ชีวิตถี่ถ้วนด้วยความคิดของ...บิ๊ก-ทองภูมิ

มุมดีๆของชีวิต

บิ๊ก-ทองภูมิ สิริพิพัฒน์ เป็นบุคคลที่มีคิวงานแน่นเกิ๊น พอประสบพบหน้าในงานแถลงข่าว "ทิศทางธุรกิจอาร์.เอส.ฯ...Enter The New ERA 2013" ผมกับเจ้าหน้าที่สาวสวยบริษัทอาร์.เอส.ฯ ต่างรีบตะครุบตัวมานั่งคุยกันเสียนานเลย ก็เจ้าประคุณเล่นทำงานเกือบเจ็ดวันในหนึ่งสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการแสดงละคร-ภาพยนตร์ การเป็นพิธีกรมาดหล่อในรายการวัยรุ่น หรือการเป็นวี.เจ.วิทยุคลื่นฮิตติดอันดับหนึ่ง ต่อเมื่อได้พูดคุยเจ้าตัวก็ให้ความกันเองอย่างดีเชียว แถมยังเผยมุมมองแนวคิดในทุกคำถามอีกด้วยครับ

ผลงานในวงการตอนนี้

"ตอนที่มีละครหลังข่าวทางช่อง 3 เรื่อง บ่วงบาป ผมเล่นเป็นขุนพระเกิด ส่วนรายการทีวี
ของอาร์.เอส.ฯ ก็จะมีรายการยูไลท์ รายการเพลงวัยรุ่นติดอันดับ 1 ก็รับหน้าที่เป็นพิธีกรรายการ สนุกมั้ย!!! ก็สนุกกับงานดีครับ จริงๆแล้วพูดถึงลายพิธีกร ค่อนข้างที่จะทำมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมทำรายการอาร์.เอส.ฯ มาประมาณ 4-5 ปี ก็ทำมาเรื่อยๆ ด้วยความถนัดมั้ย...ก็ถนัดนะ เพราะคลุกคลีกับงานมานาน รวมเรื่องของลายพิธีกรวัยรุ่นด้วย จริงๆผมเป็นคนไม่เก่งนะ แต่ได้ถูกฝึกจากพี่ไก่ที่อยู่ที่อาร์.เอส.ฯ แล้วแก่ก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นเรื่อยเปื่อย ก็ได้ฝึกฝนประสบการณ์เรื่อยๆมา จนถึงทุกวันนี้ก็เป็นปีๆเหมือนกัน

...มันค่อนข้างยากมากๆ ในเรื่องการฝึกกับงานประเภทนี้ รวมไปถึงปฏิภาณไหวพริบ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ในเวลาจัดรายการสด ถ้าเวลาไม่ทันจะพูดอย่างไรให้จบแต่ข้อมูลครบ เวลาเหลือจะเม้าท์อะไรให้สนุก แล้วคนดูไม่รู้ว่าเวลามันเหลือ หรือขายของจะต้องขายอย่างไรให้น่าสนใจ กระทั่งจะส่งเพลงอย่างไร คือทุกอย่างต้องใช้ประสบการณ์ ส่วนใหญ่ผมจะแก้ปัญหาได้ แต่จะติดที่เพื่อนมากกว่า เพื่อนเราจะไม่ทันกับเรา เวลาการทำพิธีกรจำเป็นต้องมีเพื่อน ถ้าสมมุติเราเดินเกมไปแล้ว หรือให้ผู้ชมไปดูอะไรสักอย่างเพราะเวลาไม่พอ แต่เพื่อนยังกลับดึงมาอีก นี่แหละคือปัญหาสำหรับผม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การปรับยืดเวลาพูด บางทีมีการชูป้ายขึ้นมา เพื่อนเราก็จะไม่เข้าใจว่า เวลาเหลือคืออะไร เวลาไม่พอคืออะไร"

ผลงานด้านละครขณะนี้

"ผมเล่นเป็นขุนพระเกิดในเรื่องบ่วงบาป จะมีพี่พลอย-เฌอมาลย์ พี่หยาด-หยาดทิพย์ พี่ปอ-ทฤษฎี แล้วมีพี่กันต์และก็มีผม เรื่องนี้ยากมากๆเลยสำหรับผมนะ เป็นอะไรที่เกินจะบรรยายจริงๆ หนึ่งผมเล่นละครเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สอง แล้วประสบการณ์ของเราน้อย จังหวะอะไรเราก็น้อยไปหมด แอ็คติ้งที่ใช้ในละครมันก็ยาก แล้วก็เรื่องของคำพูด เรื่องการปรับตัวกับทีมงาน เพราะว่าเป็นทีมที่ค่อนข้างเก่งมาก เรียกได้ว่าอยู่ในระดับท็อปทั้งนั้น ซึ่งมีความเป็นมืออาชีพและจริงจังในการทำงานอย่างมาก บางทีเราแทบตามไม่ทัน เราก็ต้องพยายามปรับตัว ถามว่ายากมั้ย...ยากมากเลยนะ แต่ผมกำลังพลักดันตัวเองเพื่อขึ้นไปให้ได้ ส่วนหนึ่งคงเป็นการทำการบ้าน ที่ต้องอ่านบทเยอะๆ แล้วฝึกฝนเกี่ยวกับเรื่อง...ขอรับท่านเจ้าคุณ แม่นวล แม่น้อย อะไรอย่างนั้น เราก็ต้องหัดพูดให้บ่อยๆ แล้วอีกอย่างหนึ่งก็จะไม่เรียกพี่หยาดว่าพี่หยาด เราจะเรียกเค้าว่าแม่นวล เรียกลูกเราว่าแม่น้อย นี่คือวิธีการปรับตัวและฝึกฝน"

ความต่างของละคร-ภาพยนตร์

"งานต่างกันเยอะมาเลยครับ ล่าสุดภาพยนตร์เรื่อง ทูเก็ตเตอร์ วันที่รัก ที่เพิ่งออกจากโรงไป คือเป็นภาพยนตร์ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งทีมงานที่ผมภูมิใจ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในงานภาพยนตร์ เพราะว่าทีมเค้าค่องข้างเนียบ แล้วเป็นหนังรางวัลทุกเรื่องของผู้กำกับฯคนนี้ ผมเล่นเป็นอาจารย์โตมร ซึ่งจริงๆในเรื่องมีอยู่หลายคู่ด้วยกัน เราก็เป็นหนึ่งจำนวนคู่ในนั้น ทุกอย่างก็โอ.เค.และแฮปปี้อย่างดี คืออย่างผมเล่นหนังมาหลายเรื่อง ก็ค่อนข้างที่จะถนัดหน่อย เข้าใจเรื่องของมุมกล้อง เข้าใจเรื่องทามมิ้งในการเล่น แล้วก็เข้าใจเรื่องของธรรมชาติในการเล่นหนังมากกว่าเล่นละคร ก็เลยทำให้เราถนัดในด้านภาพยนตร์"

ในใจชื่นชอบการทำงาน

"ตอนแรกเด็กๆก็ชอบด้านพิธีกร พอผมได้เข้าถึงภาพยนตร์ ผมก็หลงใหลในศาสตร์นั้น แต่ตอนนี้ผมเริ่มเป็นคนละครแล้ว ผมเข้าใจแล้วว่าละครนั้นมันคืออะไร ศิลปะมันอยู่ตรงไหน จับทางมันให้เจอ หลายคนมองว่าละครมันดูไม่จริง แต่ละครมันมีจุดจริงของมันอยู่ คุณต้องหามันให้เจอ ส่วนละครที่บางคนไม่อยากดู อันนั้นคือไม่ใช่ของจริง ของจริงมีอยู่แต่เราจะสัมผัสถึงหรือเปล่า ซึ่งทุกวันนี้ผมกำลังเดินทางเข้าไปหามันอยู่ ผมก็ได้แตะบ้างแล้วนิดหน่อย ทำให้เห็นเสน่ห์ของละครไทย ที่เป็นเสน่ห์ที่น่าให้ค้นหา แล้วมีมนต์ขลังของตัวเอง

...คือเอาจริงๆแล้วศาสตร์พิธีกร ศาสตร์การเล่นหนัง-ละคร ทุกอย่างมีความเป็นเอกเทศนะ แต่ละประเภทมีเสน่ห์ของมันเอง ที่จะไม่สามารถมาเปรียบเทียบได้เลย ศาสตร์พิธีกรต้องใช้ไหวพริบในการแก้ปัญหา แต่จะว่าในหนังไม่ใช้ไหวพริบก็ไม่ใช่ หนังก็ต้องแก้ปัญหาถ้ามุมกล้องบังคุณ ก็ต้องสามารถหลบเลี่ยงได้เอง ผมรู้สึกว่าทุกอย่างเกิดจากมันสมอง แล้วก็เกิดจากไหวพริบปฏิภาณ สรุปแล้วผมหลงใหลศาสตร์ทุกอย่างละ"

หลงใหลงานอย่างหลากหลาย

"คือจริงๆแล้วทุกอย่างมันมีมนตร์เสน่ห์ ตอนแรกผมกะว่าจะไม่ชอบ ละครเรื่องแรกที่ผมเล่นเป็นของพี่ปลา...ผู้กำกับฯ ตะวันทอแสง ซึ่งเป็นผู้กำกับของโพลีพลัสฯ แกทำละครมาเป็น 15 ปีแล้ว เรียกว่าอยู่วงการมากกว่าอายุผม แรกๆที่เข้าไปเค้าอธิบายเราเข้าใจ เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่นะ เราเล่นอย่างนี้ก็ไม่ได้ เฮ้ย!!! บิ๊กเอ็งมาดูมอร์นิเตอร์ ผมก็เออ!!! ทำไมเป็นอย่างนั้น ซึ่งมันค่อนข้างเป็นอุปสรรคและปัญหา คือหนังกับละครมันไม่เหมือนกัน ยังไงก็ไม่มีทางเหมือนได้ เปรียบเหมือนกับการตีเทนนิสกับการตีแบต แน่นอนถึงแลคเก็ตเหมือนกัน แต่ฟุตเวิร์คแตกต่างกันนะ เทนนิสก้าวเท้าขวาแบตก้าวเท้าซ้ายก่อน ถ้าคุณก้าวเท้าผิดนั่นแปลว่า โอกาสที่จะก้าวขึ้นเป็นแชมป์ก็ไม่มีแล้ว ไม่ต้องพูดอะไรมากแค่จับแล็คเก็ตก็ไม่เหมือนกัน แล้วก็ตีไม่เหมือนกันอีกด้วย แบตคุณต้องจับแบบหนึ่ง ส่วนเทนนิสต้องจับอีกแบบหนึ่ง

...ถ้าคุณจับผิดคุณเอาวิธีแบตมาจับเทนนิส มันจะทำให้ตีได้ไม่แรง แล้วอาจบาดเจ็บด้วยซ้ำไป ซึ่งมันก็เหมือนการเล่นหนัง-เล่นละครมากๆ เพราะว่ามันเป็นอย่างนั้นเลยจริงๆ คือเราเล่นหนังแล้วพอมาอยู่ในสายละคร ถือว่าเราเล่นผิด เราทำไม่ได้ แต่ก็มีคนให้กำลังใจกับผมว่า เฮ้ย!!! วันหนึ่งคุณจะทำได้ เหมือนพี่พลอย-เฌอมาลย์ ที่เวลาเล่นละครก็คือละค้อนละคร เวลาเล่นหนังก็นั๋งหนัง ซึ่งพี่เค้าเก่งกันมากๆ คือรุ่นใหญ่ๆเค้าแบ่งแยกกันได้แล้ว พี่ปลาจะสอนผมเสมอว่า ข้างหลังผมคือหุบเหวนะ...แกต้องเดินหน้าต่อไป ใช่!!! ผมก็ถอยหลังไม่ได้ในการทำงานบันเทิง พอเดินแล้วกลายเป็นว่า พอเราปล่อยใจให้สบาย แล้วให้เค้าเป็นคนดึงเราเข้าไป เราจึงเริ่มจับทางได้เฮ้ย!!! ซีนนี้เราคิดว่าทำไม่ได้ก็ทำได้นี่หว่า พี่ปลาบอกทีตะวันยอแสงยังทำได้เลย แล้วทำไมในบ่วงบาปจะทำไม่ได้ ผมก็เอ่อ!!! มีกำลังใจขึ้นมามาก"

งานการที่อยากทำต่อไป

"คงต้องร้องเพลงแล้วละ ผมมีโอกาสร้องเพลงประกอบละครช่อง 7 เรื่องการร้องเพลงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากทำนะ แต่กลายเป็นว่าที่อยู่อาร์.เอส.ฯ ก่อนหน้านั้น ตอนนี้ผมอยู่โพลีพลัสฯแล้วนะ แต่ผมกลับไม่ได้ทำ เหตุผลเพราะว่าติดเรียนและเวลาไม่ได้ ผมค่อนข้างเป็นห่วงเรื่องการเรียน อยากทำงานบันเทิงก็อยากทำ แต่ต้องไม่ไปกระทบกับการเรียน หน้าที่หลักที่เป็นอยู่คือเป็นนักเรียน อาชีพเสริมคือการทำงานบันเทิง ผมจะไม่ทำงานบันเทิงแล้วเอาเรียนมาประกอบ กลายเป็นว่าเราไม่มีโอกาสได้ทำเพลง ซึ่งในยุคนั้นก็เป็นเพลงเด็กๆ แล้วอีกอย่างสิ่งที่ชอบก็ยังไม่ตรง ผมรอวันที่ผมแข็งแรงก่อน แล้วค่อยอยากร้องเพลง"

การเจริญเติบโตในวงการ

"ถ้าพูดถึงเรื่องการทำงานในวงการบันเทิง ผมรู้สึกว่าผมอยู่ในช่วงของ...ถ้าเปรียบได้กับการศึกษา ผมอยู่ในช่วงประถมปลายนะ เพราะว่าเก่งๆกว่าผมยังมีอีกมาก ผมเห็นแล้วรู้สึกว่า เราต้องปีนขึ้นไปอีกเยอะ อุปสรรคยังมีอีกแยะ จบแค่ป.6 อย่าดีใจไปขนาดนั้น ยังมีมอสามที่ต้องสอบเข้าโรงเรียนอีกรอบหนึ่ง แล้วถึงจะไปสอบเอนทราน ซึ่งจริงๆแล้วผมแค่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง ส่วนหนึ่งผมก็เพิ่งเรียนจบไม่นานมานี้ แล้วถึงได้ลงบันเทิงอย่างเต็มที่ ตอนนี้เพิ่งจะได้ทำงานบันเทิงจริงๆครบทุกวัน ปกติผมจะต้องมีเรียนมีอะไรบ้าง แต่ตอนนี้ผมได้ทำงานทุกวัน นี่คือชีวิตการทำงานจริงๆของผมที่เพิ่งจะเริ่มต้น เหมือนเครื่องที่กำลังสตาร์ทหรือใส่เกียร์หนึ่ง ยังมีอีกหลายสเต็ปที่ผมจะต้องก้าวเดินต่อไปอีก"

เริ่มต้นสู่วงการบันเทิง

"โดยการอยากรู้อยากลองมากกว่า ก็มีหลายคนหลายค่าย ที่ติดต่อผมเข้ามานะ ซึ่งตอนนั้นก็เป็นนักเรียนธรรมดา สมัยอยู่สวนกุหลาบหัวยังเกรียนอยู่เลย เราก็รู้สึกไม่เป็นไรจนกระทั่งวันหนึ่งที่มาติดต่อ เฮ้!!! ลองดูสิแล้วก็ยาวมาเลย ก่อนเข้ามาในวงการบันเทิง เรามองว่ามันน่ากลัวเหมือนกัน วงการบันเทิงมันคือมายา ไม่มีความจริงใจ หรือไม่มีโน้นนี่นั้นโน้น ทว่าพอได้เข้ามาทำงานแล้ว แรกๆก็ยังมีความรู้สึกอย่างนั้นอยู่ แต่ว่าพอเราโตขึ้นไปเรื่อยๆ สมองกลับถูกเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน

...สุดท้ายบันเทิงเป็นครูของทุกวงการ นั่นแปลว่าบันเทิงมีความแก่งแย้งชิงดี แต่ต้องเข้าใจว่า การแก่งแย้งเกิดมาพร้อมกับโลกของเรา เหมือนกับการแย้งน้ำดื่ม แย้งอาหารการกิน ส่วนบันเทิงถ้ามองกันให้ดีๆแล้ว หรือมองอีกมุมหนึ่ง เมื่อมีการแก่งแย้งชิงดียิ่งต้องทำดี...นึกออกมั้ยครับ นั่นแปลว่าสิ่งที่อยู่ยืนยาวได้นั้นคือความดี ต่อเมื่อเราทำดีใส่ให้กับทุกๆคน กลับกลายเป็นว่าชีวิตเราก็ดีขึ้นๆ ถ้ามองอีกมุมหนึ่งทำให้ภูมิเราแข็งแรง ถือเป็นบททดสอบความดีในตัวเรา ใครจะดีหรือไม่ดีกับเราแต่เราดีเอาไว้ก่อน"

ก้าวต่อไปในวงการบันเทิง

"ผมว่าค่าของคนมันอยู่ที่ผลของงาน ในเมื่อถ้างานของผมถูกผลักดันตัวเองขึ้นไป จนถึงขั้นที่ประชาชนทั้งประเทศยอมรับ ทุกคนรู้จักว่าผมคือใคร ทุกคนรู้ว่าผลงานผมคืออะไร ทุกคนรู้ว่าถ้าพูดถึงละครเรื่องนี้...ต้องเรา อย่างนั้นผมถึงรู้สึกว่าได้ก้าวไปอีกสเต็ปท์หนึ่ง แต่ตอนนี้ผมเพิ่งเริ่มต้น ตะวันทอแสงคนพูดถึงพี่ห้าวมั้ย...พูดถึง ผมไปไหนทุกคนเรียกผมพี่ห้าว...ใช่ ทว่าผมกลับรู้สึกว่าผมยังไปได้มากกว่านั้น พอมาอยู่บ่วงบาปผมเป็นขุนพระเกิด ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้คนต้องพูดถึงผมอีก จะมากจะน้อยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่คนจะต้องพูดถึงผมบ้างละ จะได้รับความสำเร็จมากน้อยขนาดไหน...คงต้องตามดู ผมรู้สึกว่าผมต้องก้าวเดินต่อไป

...จริงๆแล้วถ้าทุกคนบอกว่า ผมอยู่ระดับโน้นระดับนี้ คือผมยังเทียบชั้นไม่ติดกับกลุ่มนักแสดงที่ผมเล่นด้วย อย่างพี่พลอย พี่กันต์ พี่หยาด พี่อะไรอีกหลายคน แต่หากคนบอกว่าอย่างนี้ถือว่าดีที่สุด เหนือพี่ปอพี่พลอยพี่หยาด...ยังมีอีก ตัวเค้าเองเค้าก็รู้เหมือนกัน เค้าก็คงต้องบอกว่า เฮ้ย!!! เหนือกว่าพี่ก็มีอีก...เหนือฟ้ายังมีฟ้า ผมเคยคุยว่า เราเต็มที่แล้วหรือยัง ที่สุดแล้วหรือยัง แต่จริงๆไม่มีคำว่าสุดหรอก มีแต่การพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ คนได้ที่หนึ่งไม่ใช่เรื่องยากหรอก แต่ถูกโคนเป็นเรื่องที่ง่ายมาก ผมไม่ได้ถล่มตัวเองว่าอยู่ระดับประถมปลายนะ แต่ถามผมรู้สึกอย่างนั้นมั้ย...ใช่ แต่ทุกคนพยายามให้กำลังใจผม เฮ้ย!!! เราต้องทำได้ แล้วผมก็บอกกลับไปว่า ขอบคุณสำหรับกำลังใจและผมจะไปให้ถึงจงได้"

มุมมองเรื่องความรัก

"เอ้อ!!! มุมมองความรักตอนนี้เหรอ ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผมได้รับการคาดหวัง แล้วก็สิ่งที่ผมควรจะต้องทำ ณ เวลานี้ ผมรู้สึกว่ามันคือเรื่องงานมากกว่า ไม่ใช่ว่าเราไม่สนใจเรื่องผู้หญิง แน่นอนเราเจอผู้หญิงสวยเรามอง มันเป็นเรื่องปกติเราเห็นเราก็มีความสุข แต่ก็ธรรมชาติของผมมันก็เป็นอย่างนี้...ผมเป็นผู้ชาย ตอนนี้ก็ไม่ได้มีใคร แล้วหน้าที่การงานที่ค่อนข้างหนักห่วง และความแรงที่จะผลักดันเรา คือตอนนี้โอกาสมันมาถึงที่ ครูก็มาล้อมรอบตัวเรา เราจะไปคิดถึงเรื่องอื่นๆทำไม ผมรู้สึกว่ามันเป็นการเสียโอกาสสำคัญครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต

...เลยทำให้ผมแทบจะไม่นึกถึงเลย แล้วอีกอย่างก่อนที่จะได้รับโอกาสเหล่านี้ ผมรู้สึกว่าผมมัวแต่ไปสนใจในสิ่งที่ผิดๆ ผมไปสนใจเรื่องผู้หญิง แต่กลับกลายเป็นว่า ณ ช่วงนี้อยากมีแฟน...มี แต่พอถึงช่วงที่แต่งงาน แล้วอยากจะทำงานแต่ต้องเลี้ยงลูก ผมว่าคนเราควรแบ่งเวลาให้ถูกนะครับ ช่วงนี้มันคือช่วงในการสร้างตัวของเด็กผู้ชาย พอเมื่อเรามีครอบครัวแล้ว ทุกอย่างเริ่มนิ่งตัวแล้ว เราค่อยเปลี่ยนสมาธิไปดูแลลูก มันก็ไม่สายเกิดไปสำหรับการดูแลลูกเมีย ผมว่าองค์กรก็ตาม ส่วนรวมก็ตาม ในระดับประเทศก็ตาม หากทำตามหน้าที่จะไม่มีผู้อ่อนแอ หรือไม่มีใครต้องช่วยเหลือใคร จะมีแต่การช่วยเหลือก็ต่อเมื่อ ช่วยเหลือแล้วเพื่อให้ตัวเองดีขึ้น ก็คือเมื่อหน้าที่ตัวเองดีอยู่แล้ว แล้วถึงไปช่วยคนอื่นให้โอ.เค. แต่เมื่อตอนนี้หน้าที่ตัวเองยังไม่ดี แล้วไปช่วยเหลือจะกลายเป็นว่า มันจะทำให้พังเสียหายกันหมด"

หญิงสาวในอุดมคติ

"ผมเป็นคนหัวโบราณมากนะ ผมก็ยังคาดหวังกับผู้หญิงที่ไม่ฟรีเซ็กส์ ชอบผู้หญิงที่หวงเนื้อหวงตัว ชอบผู้หญิงที่คิดจะดูแลลูกผมได้ ผู้หญิงที่จะดูแลพ่อแม่เราได้ ผู้หญิงที่จะไปไหนแล้วไม่โดนดูถูก ผู้หญิงที่มีคุณค่าอย่างหญิงไทย ผมคาดหวังเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มาก อาจจะเกี่ยวมาจากครอบครัวผมด้วย เพราะเด็กผู้ชายในสมัยนี้ มองว่าผู้ชายเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบ ผู้หญิงคือฝ่ายที่ต้องเสียเปรียบ ซึ่งก็รู้สึกว่า...จริง แล้วอีกอย่างหนึ่งเราเองเป็นผู้ชาย ถ้าเราไม่ไปทำอะไรที่ลุ่มล่าม หรือให้เกียรติกับผู้หญิง สุดท้ายก็จะได้สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต

...มีผู้ใหญ่เคยบอกผมว่า มันก็เหมือนกับทานโต๊ะจีน ถ้าเราทานออร์เดิร์ฟจนอิ่มแล้ว เราจะไม่มีทางทานหูฉลามได้แน่ เหมือนกันผู้ชายถ้ารีบเร่งโดยที่ยังไม่ถึงเวลา หรือดอกไม้ยังไม่บานแล้วไปหักมันก่อน ควรปล่อยมันไปตามธรรมชาติจะดีกว่า ถึงเวลาที่มั่นคงควรจะมีแฟน...ก็มี แต่ผู้หญิงผมคาดหวังไว้ว่า ผู้หญิงไม่ได้แค่เอาไว้สวยเอาไว้ควง สำหรับผมมันไม่ใช่...มันต้องเป็นที่พักจิตใจของเราได้ ณ มุมอ่อนโยนของตัวเรา จะมีผู้หญิงที่คอยดูแลอยู่ในมุมนั้น แต่ในมุมที่เข้มแข็งในมุมที่ต้องต่อสู้กับชีวิต เราจะต้องเป็นคนนำทางให้เค้า"

หากไม่เข้าวงการบันเทิง

"ผมว่าผมคงทำการค้า ไม่ผมคงเป็นวิศวกร ไม่ก็ตอนนี้เป็นนิสิตปริญญาโท เพราะว่าจริงๆแล้วก็อยากเรียนต่อ แต่บังเอิญโชคดีที่ได้รับโอกาสหลังจากที่เรียนจบ ก็เลยได้ทำงานบันเทิงต่อเลย ก็เลยกลายเป็นว่า ลงมาทำเต็มตัวอาทิตย์ละห้าวัน ตอนนี้ก็เบียดมาเป็นหกวันถึงเจ็ดวันในบางสัปดาห์ แล้วตอนนี้ก็ทำจิวเวลรี่ของตัวเองด้วย ชื่อแบรนด์มูลิลาคริสตัลจิวเวลรี่ ก็เป็นต่างหูผู้หญิง แต่นี่ไม่ใช้เป้าหมายในชีวิตของผม จริงๆเป้าหมายในชีวิตคืออยู่เฉยๆ พูดอย่างนี้ก็เหมือนด่าตัวเอง ในเมื่อรู้แล้วทุกวันนี้เราสามารถอยู่เฉยได้ คือผมกำลังจะบอกว่า ผมเคยทำงานหนักเพื่อที่อยากแค่เซ็ทระบบให้มันนิ่ง แล้วเราจะใช้ชีวิตอยู่เฉย

...เราเซ็ทระบบให้มันนิ่งเพื่อใคร...เพื่อคนอื่นนะครับ เพื่อพ่อแม่ เพื่อครอบครัว เพื่อเมียลูก แล้วโดยตัวเราอย่างไรก็ได้ ผมมีอาหารมื้อหนึ่งกินอิ่มก็จบแล้ว ทุกคนอาจไม่ได้คิดแบบเรา คนทุกคนอาจยังรักความสบาย เราก็สร้างสิ่งเหล่านี้ให้แก่เขา...ก็โอ.เค.แล้ว เพราะชีวิตผมจริงๆแล้วสิ่งที่ต้องการ ก็คือกินอิ่ม ตื่นขึ้นมาเจอเพื่อน สนุกสนานมีเสียงหัวเราะ และก็ได้พักผ่อนนอนหลับ มนุษย์ไม่ได้ต้องการอะไรมากมายกว่านี้ มนุษย์ต้องการแค่ที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ แต่ว่าทุกวันนี้เราทำเพื่ออะไร เพราะยังต้องอยู่ในโลกนี้ ที่ยังต้องหาเงินผ่อนบ้าน ผ่อนรถ รวมถึงค่าน้ำค่าไฟ จึงต้องทำงานเพื่อตอบโจทย์ในทางโลก"

บทสรุปชีวิตการทำงาน

"ชีวิตของผมไม่มีการฟลุค ในวงการบันเทิงก็เหมือนกัน คนที่ขึ้นมายิ่งใหญ่ได้ ก็ด้วยมีฝีมือกันทั้งนั้น ผมไม่เชื่อเรื่องกระแสจะอยู่ไปได้ตลอด ผมไม่ให้ความสำคัญกับกระแสอะไรทั้งนั้น ผมให้ความสำคัญกับหน้าที่การเป็นนักแสดง เราแสดงดีแล้วหรือยัง นี่คือหน้าที่โดยตรงของเรา ส่วนเงินทองถามว่าที่ผมทำงานทุกวันนี้นึกถึงมั้ย แรกๆนึกถึงแต่ตอนนี้ไม่ค่อยนึกแล้ว เพราะว่าเราตั้งใจในหน้าที่ของเรา แล้วเงินทองจะเข้ามาหาเราเอง คนเราทำดีได้ดีเสมอ คนเราหว่านอะไรได้เช่นนั้นเสมอ หากเราตั้งใจทำงานชื่อเสียงก็จะตามมา ตามมาจากที่เราแสดง แสดงได้ดีมาจากที่อ่านบท อ่านบทและทำการฝึกซ้อมเสมอ

...ผมไม่ค่อยซื้อหวยหรอกนะ...ไม่ใช่ไม่เคยซื้อ แล้วก็ไม่เคยถูกเลย คนที่เรียนความน่าจะเป็นมา โอกาสถูกหวยหนึ่งในหนึ่งล้าน นั่นแปลว่ามีลูกปิงปองหนึ่งล้านลูก...สีขาว แล้วเติมสีแดงเข้าไปหนึ่งลูก กวนๆแล้วหยิบขึ้นมา โอกาสจะหยิบเจอสีแดงเท่าไหร่ นั่นคือโอกาสที่เราจะถูกหวย แค่นึกก็เหนื่อยแล้วเงินก็เสียไปด้วย เสียเงินแล้วยังเหนื่อยใจ...ทำไปทำไม นี่คือตัวผมนะ ผมชอบอะไรที่มีความชัดเจน มีความแน่นอน แต่สุดท้ายความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เราจะไม่สร้างอะไรที่ไม่แน่นอน เพื่อให้ตัวเราเหนื่อยแน่ๆ โดยส่วนตัวผมเป็นคนคิดเยอะ ผมทำอะไรจะต้องคิดมาก่อนแล้ว ผมเลยชอบอะไรที่แน่นอนสบายๆ"

แน่นอนครับ...เกษตรกรหว่านเมล็ดพันธุ์ใด ย่อมได้ผลผลิตเป็นเช่นนั้นเสมอ เมื่อเราเป็นวิศวกรผู้สร้างทางความคิดขึ้นมา ก็จงเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบชีวิตให้ตนเองด้วย เพราะความสำเร็จในชีวิตของคนเรานั้น มิได้เกิดขึ้นมาจากสรวงสวรรค์ แล้วก็ไม่ได้เกิดมาจากโชคชะตา ทว่าเกิดจากที่ได้ฝึกฝนอย่างมุ่งมั่นและสม่ำเสมอ