วิถีเกษตรบนผืนน้ำ ณ ทะเลสาบอินเล

เกษตรอาเซียน

ผืนน้ำอันกว้างใหญ่ ภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยความชุ่มชื้น แปลงผักบนแพน้ำเขียวขจีไกลสุดลูกหูลูกตา ผสมผสานกับทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของหมู่บ้านวิถีพุทธเก่าแก่...เหล่านี้คือทัศนียภาพที่ประกอบกันขึ้นเป็นความสวยงามทางธรรมชาติอันหลากหลาย ที่ทำให้ทะเลสาบอินเล กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ไม่ว่าใครที่ได้มาเยือนประเทศพม่า เป็นต้องไม่พลาด

ทะเลสาบอินเลเป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศพม่า วัดอาณาเขตบนพื้นผิวน้ำได้ประมาณ 116 ตารางกิโลเมตร เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขาอันสวยงามของรัฐฉานหรือรัฐไทยใหญ่ ประเทศพม่า อยู่ห่างจากเมืองตองยีประมาณ 25 กิโลเมตร มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 875 เมตร และเป็นที่ตั้งของชุมชนกลางน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับสมญาว่า Small Mountain Sea แอ่งน้ำที่รวมน้ำอันเกิดจากเทือกเขาต่างๆ ที่เรียงรายอยู่ล้อมรอบ

ชุมชนกลางน้ำแห่งนี้ เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชนที่เรียกตนเองว่า ชาวอินทา (Intha) นานนับร้อยปีมาแล้ว "อินทา" เป็นคำที่มีความหมายว่า "ลูกทะเลสาบ" (Son of Lake) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 70, 000 คน โดยจะปลูกสร้างบ้านเรือนด้วยไม้และไม้ไผ่ ซึ่งค้ำยันไว้ด้วยเสาสูง ตั้งเรียงรายเป็นแถวเป็นแนวอยู่กลางทะเลสาบ มีความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติที่รายล้อม ชาวอินทาจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยการทำอาชีพประมงและเกษตร แต่การทำเกษตรของชาวอินทาไม่เหมือนที่อื่นใด เพราะไม่ได้เพาะปลูกบนชายฝั่ง แต่ปลูกกันบนผืนน้ำเลยทีเดียว ณ ที่นี้จึงเป็นแปลงเกษตรลอยน้ำแห่งแรกและมีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก

แปลงเกษตรลอยน้ำเหล่านี้ สืบทอดมาจากภูมิปัญญาพื้นบ้านของบรรพบุรุษของชาวอินทาที่อพยพลงมาจากเมืองพุกาม พวกเขาเรียนรู้ที่จะนำเอาวัชพืชน้ำ เช่น หญ้าไซ สาหร่าย และผักตบชวา ที่มีอยู่มากมายในทะเลสาบ ขึ้นมาตากแห้ง เมื่อได้จำนวนมากพอแล้วก็นำมารวมกันเป็นแพหนาประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 10 เมตร จากนั้น ใช้ไม้ไผ่ลำยาว เสียบกอสวนผักไม่ให้ลอยไปที่อื่น นอกจากสาหร่ายแล้ว ปัจจุบันมีการนำเอาวัชพืชน้ำ เช่นผักตบชวามาทำแปลงปลูก จากเดิมมีพื้นที่แพที่ทำขึ้นเพียงไม่กี่เมตร และยังมีการลอกเอาโคลนที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุขึ้นมาผสม ทำให้อุดมสมบูรณ์มากขึ้นไปอีก จากเดิมที่ทำกันเพียงไม่กี่เมตร เวลาผ่านไปก็มีการขยับขยายเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปัจจุบันกลายเป็นแพปลูกต้นไม้ขนาดมหึมา ยาวไกลสุดลูกหูลูกตา

ผักที่นิยมปลูกมีทั้งพืชผักสวนครัวหลายชนิด เช่น กะหล่ำใบ กะหล่ำดอก มันฝรั่ง ถั่ว และผลไม้ เช่น แตงโม และมะละกอ รวมถึงไม้ดอก แต่ที่ปลูกได้ผลผลิตมากที่สุดคือ มะเขือเทศ ซึ่งที่นี่จัดเป็นแหล่งปลูกมะเขือเทศที่ใหญ่ที่สุดในพม่า สำหรับมะเขือเทศนี้ ว่ากันว่านำพันธุ์มาจากประเทศไทยของเรานี่เอง เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ทนต่อโรคและให้ผลผลิตสูง ส่งผลให้มะเขือเทศพันธุ์ไทยออกดอกออกผลทั่วทั้งทะเลสาบอินเล โดยผลผลิตที่ได้นั้นมากถึงประมาณวันละ 50 ตัน

แต่น่าเสียดายที่ความต้องการที่จะเพิ่มผลผลิตให้ได้มากๆขึ้น ทำให้เกษตรกรหันมาใช้สารเคมีกันมาก เมื่อมีสารเคมีตกค้างอยู่ในทะเลสาบ ก็ทำให้คุณภาพของน้ำลดลง ปลาจึงลดลงไปด้วย เมื่อจับปลาได้น้อยลง ชาวอินทาจึงหันมาปลูกมะเขือเทศเพิ่มมากขึ้นอีก ปริมาณสารพิษตกค้างในน้ำจึงมากขึ้นเป็นทวีคูณ ไม่เพียงเท่านั้น เกษตรกรยังทิ้งผลผลิตที่เสียหรือไม่ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการลงในทะเลสาบ ประกอบกับประชาชนในรัฐฉานตอนล่างเกือบครึ่งหนึ่งต้องอาศัยแหล่งน้ำจากที่นี่สำหรับอุปโภคบริโภค รัฐบาลพม่าจึงเห็นว่า หากปล่อยให้เกษตรกรเพิ่มจำนวนแพปลูกมากขึ้น ก็จะเกิดผลเสียอย่างรุนแรงในอนาคต ปัจจุบันจึงมีการควบคุมไม่ให้เกษตรกรเพิ่มจำนวนแพปลูกพืชในน้ำอีก

จากข้อมูลเรื่อง ทะเลสาบอินเลกับทางรอดของวิถีชุมชน ของกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ในปี 2556 นี้ องค์กร The Inle Special Development Association (ISDA) เตรียมที่จะนำร่องโครงการปลูกพืชโดยการลดใช้สารเคมีในสวนแปลงผักลอยน้ำ ซึ่งได้รับเงินสนับสนุน 24,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากรัฐบาลนอร์เวย์ เริ่มดำเนินโครงการในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยจะเตรียมแปลงลอยน้ำ 65 แปลงด้านตะวันออกของทะเลสาบ เพื่อเตรียมปลูกแตงกวาญี่ปุ่น มะละกอ และพืชตระกูลพริกไทย