มนต์อียิปต์ (๔)

สารคดีต่างแดน

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก แป๊บเดียววันสุดท้ายแล้ว เราเลยไม่ไปไหนไกล อยู่เที่ยวในกรุงไคโรเสียให้ช่ำปอด แต่ไม่ดีอย่างว่าวันนี้เป็นวันแรกของการเริ่มต้นทำงาน หลังจากชาวอียิปต์ได้หยุดพักผ่อนในช่วงวันศุกร์-เสาร์มาแล้ว การจราจรในเมืองจึงติดขัดมาก บางจุดเกือบจะหยุดนิ่งเป็นอัมพาตกันเลยทีเดียว แต่ยังดีที่อากาศวันนี้ปลอดโปร่ง ฟ้าเปิดต่างจากเมื่อวานที่หม่นมัว เพราะฝนตกทั้งวัน แล้วยังมีห้าหนุ่มนักศึกษาไทยซึ่งรู้จักมักคุ้นกับ คุณกมลรัตน์ และคุณขนิษฐา สองสาวจากอียิปต์แอร์เป็นอย่างดีมาร่วมสมทบกับคณะด้วย ทั้งห้าคนมีน้ำใจมาก กุลีกุจอช่วยเหลือ พร้อมตอบทุกคำถามของเราอย่างไม่รู้เบื่อ แถมเข้าใจง่ายอีกต่างหาก เพราะว่าพูดจาภาษาเดียวกัน

"ชื่ออะไรกันมั่งคะ" ฉันเปิดบทสนทนาเมื่อพวกเขาเดินมาขอนั่งด้วยที่เบาะหลังสุด

ปรากฏว่าสามในห้าคนเป็นพี่น้องกัน ชื่อ กิตติ กำพล และ เกรียงไกร อีกสองชื่อ อรุพงษ์ กับ วราวุธ

"พี่ว่าผมเป็นคนจังหวัดอะไร" หนึ่งในสามพี่น้องตั้งคำถามกลับ หน้าตาเขาดูมีเลศนัยชอบกล

"เอ่อ..." ฉันเลือกจังหวัดไม่ถูก แต่ที่คิดไว้อยู่ทางใต้ของประเทศทั้งนั้น

พอสุ่มตอบไป คนถามหัวเราะก๊าก ก่อนเฉลยว่าที่จริงเป็นคนกรุงเทพฯ บ้านอยู่แถวมีนบุรีนี่เอง แล้วชี้ไปที่เพื่อนอีกคนที่หน้าตาขาวตี๋สไตล์เด็กเมืองกรุงว่า นี่แหละคนใต้ตัวจริงเสียงจริง...เป็นงั้นไป...แต่ฉันว่าเขาคงรู้ฉันจะตอบอะไรเลยแกล้งถามเพื่อให้ได้ขำกัน พอคุยต่อไปจึงได้รู้เพิ่มว่าเป็นธรรมเนียมของครอบครัวนี้ที่จะส่งลูกชายทุกคนมาเรียนวิชาศาสนาที่นี่ ทั้งที่แต่ละคน อย่างกิตติพี่ชายคนโตเรียนจบปริญญาตรีที่เมืองไทยแล้วก็ยังมาเรียนเอาปริญญาที่นี่อีกใบ ฉันจำไม่ได้แน่ว่า เขามีกันห้าหรือหกคนพี่น้อง รู้แต่ยังจะมีน้องชายตามมาเรียนด้วยอีก ยกเว้นน้องคนสุดท้องที่เป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านคงไม่ได้ตามพี่ๆ มา

ตึกสไตล์นีโอคลาสสิคสีแดงเด่นเป็นสง่าคือที่ตั้งของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอียิปต์ แหล่งรวบรวมวัตถุโบราณอันประเมินค่ามิได้ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคกรีก-โรมันมากกว่า ๑๒๐,๐๐๐ ชิ้น ความ 'เยอะ' เริ่มมีให้เห็นตั้งแต่ที่ลานด้านหน้า แท่งหินสลักเป็นรูปคน สัตว์ที่มีอยู่จริง และสัตว์ในตำนานอย่างสฟิงซ์ตั้งกระจายอยู่หลายจุด มีต้นปาปิรุสของจริงปลูกไว้ให้ดูด้วยอีกกอใหญ่ เราถ่ายรูปกันเต็มที่ ทดแทนที่ด้านในไม่อนุญาตให้ทำได้

ตอนโอ้เอ้ถ่ายรูปกัน เหลือบตาไปทางด้านซ้ายมือ เห็นตึกร้างข้างพิพิธภัณฑ์มีร่องรอยการโดนเผาทำลาย นี่คือหนึ่งซากหลักฐานเหตุการณ์ปฏิวัติใหญ่ที่ยังคงไม่สงบดีมาจนถึงทุกวันนี้ น้องนักศึกษาบอกว่า ความวุ่นวายภายในประเทศอียิปต์ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างฮวบฮาบ แต่ก็ว่าดีแล้วที่เรามาเที่ยวช่วงนี้ เพราะถ้าสถานการณ์ยังเป็นปกติ ตรงลานด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ น้องเขาเปรียบให้ภาพว่าคนจะยุ่บยั่บอย่างกับตอนมาเดินเที่ยวงานกาชาดที่สวนอัมพรนั่นเลย

ฟังคนในพื้นที่เล่า พอกลับถึงเมืองไทย มาอ่านเจอข่าวชิ้นหนึ่งรายงานถึงเหตุการณ์ระหว่างการปฏิวัติว่า ได้มีกลุ่มผู้ประท้วงบุกเข้าไปในพิพิธภัณฑ์และทำลายแจกันโบราณกว่า ๑๓ ใบ จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังหีบพระศพของฟาโรห์ตุตันคาเมน และทำลายรูปปั้นที่อยู่ด้านหน้าหลุมศพ รวมทั้งขโมยเครื่องประดับหลายชิ้นในร้านขายของที่ระลึกไปด้วย แต่ดีที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเอาไว้ได้ หลังการตรวจค้นพบว่า มีโบราณวัตถุบางชิ้นซุกซ่อนอยู่ รวมถึงมัมมี่อีก ๒ ตัว ที่เจ้าหน้าที่ยืนยันภายหลังว่า ไม่ใช่มัมมี่ของราชวงศ์ แต่ทั้งสองยังอยู่ในสภาพดี ไม่ได้ถูกทำลายเสียหายแต่อย่างใด ในเนื้อข่าวยังบอกอีกว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณวัตถุได้เริ่มทำการบูรณะรูปปั้นและหีบพระศพของฟาโรห์ตุตันคาเมนแล้ว และว่าปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหลายแห่งทั่วกรุงไคโรได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนาจากกองทัพ แต่ประเด็นหนึ่งในข่าวที่ฉันว่าสำคัญและคิดว่าเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจให้มากยิ่งกว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการลอบทำลายซ้ำรอยขึ้นมาอีกคือ คำพูดของนักโบราณคดีทั้งชาวอียิปต์และต่างชาติที่ออกมากล่าวตรงกันว่า ชาวอียิปต์ทุกคนควรรักษาสมบัติของชาติเอาไว้ และไม่ควรฉวยโอกาสในช่วงชุมนุม ทำลายหรือลักขโมยของโบราณเหล่านี้ไป เพราะว่านี่คือความภูมิใจของชาวอียิปต์และชาวโลกทุกคน

พาคุณกลับไปที่พิพิธภัณฑ์อีกที ด้วยเหตุที่มีของดีเยอะจัด แต่เวลามีจำกัด การจะเดินดูให้ทั่วเป็นไปได้ยาก เราจึงเจาะเฉพาะห้องที่มีของน่าสนใจแบบว่าพลาดไม่ได้เด็ดขาด เริ่มที่ห้องจัดแสดงสมบัติล้ำค่าของฟาโรห์ตุตันคาเมน กษัตริย์หนุ่มที่โด่งดังที่สุดของอียิปต์ในความรับรู้ของคนในยุคปัจจุบัน

เรื่องราวของฟาโรห์องค์นี้ถูกเล่าขานซ้ำนับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่มีการค้นพบหลุมฝังพระศพของพระองค์เมื่อ ค.ศ.๑๙๒๒ โดย โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ฉันเลยจะขอเล่าถึงเหตุการณ์ช่วงนี้อย่างไม่ยืดยาวนักว่า ก่อนหน้าการค้นพบครั้งสำคัญ นักโบราณคดีได้ค้นพบสุสานของกษัตริย์อียิปต์ในราชวงศ์ที่ ๑๘ ในสมัยอาณาจักรใหม่ ซึ่งอยู่ในราชวงศ์เดียวกับฟาโรห์ตุตันคาเมนครบทุกพระองค์แล้ว ยกเว้นก็แต่สุสานของตุตันคาเมนเท่านั้น แต่ทุกคน รวมถึง โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ ยังเชื่อว่าน่าจะมีสุสานของพระองค์อยู่ที่ไหนสักแห่งในหุบผากษัตริย์ นักโบราณคดีผู้นี้ต้องคว้าน้ำเหลวหลายครั้ง แต่สุดท้ายแล้ว เขากับทีมงานก็พบว่า ที่หากันเท่าไหร่ก็ไม่เจอเป็นเพราะสุสานตุตันคาเมนนั้นถูกสุสานของฟาโรห์รามเสสที่ ๖ สร้างซ้อนทับไว้

การค้นพบเผยให้เห็นมัมมี่ตุตันคาเมนในสภาพสมบูรณ์มาก พร้อมด้วยทรัพย์สมบัติล้ำค่ามากมายถึงสามพันชิ้นด้วยกัน มีทั้งเครื่องประดับ เครื่องทรง ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อาทิ โลงศพทองคำแท้น้ำหนักร่วมร้อยกิโล หน้ากากทองคำลงยา เตียงบรรทม รถศึก โถใส่น้ำหอมทำจากหินอ่อนอลาบาสเตอร์ สถูปทองคำทำจากไม้แกะสลักลวดลายสวยงาม เก้าอี้บัลลังก์ทองคำที่มีภาพฟาโรห์ตุตันคาเมนประทับอยู่บนเก้าอี้และมเหสีของพระองค์กำลังทาน้ำมันหอมให้ โดยทั้งคู่ใส่รองเท้าแตะคนละข้างอันแสดงถึงความรักอันลึกซึ้ง เป็นต้น ข้าวของทุกชิ้นเห็นได้ชัดว่าถูกทำขึ้นอย่างวิจิตรงดงามเพื่อให้คู่ควรกับองค์กษัตริย์เท่านั้น

ทั้งนี้แต่เดิมเรื่องราวเกี่ยวกับฟาโรห์ตุตันคาเมนมีปรากฏอยู่น้อยมาก แต่จากหลักฐานที่พบในห้องมหาสมบัติ บวกกับจารึกบนแผ่นศิลาที่พบในเมืองคาร์นักทำให้ได้ข้อสันนิษฐานโดยสรุปว่า ฟาโรห์ตุตันคาเมนทรงเป็นพระโอรสของฟาโรห์อัคนาเตนแห่งราชวงศ์ที่ ๑๘ ของอียิปต์ ขึ้นครองราชย์ระหว่าง ๑๓๔๘-๑๓๓๙ ปีก่อนคริสตกาลขณะมีพระชันษาราว ๙-๑๐ ปี อำนาจในการปกครองบ้านเมืองในขณะนั้นอยู่ในมือของ วิซิเออร์ อัย และนายพลโฮเรมเฮบ ฟาโรห์ตุตันคาเมนจึงไม่ทรงมีบทบาทโดดเด่นในระหว่างนั้นนัก จนกระทั่งเสด็จสวรรคต (ซึ่งจากการผ่าพิสูจน์พระศพและร่องรอยบาดแผลตรงพระปรางด้านซ้ายทำให้ได้ข้อสันนิษฐานว่า น่าจะเสด็จสวรรคตเมื่อพระชันษาเพียง ๑๘-๒๐ ปี โดยการถูกลอบปลงพระชนม์ด้วยธนูหรือหอก) วิซิเออร์ อัย และนายพลโฮเรมเฮบได้ขึ้นเป็นฟาโรห์ต่อ และโฮเรมเฮบคนนี้เองที่พยายามทำลายสิ่งที่สร้างขึ้นในสมัยของตุตันคาเมนทำให้หลักฐานเกี่ยวกับกษัตริย์องค์นี้มีเหลืออยู่น้อยมาก แต่ว่าสุดท้ายแล้วเราก็ได้รู้จักกับพระองค์จนได้ในอีกสามพันกว่าปีต่อมา

ห้องต่อมาที่นักท่องเที่ยวต้องไม่พลาดมีชื่อว่า ห้อง Royal Mummies ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องเสียเงินค่าเข้าชมเพิ่มอีกคนละ ๑๐๐ ปอนด์อียิปต์ ห้องนี้อยู่บนชั้นสองของพิพิธภัณฑ์ ในแผนกมัมมี่ซึ่งจัดแสดงทั้งมัมมี่ฟาโรห์ มัมมี่คนธรรมดา และมัมมี่สัตว์ แต่ห้องรอยัล มัมมี่พิเศษกว่าห้องอื่นตรงที่มัมมี่อดีตกษัตริย์ทั้ง ๑๑ ร่าง ถูกบรรจุอยู่ในโลงแก้วรักษาความชื้น พร้อมติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพื่อรักษาอุณหภูมิให้ร่างทั้งหมดคงอยู่ต่อไปยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มัมมี่ที่เด่นและดังที่สุดได้แก่ มัมมี่ของฟาโรห์รามเสสที่ ๒ ซึ่งฉันได้เคยเอ่ยถึงเรื่องราวของพระองค์มาแล้วเมื่อครั้งไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่เมืองเมมฟิส นอกจากนี้ยังมีมัมมี่ของฟาโรห์ทุตโมสิสที่ ๑-๔ ฟาโรห์อาห์โมซิส ฟาโรห์อาเมนโฮเทป ฟาโรห์รามเสสที่ ๓ ฟาโรห์เซติที่ ๑ ผู้เป็นพระบิดาของฟาโรห์รามเสสที่ ๒ ส่วนมัมมี่ของฟาโรห์ตุตันคาเมนนั้นไม่มี ต้องดั้นด้นไปดูที่บริเวณที่ค้นพบสุสานของพระองค์ในหุบผากษัตริย์โน่น

บรรยากาศในห้องรอยัล มัมมี่ เย็นและมืดกว่าปกติจะว่าน่ากลัวก็มีรู้สึกกันนิดหนึ่ง แต่ความทึ่งมีมากกว่าด้วยมัมมี่แต่ละร่างอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ยังเห็นเส้นผม ฟัน เล็บอยู่ครบราวกับว่าแต่ละองค์เพิ่งทรงสวรรคตไปเมื่อวันวานนี้เอง ทั้งที่ความจริงผ่านไปนานนับพันปีแล้ว คงต้องยกความดีให้กับกระบวนการทำมัมมี่อันสลับซับซ้อนที่ช่วยรักษาไม่ให้ร่างไร้วิญญาณเสื่อมสลายไปตามธรรมชาติ

เราใช้เวลาในช่วงเช้าทั้งหมดไปกับสองห้องนี้ เมื่อออกจากพิพิธภัณฑ์ ได้ไปกินอาหารจีนที่ร้านซึ่งถ้าไม่บอกคงไม่รู้ เพราะตั้งอยู่ในอาคารเก่าโทรม มองภายนอกอย่างกับตึกร้าง แต่นี่แหละผลพวงจากกฎหมายประหลาดที่กำหนดให้เรียกเก็บภาษีอาคารสร้างเสร็จแล้วแพงกว่าที่ยังไม่เสร็จ

จุดหมายต่อมามีชื่อว่า Citadel of Salah al-Din เป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองลงมาเห็นทิวทัศน์ของกรุงไคโรได้ทั่ว ถูกสร้างขึ้นในปี ๑๑๗๖ โดยกษัตริย์ซาลามดิน ด้วยการนำหินจากปิระมิดแห่งกิซ่ามาสร้างกำแพงเพื่อเป็นป้อมปราการป้องกันประเทศจากสงครามครูเสด ต่อมาภายหลังมีการสร้างพระราชวังขึ้นด้วยในยุคของ กษัตริย์โมฮัมหมัด อาลี ซึ่งครองอียิปต์ในช่วง ค.ศ.๑๘๐๕-๑๘๔๘ จุดเด่นของชิทาเดลคือ สุเหร่าที่ กษัตริย์โมฮัมหมัด อาลี ให้สร้างขึ้น ณ บริเวณใจกลางป้อม เป็นสุเหร่าที่ใหญ่และสูงที่สุดในกรุงไคโร โดยการออกแบบของสถาปนิกชาวกรีกที่ต้องการให้มีรูปแบบเหมือนกับ Blue Mosque ที่อิสตันบูล

การเข้าชมสถานที่นี้ทุกคนต้องถอดรองเท้า แต่ที่สำคัญกว่าอยู่ที่ควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยรัดกุมด้วยที่นี่เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนา มีผู้หญิงคนหนึ่งสวมกางเกงเลกกิ้งมา เลยโดนเจ้าหน้าที่จับใส่เสื้อคลุมตัวโคร่งก่อนจะปล่อยให้เข้ามาข้างในได้ เห็นเธอบ่นกระปอดกระแปดกับเพื่อนที่ต้องมาใส่ชุดผ้ารุ่มร่ามนี่ แต่ฉันกลับมองว่า เธอควรจะตำหนิตัวเองมากกว่าที่ไม่รู้จักใช้หัว "คิด" เสียบ้างว่าควรแต่งกายอย่างไรให้เหมาะสมกับสถานที่ ใช่คิดเอาง่ายแค่ว่าตนมาเที่ยวเลยแต่งตามใจ ไม่เคยสนใจอะไรทั้งสิ้น แม้กระทั่งว่าที่นี่เป็นประเทศมุสลิมที่มีกฎระเบียบอันเคร่งครัด โดยเฉพาะสำหรับสตรี

หันไปดูอย่างอื่นแทนยายคนนี้เห็นจะบำรุงสายตาดีกว่า...สุเหร่านี้ประกอบด้วย ๒ ส่วนคือ ตัวสุเหร่า กับส่วนของลานกว้างด้านหน้าล้อมรอบด้วยวิหารสี่ด้านที่วิจิตรงดงามด้วยประตูโค้งและหน้าต่างเหล็กดัดที่มีลวดลายละเอียดสวยงามมาก ในบริเวณเช่นเดียวกันยังมีหอนาฬิกาซึ่งพระเจ้าหลุยส์ฟิลิปป์แห่งฝรั่งเศสมอบให้รัฐบาลอียิปต์เป็นของขวัญแลกเปลี่ยนกับเสาโอเบลิสต์ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ที่กรุงปารีส แต่น่าเสียดายที่บังเอิญเกิดความเสียหายระหว่างขนส่ง นาฬิกาเรือนนี้จึงใช้การไม่ได้อีกเลย

ขณะยืนฟังไก๊ด์บรรยาย อยู่ๆ มีคนมาสะกิดที่ไหล่ ฉันหันไปมอง เจอผู้ชายคนหนึ่งถามว่า ขอถ่ายรูปได้ไหม อารามตกใจ ฉันหลุดปากเซย์โนกับเขาไปโดยอัตโนมัติทันที จนเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เดินเข้าไปด้านในสุเหร่า ได้แหงนหน้าดูลวดลายและดวงไฟที่ประดับประดาอยู่บนเพดาน ได้ดูงานแกะสลักบนประตูสีเขียวซึ่งด้านหลังเป็นบันไดสำหรับขึ้นไปทำพิธีทางศาสนา เรียกว่าเดินดูจนทั่วแล้วละ ถึงเพิ่งค่อยนึกถึงคำของดาเรียไก๊ด์คนแรกขึ้นมาได้ที่เคยบอกไว้ว่า คนที่นี่เวลามาเที่ยวมักนิยมถ่ายรูปกับพวกนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อเอากลับไปอวดคนที่บ้าน...โธ่ถัง กะละมังแตก ไม่น่าลืมเลยเรา โชคดีตอนหลังสบโอกาสให้แก้ตัว เมื่อมีเด็กสาวสามคนมาทักแล้วเริ่มอ้อมแอ้มถามว่า ขอถ่ายรูปคู่ด้วยได้ไหม ฉันตอบไปพร้อมรอยยิ้มทันทีเลยว่า ด้วยความยินดีจ้า!

พอสาวๆ ได้รูปเก็บไว้ในกล้องในโทรศัพท์มือถือครบทุกคน พวกเธอก็ปล่อยฉันให้ดื่มด่ำกับบรรยากาศยามบ่ายจัดบนเนินเขาเหนือกรุงไคโรต่อ บังเอิญแอบเห็นนักเรียนมานั่งหลบมุมวาดรูปอยู่ตรงโน้นเลยกดเก็บไว้หนึ่งแชะ แต่รูปที่ฉันชอบที่สุดเป็นภาพของคุณแม่คนสวยอุ้มลูกสาวที่นอนหลับไว้ในอ้อมกอดอย่างทะนุถนอม โดยมีอาคารบ้านเรือนในเมืองหลวงเป็นฉากหลัง

ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ทุกคนตั้งตารอ การช็อปปิ้งที่ ตลาดข่าน เอล คาลิลี

"เดี๋ยวเรากลับมาเจอกันตอน...นะคะ" ผู้นำแจ้งเวลาก่อนปล่อยเหล่านักช็อปไปละลายทรัพย์

ฉันเชื่อว่าทุกคนต้องคิดเหมือนกันว่ามีเวลาให้เดินน้อยเกินไป แต่เราก็ไม่อาจยืดหยุ่นไปได้มากกว่านี้ด้วยต้องกันเวลาสำหรับการเดินทางไปสนามบินด้วย

น้องนักศึกษาช่วยแนะนำร้านที่เราจะไม่ต้องเสียเวลาต่อรองนาน เพราะสินค้าทุกอย่างของร้านนี้จะติดป้ายบอกราคาไว้ชัดเจนและสมเหตุสมผล ไม่บอกผ่านมากจนเกินไป ฉันถูกใจ เพราะไม่ใช่คนช่างต่อ ตอนที่อ่านเอกสารแนะนำการเตรียมตัวไปอียิปต์ข้อสุดท้ายเป็นเรื่องการช็อปปิ้งว่า "ควรต่อให้สุดชีวิต โดยใช้ความสามารถเฉพาะตัวของท่าน" ยังนึกท้อว่าจะทำได้ไหม แต่รอดตัวไปด้วยมีร้านที่ว่านี้ซุกซ่อนอยู่ในมุมหนึ่งตลาดข่าน เอล คาลิลี อันซับซ้อนเต็มไปด้วยตรอกซอกซอยยิบย่อยมากมายที่โยงใยถึงกันเหมือนเครือข่ายใยแมงมุม จนคนที่เคยมาตะลุยที่นี่แล้วต้องแนะนำให้พวกมือใหม่เดินอยู่แต่ในเส้นทางหลัก ไม่อย่างนั้นอาจหลงทางกลับบ้านไม่ถูกเอาได้ง่ายๆ

"ไทยแลนด์ๆๆ" คนขายที่ล้วนแต่เป็นผู้ชายตะโกนเรียกพวกเราเป็นระยะ คาดว่าเพราะความวุ่นวายทางการเมืองทำให้นักท่องเที่ยวมาเยือนน้อยลงจนน่าใจหาย พอมีกลุ่มเราเดินเด๋อด๋าโผล่มาเลยดีใจกันใหญ่ สินค้าในตลาดดูละลานตา มีให้เลือกจับจ่ายมากมายตั้งแต่เครื่องเทศ น้ำหอม เครื่องทอง เครื่องหนัง เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ พรม ของที่ระลึก ฯลฯ เรียกว่า มาเดินแค่ตลาดเดียว แต่สามารถหาซื้อของไปฝากคนที่บ้านได้ครบทุกวัยเลย เห็นหลายคนซื้อของชิ้นใหญ่ เช่น มอระกู่เครื่องยาสูบเอกลักษณ์ถิ่นทะเลทรายกลับไป เดาว่าคงจะเอาไปใช้ในเรื่องงาน เพราะเป็นคนจากบริษัททัวร์ทั้งนั้น ส่วนตัวเองซื้อได้แค่ของจุกจิกไปฝากญาติโยมจำนวนหนึ่ง เพราะเป็นพวกตัดสินใจช้า โลเล คิดเยอะ กว่าจะปลงใจซื้อแต่ละชิ้นได้เสียเวลานานโข ดูนาฬิกาอีกทีพบว่าหมดเวลาเสียแล้วต้องลนลานหอบของกลับไปยังจุดรวมพล

"ว้าย ดูอูฐตัวนี้ดิ เพิ่งเห็นว่าตาสองข้างมันเขียนไม่เท่ากัน" เสียงหัวเราะลั่นหลังกลับขึ้นรถ บอกให้รู้ว่าเราซื้อของกันอย่างหน้ามืดตามัวขนาดไหน

หลังจากนั้นประสบการณ์การลุยตลาดของแต่ละคนก็ถูกถ่ายทอดให้กันฟัง บางคนดีใจว่าได้ของดี สวย และราคาถูก แต่บางคนก็หงุดหงิดที่ไม่ทันเหลี่ยมพ่อค้า ตอนแรกตกลงกันไว้ราคาเท่านี้ แต่เมื่อจ่ายเงินแล้ว กลับได้ของอีกแบบ พอโวย พ่อค้าตัวแสบเถียงแบบหน้ามึนว่า ถ้าราคานี้ต้องเป็นของชิ้นนี้ต่างหาก คนซื้อจนปัญญาไม่รู้จะทำยังไง เพราะเงินเราดันเข้ากระเป๋าเขาไปแล้ว

"ผมเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของลูกทัวร์ที่ชอบบอกว่าให้เวลาเขาซื้อของน้อยเกินไป" เพื่อนร่วมทางที่ทำงานเป็นมัคคุเทศก์สารภาพกับฉันขณะรถมุ่งหน้าพาเราสู่สนามบิน รอบตัวเขาเต็มไปด้วยถุงใส่ของ ฉันหัวเราะขำทั้งตัวเขาและตัวเองที่ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน

เราคุยกันต่ออีกสองสามคำแล้วก็เงียบกันไป ต่างจมอยู่กับความคิดตัวเอง ซึ่งสำหรับฉันได้เลือกใช้เวลาช่วงสุดท้ายก่อนโบกมือลาประเทศนี้ไปกับการทบทวนถึงสิ่งที่ได้พบเห็นตลอดการเดินทางสามวันในอียิปต์...มหาปิระมิด ฟาโรห์ สฟิงซ์ มัมมี่ สมบัติล้ำค่า และที่ลืมไม่ได้คือขอบคุณโอกาสและผู้คนมากมายที่ช่วยกันทำให้ฝันสีซีดจางของฉันกลายมาเป็นภาพจำที่สวยสดใสและน่าประทับใจอย่างที่ไม่มีวันจะลืมได้เลย

 

ขอขอบคุณ : สายการบินอียิปต์แอร์ โทร.๐-๒๒๓๑-๐๕๐๔-๘