่างกายซ้ำๆ จนเกิดบันดาลโทสะยิงสามีตาย ฝ่ายภรรยามาหาเราที่มูลนิธิฯ ดิฉันเองเป็นทนายความทำคดีให้ เพราะพนักงานอัยการสั่งฟ้องดคีฆ่าคนตาย เพราะพนักงานสอบสวนไม่ได้ใส่ พรบ.ความรุนแรงในครอบครัวลงไป

เพราะตามหลักความจริงๆ แล้วจู่ๆผู้หญิงจะลุกขึ้นมาหยิบปืนขึ้นมายิงสามีคงเป็นไปไม่ได้ ถ้าสืบสวนกันแล้วมันจะต้องมีสายสนกลในลึกๆซ่อนอยู่ ผู้หญิงเมื่อถูกทำร้ายหนักเข้าก็ถึงจุดขาดสติได้เช่นกัน

ปัจจุบันคดีความรุนแรงในครอบครัวจะมากขึ้นตามลำดับ ส่วนใหญ่เกิดจากการดื่มสุรา และใช้สารเสพติดทำให้ขาดสติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางมูลนิธิฯกำลังทำวิจัยอยู่

เรื่องของความรุนแรงในครอบครัวผู้หญิงเราควรจะป้องกันตัวอย่างไร

สิ่งที่เราควรจะต้องระมัดระวังที่สุดคือ อย่าดื่มสุราจนขาดสติ อย่าไว้ใจใคร หรือแม้กระทั่งการแต่งตัวควรจะต้องมิดชิด ในกลุ่มนักศึกษามีคดีการล่วงละเมิดทางเพศสูงมาก บางครั้งเพื่อนนักศึกษาไปเที่ยวด้วยกันโดยที่ไม่ได้คิดอะไรกัน แต่พอดื่มสุราเข้าบรรยากาศก็เลยพาไป

ถ้าคุณอายุ 18 ปีไปแล้ว และไม่มีร่องรอยบาดแผลปรากฏถือว่าเป็นการสมยอม มันก็จะต่อสู้ทางคดีไม่ได้เลย เพราะเราไม่มีข้อโต้แย้ง ถ้ามีร่องรอยการทำร้ายร่างกายเรายังต่อสู้ในชั้นศาลได้ แต่ถ้าเรายังอายุไม่ครบ 18 ปี แน่นอนว่าเป็นคดีพรากผู้เยาว์ ผู้ปกครองสามารถแจ้งความเอาผิดกับผู้กระทำได้

ฟังดูแล้วผู้หญิงที่ไม่รู้ข้อกฎหมายค่อนข้างเสียเปรียบ

ไม่ต้องอะไรหรอกค่ะ อย่างคดีความรุนแรงในครอบครัว กฎหมายเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ภรรยามีสิทธิที่จะไม่ร่วมหลับนอนกับสามีได้ แล้วสามีทำร้ายร่างกายภรรยา ตามกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว ภรรยาสามารถไปแจ้งความได้ว่าสามีข่มขืน แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าภรรยาไม่ยอมแล้วสามีเข้าทำร้ายร่างกาย ศาลสามารถพิพากษาให้หย่าได้ถ้าภรรยาต้องการ ถ้าเรามีร่องรอยการถูกทำร้ายโอกาสที่จะชนะคดีสูงมาก

ปัจจุบันมีผู้พิพากษามากขึ้น พนักงานสอบสวนผู้หญิงก็มีเกือบทุกโรงพัก ถ้าเป็นคดีทางเพศเขาจะให้พนักงานสอบสวนผู้หญิง กฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องให้พนักงานสอบสวนผู้หญิงเท่านั้นหากเกิดกรณีการล่วงละเมิดทางเพศ เว้นแต่ว่าที่ สน. นั้นไม่มีพนักงานสอบสวนผู้หญิงจริงๆ ซึ่งต้องเขียนเป็นบันทึกไว้ ซึ่งตรงนี้ก็ต้องยอมรับว่าในต่างจังหวัดยังขาดพนักงานสอบสวนผู้หญิง

แล้วในต่างจังหวัดเรื่องคดีล่วงละเมิดทางเพศก็น้อยรายที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง เพราะเกิดความอาย ทำให้ฝ่ายชายซึ่งเป็นผู้กระทำย่ามใจ แต่ถ้ามีใครสักคนคอยให้กำลังใจ กระทั่งผู้เสียหายเกิดฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อตัวเองอย่างเดียว แต่เราต่อสู้เพื่อผู้หญิงคนอื่นๆ ด้วยซึ่งเธอเหล่านั้นจะได้ใม่ถูกผู้ชายล่วงละเมิดอีก ตรงนี้เป็นหลักการสำคัญเลยก็ว่าได้

เพราะทนายอาสาของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลนอกจากเก่งเรื่องการว่าความแล้ว เรายังต้องเป็นผู้ฟังที่ดีด้วยครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย แล้วเราค่อยย้อนถามกลับไปว่าคุณมาที่นี่เพื่ออะไร ต้องการให้เราช่วยเหลือเรื่องใดบ้าง เมื่อเรารู้ความต้องการของเราแล้ว เราจะได้ชี้แจงให้เขาฟังในขั้นตอนของข้อกฎหมายว่าเราจะดำเนินการต่อไปอย่างไร

คุณหนูดีเข้ามาเป็นทนายอาสาของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลได้อย่างไร

จากคำแนะนำของเพื่อนค่ะ ก่อนหน้าที่จะเป็นมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เดิมที่ป้าโก๋ (สุเพ็ญศรี) เคยอยู่มูลนิธิเพื่อนหญิง เพราะเดิมที่ก็เคยอยู่เพื่อนหญิงมาก่อนแต่ไม่นานค่ะ หลังจากนั้นก็แยกออกมาเป็นมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ทำงานที่นี่เกือบ 3 ปีแล้ว

การทำงานมูลนิธิฯ แล้วเรารู้สึกสบายใจเพราะ เราไม่ต้องทำงานตามเจ้านาย การทำงานในบริษัทเอกชนไม่ใช่ว่าเราได้ทำงานถูกต้องในหลักการ ซึ่งค้านกับนิสัยของนักกฎหมายซึ่งไม่อยากทำในสิ่งไม่ถูกต้อง มันค้านกับความรู้สึกอย่างมาก แล้วเราก็มาทำงานอย่างไม่สบายใจ ในฐานะพนักงานบริษัทเราต้องทำให้บริษัทได้รับประโยชน์สูงสุด แต่ไม่เกิดประโยชน์ต่อสังคม องค์กรควรคืนกำไรให้กับสังคมบ้าง ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะบริษัทเมื่อล้ม เขาล้มบนฟูกทุกแห่ง ผู้ถือหุ้นคือเสือนอนกิน ถ้าเป็นบริษัทต่างชาติผู้ถือหุ้นต้องรับผิดชอบด้วย

คุณหนูดีทำหน้าที่ใดบ้างที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

งานประจำคือ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาที่ โทร.เข้ามาที่เบอร์ 0-2513-2689 เพื่อปรึกษาข้อกฎหมาย จันทร์ พุธ ศุกร์ เราจะมีทนายนั่งเป็นเวรประจำ ส่วนวันอังคาร-พฤหัส จะมีนักสังคมสงเคราะห์ประจำ ตอนนี้ที่ดิฉันทำอยู่ก็จะมีพวกคดีหย่าร้าง กับคดีข่มขืน โดยพาผู้เสียหายไปให้ปากคำ ล่าสุดเป็นคดีชาวซิมบับเว ถูกเพื่อนนักศึกษาชาติเดียวกันข่มขืน เพราะฝ่ายชายพยายามที่จะไกล่เกลี่ย แต่ที่เราสู้คดีเพราะผู้หญิงถูกผู้ชายทำร้ายร่างกายด้วยการกัดที่แขน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

ที่เขาลุกขึ้นมาฟ้องเพราะเพื่อนนักศึกษาด้วยกันให้กำลังใจเขาว่า "ยูต้องลุกขึ้นสู้นะ เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง" เพราะตอนแรกเขาก็จะไม่เอาเรื่องเหมือนกัน

สาเหตุจริงๆ ของคดีความรุนแรงในครอบครัวมันเกิดจากเหตุปัจจัยอะไรบ้าง

ถ้ามองในภาพกว้างองค์กรเราได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ซึ่งได้เงินสนับสนุนจากภาษีสุรา จากผลของการเก็บข้อมูล 90 เปอร์เซ็นต์ ล้วนแต่เกิดจาการดื่มเหล้า รองลงมาคือยาเสพติด ซึ่ง สสส. เขาก็พยายามรณรงค์ในเรื่องนี้นะคะทุกสื่อ แม้แต่รัฐบาลเขาก็พยายามรณรงค์ด้วยการเก็บภาษีสุราให้สูงขึ้น แต่ถามว่ามันเบาลงมั้ย

แต่กลุ่มคนที่ดื่มสุราแล้วทำร้ายร่างกาย คือ กลุ่มคนในระดับรากหญ้าถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ในมุมมองของดิฉันเองเขาไม่ได้ดื่มเหล้าหรอกค่ะ แต่เหล้ามันดื่มเขามากกว่า

เบื้องต้นแก้ไขได้อย่างไร

ตอนนี้มูลนิธิฯเองพยายามเจาะเข้าไปในชุมชนเล็กๆ ในระดับรากหญ้า โดยการแนะวิธีให้มีผู้นำชุมชน เพื่อให้ความรู้ในเชิงป้องกัน ซึ่งในอนาคตเขาอาจจะกลายมาเป็นชุมชนต้นแบบที่ดี เช่น ชุมชนคลองเตย เรามีทั้งผู้หญิง-ชาย ต้นแบบ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดี

ในเมื่อมี พรบ. ความรุนแรงในครอบครัว มีผลทำให้คดีลดลงบ้างมั้ยคะ

ต้องยอมรับว่ารายการผู้หญิงถึงผู้หญิงมีส่วนช่วยอย่างมาก เวลาที่เรามีสปอตไปในรายการ ผู้หญิงที่ไม่กล้าจะไปร้องเรียนว่าตัวเองถูกกระทำ ก็จะเพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งปกติก็มีเยอะอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าผู้หญิงไม่กล้าที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้มากกว่า

ทำไมผู้หญิงจึงกล้าที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้มากยิ่งขึ้น

ส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจาก พรบ.ผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว 2550 แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พรบ. ตัวนี้มิได้ต้องการให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว แต่ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของฝ่ายชายซึ่งเป็นผู้กระทำ ไม่ให้กระทำซ้ำ ด้วยการให้คำปรึกษา หรือบำบัดเขาทำร้ายร่างกายผู้หญิงเพราะอะไร

พรบ. นี้ดีตรงที่ทำให้ผู้หญิงที่ถูกทำร้ายเข้าถึง พรบ.ตัวนี้ได้ง่ายขึ้น และสามารถป้องกันเยียวยาผู้ชายให้กลับมาเป็นผู้ชายต้นแบบทางด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งเป็นการเสริมสร้างสัมพันธ์ภาพที่ดีของครอบครัวด้วย ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ที่สำคัญยิ่งของกฎหมายฉบับนี้ เพราะผู้ชายจะเป็นกำลังสำคัญในการหาเลี้ยงครอบครัว ถ้าเกิดต้องติดคุกติดตะรางก็ไม่ได้สร้างผลดีต่อครอบครัว พรบ. ฉบับนี้จึงช่วยในเรื่องของการทัณฑ์บนไว้ว่าอย่ากระทำซ้ำอีก

กลุ่มคนรากหญ้าจะรู้ข้อกฎหมายนี้ผ่านช่องทางใดได้บ้าง

ยอมรับว่า พรบ. ฉบับนี้เกิดเมื่อปี 2550 แต่เพิ่งจะมาบังคับใช้อย่างจริงจังเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา เพราะเราเองก็พยายามที่จะใช้พันธสัญญาทางสื่อที่ช่วยผู้หญิง ซึ่งทางเราเองก็พยายามที่จะจัดประชุมกลุ่มเล็กๆ แบบสหวิชาชีพ เพื่อให้ผู้หญิงเข้าถึงกฎหมายตัวนี้ให้มากที่สุด ทั้งยกกรณีตัวอย่างหรือแม้ผู้ที่ถูกกระทำก็สามารถเข้ามาพูดคุยได้ หรือเป็นต้นแบบเลยก็มี เพื่อให้ผู้หญิงได้รับสิ่งที่ดีกลับไปค่ะ

ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เปรียบไปก็เหมือนโรคเรื้อรังที่รอวันให้เภสัชกรปรุงยาขนานเอกมาเยียวยา แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผู้ที่จะรักษาเยียวยาได้ดีที่สุดคือ หญิง ชาย ในครอบครัวและสังคมต้องสำนึกในความรับผิดชอบชั่วดี และหน้าที่อันพึงมีของแต่ละคน การทำร้ายร่างกายและจิตใจก็จะไม่เกิดขึ้น