ที่เห็นและเป็นอยู่

หนังสือคือแสงจันทร์

"ที่เห็นและเป็นอยู่" เจอร์ซี่ โคซินสกี้ เขียน มโนภาษ เนาวรังษี แปล

ถ้อยคำมากมายรวมอยู่ในหนังสือหนึ่งเล่ม

ถ้อยคำจะเปิดเผยความคิดของผู้ประพันธ์แล้วผสมผสานกับความนึกคิดของผู้อ่าน ก่อเกิดอีกความคิดหนึ่ง...

เราเป็นมนุษย์ตัวเล็กๆ มีความรู้สึกขัดแย้งโดดเดี่ยว จึงต้องแสวงหาจากกันและกัน ช่วยประคับประคองความรู้สึกภายในเพื่อปรุงแต่งภายนอก ขณะเดียวกันชีวิตก็เดินไปตามเส้นทางอ่อนไหว เพื่อที่สุดแล้วจะต้องพบกับจุดหมายไม่มีผู้ใดหลีกพ้น...นั่นก็คือความตาย และนี่เองจึงเกิดคำถามว่า ชีวิตมีความหมายต่อตัวเราอย่างไร

ที่เห็นและเป็นอยู่ หนังสือเล่มบาง บรรทุกความคิดประชดประชันผู้คนและสังคมมาเพียบแปล้ ด้วยถ้อยคำเรียบง่าย เขียนโดย เจอร์ซี่ โคซินสกี้ มโนภาษ เนาวรังสี แปล สำนักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2524

เจอร์ซี่ โคซินสกี้ เป็นชาวโปแลนด์ เป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ เกิดที่เมือง Lodz ในแถบอูเครนของโปแลนด์ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2476 บรรพบุรุษสืบเชื้อสายมาจากยิวรัสเซีย

โคซินสกี้จบปริญญาโทในมหาวิทยาลัยเมือง Lodz ได้เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่กรุงวอซอว์ สองปีถัดมาไปทำงานวิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัยโลโมซอฟในกรุงมอสโก และจากที่นี่เขาได้รับทุนจากมูลนิธิฟอร์ด เพื่อทำปริญญาเอกต่อที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นิวยอร์กซิตี้ ในสาขารัฐศาสตร์สังคมวิทยา เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2500

หนังสือเล่มที่สาม ชื่อ นกทาสี ตีพิมพ์ออกมาในปี 2508 ได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านและขายดีมาก นวนิยายเล่มถัดมาที่ประสบความสำเร็จอย่างมากเช่นกันคือเรื่อง Steps ซึ่งได้รับรางวัลหนังสือยอดเยี่ยมแห่งชาติของอเมริกันประจำปี 2511 ติดตามมาด้วยหนังสือเล่มนี้

ที่เห็นและเป็นอยู่ (Being There) ตีพิมพ์ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2514

"สิ่งที่ เจอร์ซี่ โคซินสกี้ พยายามอธิบายในงานวรรณกรรมของเขานั้นมักจะเกี่ยวข้องกับชีวิตที่ตกอยู่ในหุบเหวแห่งความชั่วร้าย การที่อิสรภาพของมนุษยชาติและของปัจเจกชนถูกฉกฉวยทำลายเอาไป หรือไม่ก็พรรณนาถึงชีวิตที่พ่ายแพ้ต่อมายาหรือภาพหลอนที่ลวงต่อสายตาคนเรา โดยแสดงออกมาในรูปของความรุนแรง กามารมณ์ และการคดโกง โคซินสกี้เขียนงานด้วยความระมัดระวังและพิถีพิถัน แม้เรื่องที่น่าสยดสยองเขาก็มักจะเขียนถึงมันตรงๆ"

ครั้งหนึ่งโคซินสกี้ได้รับคำเชิญจากมหาวิทยาลัยเยลล์ให้ไปสอนวิชาสัมมนา 'ความตายและความฝันของชาวอเมริกัน' เขาเริ่มกล่าวคำบรรยายให้ผู้ฟังทราบว่าการสัมมนานี้ผู้เข้าร่วมจะได้เผชิญหน้ากับความตายโดยตรงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อาจมีการไปเยี่ยมเยือนตามโรงพยาบาล โรงเก็บศพ สุสาน และในตอนท้ายสุด เขากล่าวเพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมเอาจริงเอาจังว่า "เป็นที่น่าเสียใจเพื่อที่จะให้การสัมมนาประสบความสำเร็จและสมบูรณ์ จำเป็นอย่างยิ่งที่ไม่คนใดก็คนหนึ่งที่เข้าร่วมสัมมนานี้ จะต้องตายไปคนหนึ่ง" เท่านั้นแหละผู้คนจำนวนสองพันต่างพากันรีบแย่งหนีออกจากที่สัมมนากันโกลาหล

ที่เห็นและเป็นอยู่ เขียนมานานใกล้ 50 ปี โลกวันนี้หนาแน่นคับคั่งในเรื่องความวุ่นวายหดหู่ ขยายเรื่องไร้สาระและเขลาดื้อด้าน แม้จะมีบ้างที่พยายามใช้แผ่นพลาสเตอร์รักษาปกปิดรอยแผลของยุคสมัย แต่พลาสเตอร์ที่ใช้ยังด้อยคุณภาพ ตามไม่ทันโรคร้าย และความไร้แก่นสารของผู้คนย่อมยากจะสิ้นสุด

แช้นส์ตัวเอกในเรื่อง คือมนุษย์กำพร้าเพศชาย เป็นตัวของตัวเองแบบซื่อๆ ไม่มีความกระตือรือร้นใดๆ ชายชราเจ้าของบ้านเอามาเลี้ยงให้เป็นคนสวน ไม่รู้จักมนุษย์เป็นๆคนไหน นอกจากหญิงรับใช้และชายชราซึ่งนานทีปีหนจะพบเจอกันสักครั้ง แช้นส์ไม่เคยออกนอกบ้าน ไม่สนใจเรื่องราวนอกกำแพงบ้าน รู้จักสวนทำสวนอย่างซื่อสัตย์ และติดโทรทัศน์งอมแงม เรียนรู้เลียนแบบทุกสิ่งจากโทรทัศน์ สวนธรรมชาติกับภาพในจอสี่เหลี่ยมจึงส่งอิทธิพลต่อแช้นส์มากที่สุด

"เขาทำงานในสวน ซึ่งเขาบำรุงเลี้ยงรักษาพืชพรรณ สนามหญ้า ไม้ต้น ให้พวกมันเจริญเติบโตอย่างดิบดี เขาอาจเป็นเสมือนสิ่งหนึ่งในหมู่ของแมกไม้ที่ขรึมเงียบ เปล่าเปลือยกลางแดด และหรุบรู่อยู่ท่ามกลางสายฝน ชื่อของเขาที่เรียกแช้นส์มันแปลว่าโอกาส เพราะเขาเกิดมาโดยบังเอิญ ไม่มีพ่อ แม่ก็ตายไป ไม่มีครอบครัวหรือญาติพี่น้อง"

"แช้นส์เข้าไปในห้องแล้วจึงเปิดโทรทัศน์ เครื่องโทรทัศน์นั้นก่อให้เกิดแสงในตัวของมันเอง มีสี มีเวลา มันไม่เป็นไปตามกฎแรงถ่วงของโลกเช่นต้นไม้ ซึ่งทุกต้นต้องกลายเป็นดินในที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างในโทรทัศน์นั้นยุ่งยากซับซ้อน ไม่เรียบง่าย มีทั้งกลางวันและกลางคืน สิ่งใหญ่โตมโหฬารและเล็กกระจิริด สิ่งซึ่งแข็งแรงกลับเปราะบางแตกง่าย นุ่มกับแข็งกระด้าง ร้อนกับหนาว ใกล้กับไกล ท่องไปในโลกอันเต็มไปด้วยสีสันของโทรทัศน์ แช้นส์อาศัยสิ่งที่ได้เหล่านี้จากการที่เขาขลุกอยู่กับการทำสวนเป็นสิ่งชี้นำ ทำนองเดียวกับคนตาบอดอาศัยไม้เท้าสีขาวเป็นเครื่องคลำทาง"

โทรทัศน์นำทุกๆสิ่งเข้ามาในบ้าน คือชัยชนะแถวหน้าของสังคมเทคโนโลยี เฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้ความก้าวหน้าของจอสี่เหลี่ยมก้าวไกลยิ่ง มิใช่เฉพาะตั้งอยู่ในห้องต่างๆของบ้าน หากติดอยู่กับตัว เป็นยิ่งกว่าเงาของเจ้าของ สร้างมายาเหนือมายาล่อหลอกใจคนให้ลุ่มหลง

ที่เข้าใจกันว่าเราจะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้นั้น คงเป็นคำพูดกลวงๆลวงตนเอง ฉันยังเห็นโลกไหลทะลักเหมือนของเหลวชนิดกั้นไม่อยู่ ผู้คนไร้ศีลธรรม อารมณ์ของสังคมก็หงุดหงิดขึ้นทุกเวลา ทว่า..ในเมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว ที่เห็นและเป็นอยู่ ซึ่ง เจอร์ซี่ โคซินสกี้ เขียนไว้จึงเป็น บทสะท้อนให้เห็นและตระหนักถึงโลกปัจจุบันเป็นอย่างดี ถ้าเรายังจะคิดที่จะให้บทเรียนแก่ตนเอง

เมื่อชายชราเจ้าของบ้านเสียชีวิต แช้นส์คนไม่เดียงสาก็ถูกทนายความขับไล่ให้ออกจากบ้านเพราะไม่สามารถสืบหาที่มาที่ไปว่าแช้นส์เกี่ยวข้องหรือมีกิจหน้าที่อย่างไรกับเจ้าของบ้านผู้วายชนม์ ไม่มีหลักฐานใดแสดงให้เห็นเลยว่า คนชื่อแช้นส์มีตัวตนอยู่ในโลก ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีประกัน ไม่เคยรักษาพยาบาล

เหตุการณ์จากแช้นส์ลากกระเป๋าออกจากบ้านกระทั่งจบเรื่อง ช่างเลยเถิดน่าหัวร่อ ตลอดเวลาเพียงสี่วัน แช้นส์เป็นที่จับตามอง เป็นที่สนใจยิ่งในสังคมโลก โคซินสกี้แต่งเรื่องยั่วล้อเสียดสี อาการหูเบา มัวเมาลุ่มหลง เชื่อโดยง่าย ขาดการไตร่ตรอง และไร้สาระของคนระดับผู้นำ และสื่อมวลชน ซึ่งทั้งสองต่างกุมชะตากรรมส่วนหนึ่งของผู้คนในประเทศ

เจอร์ซี่ โคซินสกี้ เขียนให้เห็นความไร้แก่นสารที่ไหลล้นทะลักอยู่ในสังคมมนุษย์และที่ท่วมท้นอยู่ในตัวเราเอง

แช้นส์ถูกคนขับรถยนต์ของดีดี ภรรยาเจ้าของธุรกิจไฟแน้นซ์ระดับประเทศยักษ์ใหญ่ขับรถชน ดีดีพาเขาไปรักษาตัวที่บ้านซึ่งมีแพทย์ดูแลเป็นอย่างดี และสามีชราของเธอก็กำลังป่วยอยู่

แช้นส์เป็นคนหน้าตาดี เขาวางบุคลิกและแสดงออกให้เหมือนกับที่เคยเห็นในโทรทัศน์ เมื่อได้พบกับมิสเตอร์แรนด์ ประธานคณะกรรมาธิการ ของเฟิทส์อเมริกาไฟแนนเชียลคอเปอร์เรชั่นสามีของอีอี เขาถูกตั้งคำถามเรื่องธุรกิจ ด้วยความเข้าใจไปเองของมิสเตอร์แรนด์ คำตอบตรงๆซื่อๆของแช้นส์ถูกตีความไปในเชิงปรัชญา กลายเป็นที่ชื่นชมอย่างยิ่ง ความเข้าใจผิดต่อคำตอบของแช้นส์ ขยายความชื่นชมออกไปเรื่อยๆ เมื่อประธานาธิบดีมาเยี่ยมเยือนมิสเตอร์แรนด์ และพึงพอใจความคิดของแชนส์มาก ประธานาธิบดีถามว่า

"แล้วคุณล่ะกาดิแนร์ คุณคิดอย่างไรบ้างกับฤดูที่เลวร้ายของเดอะสตรีท"

แชนส์รู้สึกอึดอัดนิดหน่อย ก่อนจะตอบอย่างจริงใจซื่อๆว่า "ในสวน การเจริญเติบโตจะมีฤดูของมันเหมือนกัน มีฤดูใบไม้ผลิและหน้าร้อน แต่ทว่ามันก็มีหน้าใบไม้ร่วงและหน้าหนาว แล้วจึงวนเวียนกลับมา ฤดูใบไม้ผลิและหน้าร้อนอีกครั้ง ตราบใดก็ตามที่รากต้นไม้มันไม่ถูกตัดรอน ต้นไม้ทั้งหมดก็จะเป็นปกติ" เขาเงยหน้าขึ้นเห็นมิสเตอร์แรนด์กำลังมองมาที่เขาพร้อมกับพยักหน้าหงึกๆ ท่านประธานาธิบดีก็ดูเหมือนกับว่าพออกพอใจมากทีเดียว ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาก็ได้นำความคิดจากแช้นส์ไปใช้ในสุนทรพจน์ แล้วเอ่ยถึงชื่อเขาด้วย

คนไร้ตัวตนกลายเป็นคนมีชื่อเสียงขึ้นในพริบตา แช้นส์จึงถูกเชิญออกรายการโทรทัศน์ดิสอิฟนิ่ง ได้ออกงานระดับประเทศที่เกี่ยวพันกับการเมืองและผลประโยชน์โลก เขามีเลขานุการส่วนตัว ดีดีพาเขาออกงาน ได้พบปะกับท่านทูตโซเวียตประจำสหประชาชาติ ไหนจะผู้นำฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น ได้สนทนากับประธานคณะกรรมาธิการของบี.บี.ซี แช้นส์คนอ่านหนังสือไม่ออก คนไม่มีที่มาที่ไป กลายเป็นบุคคลระดับแนวหน้าของสังคมโลกไปแล้วอย่างเหลือเชื่อบรรณาธิการสำนักพิมพ์ดังก็ติดต่อขอให้เขาเขียนหนังสือด้วย แช้นส์ปฏิเสธอย่างซื่อๆจริงใจว่า เขาเขียนหนังสือไม่เป็น แม้กระทั่งอ่านก็อ่านไม่ออก แต่ใครเล่าจะเชื่อ...

"คุณมีพรสวรรค์...ทำตัวเหมือนธรรมชาติ นั่นแหละคือความเชี่ยวชาญที่หาได้ยาก และเป็นเครื่องแสดงการเป็นผู้นำอย่างแท้จริง คุณแข็งแรงและกล้าหาญ นี่ขนาดคุณไม่ได้ตัดสินระบุเจาะจงลงไปนะ ทุกสิ่งที่คุณพูดตรงจุดทีเดียว"

"แล้วเรื่องสงครามเล่า" หญิงสาวที่นั่งข้างซ้ายเอนตัวเข้าใกล้แช้นส์เอ่ยถามขึ้น "สงคราม สงครามอันไหนเล่า" แช้นส์ตอบ "ผมเคยเห็นสงครามหลายครั้งในโทรทัศน์" "อพิโถ" ผู้หญิงพูดขึ้น "ในประเทศนี้ เมื่อเราคิดถึงความจริง ฝันถึงความจริง โทรทัศน์กลับปลุกให้เราตื่นขึ้น ฉันเชื่อว่า สำหรับคนเป็นล้านๆ สงครามก็คือรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งเท่านั้นเอง ขณะเดียวกันที่ไกลโพ้น ในแนวรบ ชีวิตของชายฉกรรจ์จริงๆด่าวดิ้นเป็นศพ"

ในเวลาไม่ถึง 4 วัน แช้นส์กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่ง รัสเซีย และสหรัฐอเมริกาต่างอยากรู้อยากเห็นประวัติของแชนส์ให้มากสุด จะได้เป็นผู้มีข้อมูลและได้เปรียบ หน่วยราชการลับเพียรสืบเสาะความเป็นมาของนายแชนส์ หรือ เชาว์ชี การ์ดิแนร์ แต่พบแต่ความว่างเปล่า พวกเขาทั้งหลายสูญสิ้นปัญญา เป็นดังองค์กรง่อยเปลี้ย นายเชาว์ชี การ์ดิแนร์ ยังเป็นบุคคลลึกลับไม่มีที่มา ไม่มีสิ่งใดมากไปกว่า เท่าที่เห็นและเป็นอยู่ แล้วรัสเซียก็ขนานนามแช้นส์ว่า "กระดาษเปล่า"

และนายกระดาษเปล่านี่เอง ที่ทุกวงการต่างก็จ้องจับตัวเขา เพื่อจะได้ข่าว เพื่อจะให้ได้ผลประโยชน์ ตอบจบของเรื่อง แม้ว่า เจอร์ซี่ โคซินสกี้ พุ่งจุดจบไปสู่จุดเหลือเชื่อสูงสุด ฉันว่าเขาสามารถเขียนได้บรรลุถึงความไร้แก่นสารสูงสุดในสังคมมนุษย์ทีเดียว ให้มีคนคิดเสนอชื่อการ์ดิแนร์ลงสมัครเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

โอ้...คนหนอคน โอ้...โลกหนอโลก นี่อาจเป็นคำอุทานในใจของใครหลายคนขณะอ่านเรื่อง ที่เห็นและเป็นอยู่ เราลากพาตัวเองไปในโลก เพื่อสิ่งใดกันแน่ เราใช้แนวคิดใดดำเนินชีวิต แล้วสิ่งที่คิดอยู่ทุกๆวันนั้นก่อให้เกิดผลใดต่อตนเองและเพื่อนร่วมสังคม

ที่เห็นและเป็นอยู่สังคมมนุษย์ยังขับเคลื่อนไป เจอร์ซี่ โคซินสกี้ ได้เปิดม่านละครเจตนาให้เราได้รู้สึก ด้วยการแสดงออกซื่อๆเรียบๆของแช้นส์และผู้ร่วมแสดงในบทบาทอื่นๆ เพื่อยืนยันสิ่งไร้เหลวไหล และภาพลักษณ์กลวงๆ แต่คงไม่ใช่ให้เรายอมจำนน

เพราะเราได้เห็นแล้วจากการอ่าน ที่เห็นและเป็นอยู่ จะทำอย่างไรไม่ให้ตนเองพ่ายแพ้ต่อความเหลวไหลภายนอกอันน่าอภิรมย์

ฉันคิดว่าผู้คนรู้ดี...ว่าควรจะ "ตั้งสติ" คำสองพยางค์ให้ความหมายยิ่งใหญ่แก่ชีวิต อาจเป็นทางออกสำคัญที่จะนำเราเข้าถึงแก่นสาร โดยไม่อาลัยอาวรณ์ภาพมายาซึ่งหมุนพลิ้วหลากสีสันอยู่ต่อหน้าต่อตาเราขณะนี้