มนต์อียิปต์ (๒)

สารคดีต่างแดน

นักท่องเที่ยว คือผู้ที่ทำให้บนที่ราบสูงกิซ่าดูคึกคักมีชีวิตชีวา ทั้งผมทองผมดำมีปะปนกัน แต่ในจำนวนนี้ดูหน้าตาแล้วพบว่าเป็นคนท้องถิ่นมาเที่ยวเองเสียก็มาก ดาเรียบอกว่าในวันหยุด คนอียิปต์จากเมืองอื่นจะเดินทางเข้ามาเที่ยวตามสถานที่สำคัญเหล่านี้ มาทำกิจกรรม ถ่ายรูป ขี่ม้า ขี่อูฐเล่น ไม่ต่างจากนักท่องเที่ยวจากแดนไกล แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เธอบอกไว้ ทำนองออกตัวแทนเพื่อนร่วมชาติว่า ถ้ามีคนท้องถิ่นมาขอถ่ายรูปด้วย โปรดอย่าตกใจหรือแสดงความรำคาญ เพราะคนที่นี่เขามีความนิยมกันว่า ถ้ามาเที่ยวแล้วต้องได้ถ่ายรูปคู่กับคนต่างชาติเพื่อว่าเมื่อกลับไปบ้านจะได้มีเรื่องเอาไปคุยอวดกับเพื่อนฝูงหรือคนข้างบ้าน แต่ถ้าเราไม่ปรารถนาจะให้ความร่วมมือด้วย ขอให้เราแค่ตอบปฏิเสธอย่างสุภาพไปเท่านั้น และเขาก็จะไม่มาเซ้าซี้อีก ฉันจดเรื่องนี้ใส่สมุดไว้ เพราะคิดว่าน่าสนใจดี

หันกลับมาที่หมู่ปิระมิดประกอบด้วยปิระมิดของฟาโรห์คูฟู ปิระมิดของฟาโรห์คีเฟรน- โอรสของฟาโรห์คูฟู และปิระมิดของฟาโรห์เมนคาอูเร-โอรสของฟาโรห์คีเฟรน ถ้าจะเรียกว่าเป็นสุสานของกษัตริย์สามรุ่นก็ได้ แต่มิไยที่การก่อสร้างจะถูกทำให้เป็นเรื่องชวนฉงน ถึงขั้นพิศวงงงงวยด้วยบางข้อสันนิษฐานว่าอาจจะไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ แต่เป็นผลงานของมนุษย์จากดาวอื่นที่สร้างเพื่อเป็นรหัสลับว่าครั้งหนึ่งเคยมาเยือนโลกมนุษย์ บ้างก็ว่าเป็นชาวแอตแลนติสซึ่งเป็นชนชาติที่มีอารยธรรมสูงและได้หายสาบสูญไปจากโลกเมื่อหลายพันปีมาแล้วสร้างเอาไว้

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าในยุคหลังที่จนบัดนี้ยังไม่อาจหาคำตอบได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือหลอกอีกตั้งไม่รู้เท่าไหร่ โดยบุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยมีตั้งแต่นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดชื่อ ดร.จอร์จ ไรสเนอร์ ผู้สนใจศึกษาเรื่องอารยธรรมอียิปต์มานานหลายสิบปี และได้ทำการค้นคว้าทดลองในมหาปิระมิด โดยเป็นผู้ริเริ่มตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงจากห้องกษัตริย์ แต่กลับพบเขาเป็นลมหมดสติอยู่ภายในห้องนั้นโดยไม่รู้สาเหตุ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา เรื่อยไปจนถึงจักรพรรดินโปเลียนของฝรั่งเศสที่มีบันทึกไว้ว่า วันหนึ่งหลังจากกรีธาทัพมายึดครองอียิปต์ได้สำเร็จแล้ว นโปเลียนซึ่งมีความสนใจในอารยธรรมอียิปต์โบราณมากถึงกับนำคณะสำรวจจากฝรั่งเศสเข้ามาสำรวจโบราณสถานในอียิปต์ได้เข้าไปค้างคืนในห้องกษัตริย์จนรุ่งเช้า ก่อนกลับออกมาด้วยใบหน้าขาวซีดราวกับไม่ได้นอนมาทั้งคืน แต่เพราะไม่เคยเอ่ยปากถึงค่ำคืนนั้นอีกเลยจึงไม่มีใครรู้ว่าเจ้าตัวได้พบกับอะไรเข้า

ละจากเรื่องเล่าและตำนาน มาพูดเน้นๆถึงตัวปิระมิดบ้าง ที่จริงมีคนพูดถึงเยอะแล้ว ข้อมูลก็มีมากเป็นกระบุงสามารถหาอ่านได้ทั่วไป ดังนั้น จะขอคัดขึ้นมาเอ่ยถึงเป็นตัวอย่างเพียงพอหอมปากหอมคอ เช่นว่าชาวอียิปต์โบราณใช้วิธีเคลื่อนย้ายหินขนาดยักษ์แต่ละก้อนมายังจุดก่อสร้าง โดยอาศัยแรงงานคนช่วยกันลากเข็นไปบนแคร่ไม้ที่มีเพียงการราดน้ำเพื่อช่วยลดแรงเสียดทานเท่านั้น ส่วนวิธีการยกก้อนหินมาประกอบขึ้นเป็นปิระมิด เฮโรโดตัส บิดาแห่งวิชาประวัติศาสตร์ ผู้เดินทางไปอียิปต์ช่วง ๔๕๐ ปีก่อนคริสตกาล หรือประมาณสองพันปีเศษหลังจากปิระมิดสร้างเสร็จได้บันทึกคำบอกเล่าของนักบวชชาวอียิปต์ไว้ว่า ชาวอียิปต์โบราณมีอุปกรณ์บางอย่างทำด้วยไม้ ใช้สำหรับยกหินขนาดใหญ่ และยังมีบอกอีกว่า การก่อสร้างปิระมิดคูฟูจะทำเฉพาะช่วงฤดูน้ำหลาก ประมาณปีละ ๓-๔ เดือน ซึ่งประชาชนว่างจากการเพาะปลูกทำให้ต้องใช้เวลาก่อสร้างอยู่นานถึง ๒๐ ปีจึงแล้วเสร็จ และถ้าอยากจะเปรียบเทียบขนาดของปิระมิดทั้งสามก็ไม่ยาก ไล่จากใหญ่ไปหาเล็กได้เลยตามลำดับเวลาการก่อสร้าง แต่ในยามที่มองมาจากจุดชมวิวอาจเห็นว่าปิระมิดฟาโรห์คีเฟรนมีความสูงกว่าปิระมิดของผู้เป็นบิดา ทั้งนี้เป็นเพราะปิระมิดองค์นี้ก่อสร้างอยู่บนพื้นหินที่สูงกว่าและตั้งอยู่เป็นองค์กลาง ส่วนปิระมิดฟาโรห์เมนคาอูเร ที่มีขนาดเล็กที่สุด ทั้งที่ทรงเป็นที่รักของประชาชนมากกว่าฟาโรห์สององค์ก่อนหน้าก็ไม่ใช่ว่าเพราะมาทีหลังเลยไม่กล้าสร้างเทียมปู่และพ่อ แต่เข้าใจว่าเป็นเพราะประชาชนต้องตรากตรำกับการสร้างปิระมิดขนาดใหญ่ต่อเนื่องกันมาหลายสิบปีแล้ว พอมาถึงสมัยของฟาโรห์รุ่นหลานกำลังทรัพย์และกำลังคนเลยคงจะลดน้อยลงมาก

ความต่างของปิระมิดทั้งสามที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันอีกอย่าง คือส่วนยอดของปิระมิดคีเฟรน ยังคงมีชั้นหินปูนขัดมัน ขณะปิระมิดองค์อื่นหินเหล่านี้ถูกลอกไปหมดแล้ว นอกจากนี้ยังมีมหาสฟิงซ์หมอบอยู่ใกล้ๆด้วย แต่จากจุดชมวิวแรกจะมองไม่เห็น เพราะถูกปิระมิดบังไว้ต้องนั่งรถอ้อมมาดูที่อีกจุดหนึ่ง

มหาสฟิงซ์เป็นอนุสาวรีย์แบบแกะสลักลอยตัวจากหินก้อนเดียว นั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองปิระมิดมาเนิ่นนาน ตำนานเกี่ยวกับสฟิงซ์บอกว่าเป็นสัตว์ลูกผสมจากสัตว์หลายชนิดรวมกัน และมีอยู่หลายพันธุ์ตามแต่ว่าเป็นของชนชาติใด ถ้าเป็นสฟิงซ์ของชาวกรีกจะมีใบหน้าและทรวงอกแบบหญิงสาว แต่ท่อนล่างเป็นสิงโต มีปีกแบบนกอินทรี และสามารถพูดภาษามนุษย์ได้จึงมักจะชอบคอยถามคำถามมนุษย์ที่หลงมาพบมันเข้า หากตอบคำถามไม่ได้ มนุษย์คนนั้นจะถูกสังหาร ส่วนสฟิงซ์ของอียิปต์มีใบหน้าเป็นผู้ชาย ไม่มีปีก แต่บางตัวแตกเผ่าไปมีหัวเป็นแกะ เป็นนกเหยี่ยวก็มี

นอกจากลักษณะตามว่า มหาสฟิงซ์ยังมีสัญลักษณ์ของฟาโรห์อียิปต์แสดงไว้ชัดเจน คือมีเคราที่คาง ตรงหน้าผากมีงูจงอางแผ่แม่เบี้ย และมีเครื่องประดับรัดเกล้าแบบกษัตริย์โดยรอบ แต่พอเป็นเรื่องอายุกับระยะเวลาที่สร้างขึ้นมากลับยังไม่มีความชัดเจน โดยนักโบราณคดีมีความเห็นแตกออกเป็นสองทาง ทางหนึ่งเชื่อว่า สฟิงซ์ต้องสร้างในสมัยฟาโรห์คีเฟรน เพราะตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับปิระมิดองค์นี้มากที่สุด อีกทั้งยังมีใบหน้าเหมือนกับพระพักตร์ของฟาโรห์คีเฟรน ด้วยเหตุผลว่าอาจมาจากทรงเจตนาให้สฟิงซ์เป็นตัวแทนของพระองค์ซึ่งได้สมมติตัวเองเป็นเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์

แต่ความเห็นของอีกทางเชื่อว่า สฟิงซ์น่าจะสร้างขึ้นก่อนปิระมิดทั้งสามองค์ โดยอาศัยการวิเคราะห์การผุกร่อนของหินว่า เกิดจากน้ำมากกว่าลมและทรายตามที่เข้าใจกัน จึงเป็นไปได้ว่าก่อนที่ผืนทรายจะเข้าปกคลุม บริเวณนี้เคยเป็นดินแดนที่ฝนตกชุกมาก่อน คนโบราณจึงเข้ามาอาศัยแล้วสร้างอนุสรณ์แห่งความรุ่งเรืองเอาไว้ ก่อนจะล่มสลายไป หลังจากนั้นบรรพบุรุษของชาวอียิปต์ได้เข้ามาอาศัยแทนที่ และครอบครองซากอารยธรรมอันนี้ไว้ ฝ่ายนี้มีความพยายามที่จะพิสูจน์ความเหมือนของใบหน้าด้วยการถ่ายภาพเชิงซ้อนเปรียบเทียบก่อนลงความเห็นว่าใบหน้าของสฟิงซ์ไม่ใช่ใบหน้าของฟาโรห์คีเฟรน สองฝ่ายต่างเอาข้อมูลและความเห็นของตนมาโต้แย้งกัน แต่สุดท้ายต้องยอมยุติ ด้วยยังไม่มีฝ่ายไหนหาหลักฐานมายืนยันได้อย่างแน่นอน เนื่องจากคนโบราณไม่ได้มีจารึกใดๆ ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังเลย ความเป็นมาของสฟิงซ์จึงยังคงเป็นความลับดำมืดต่อไป

ได้พูดถึงมหาสฟิงซ์ว่ามีหน้าตาเหมือนมนุษย์และมีเครา แต่ของจริงในตอนนี้ไม่มีเคราแล้ว แถมจมูกยังบี้ด้วย เนื่องจากถูกชาวมุสลิมที่เข้าบุกรุกดินแดนอียิปต์ทุบทำลายจนหัก แต่สฟิงซ์ก็ยังคงนอนหมอบมั่นคงอยู่ตรงนั้น แต่ปัจจุบันเริ่มกังวลกันว่า สักวันอาจจะไม่มีสฟิงซ์ให้เห็นอีกต่อไป เพราะการทำลายโดยมนุษย์และธรรมชาติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกวันนี้เศษหินจากบริเวณใบหู จมูก คาง ไหล่ของสฟิงซ์ผุกร่อนร่วงลงมากองที่ฐาน มิหนำซ้ำลำคอยังโอนเอนยามมีลมและทรายพัดมาปะทะด้วย ด้านการท่องเที่ยวได้สร้างผลกระทบกระหน่ำซัดลงมาอีกทาง จากจำนวนคนที่หลั่งไหลเข้ามา ลมหายใจและเหงื่อทำให้บริเวณนั้นเกิดความชื้นมีผลทำให้หินยุบและป่นเป็นผง ยวดยานพาหนะที่สัญจรผ่านไปมาก็สร้างแรงสั่นสะเทือนจนสฟิงซ์เกิดรอยแตกร้าว รัฐบาลอียิปต์ได้ดำเนินการในหลายทางเพื่อป้องกันและชะลอการพังทลายของสฟิงซ์ อาทิ เคลียร์พื้นที่บริเวณรอบๆ โดยออกคำสั่งห้ามม้า อูฐ พ่อค้า รถของนักท่องเที่ยวเข้าไปใกล้ โดยมีองค์การยูเนสโกช่วยเหลือจัดส่งผู้เชี่ยวชาญหลายแขนงมาช่วยบำรุงรักษามรดกทางวัฒนธรรมของโลกชิ้นนี้ไว้ด้วย

เราลาจากหมู่ปิระมิดและมหาสฟิงซ์เมื่อหมดแดดแล้ว แต่กิจกรรมการท่องเที่ยวยังมีอีกยาวต่อไปถึงกลางคืน

จุดหมายต่อมาอยู่ที่โรงงานผลิตหัวน้ำหอม ซึ่งกล่าวกันว่าใช้วิธีการผลิตที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยพระนางคลีโอพัตรา แต่ความจริงแล้วเรื่องของกลิ่นหอมๆ มีความเป็นมาย้อนไปได้นานกว่านั้นมาก ตามประวัติศาสตร์ น้ำหอมถูกใช้มาตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมีย โดยการนำยางไม้ ขี้ผึ้ง หรือเปลือกไม้ต่างๆ มาเผาให้เกิดกลิ่น โดยมากมักใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนา ส่วนในชีวิตประจำวันมักนำมาเจือจางกับน้ำแล้วใช้ทาตัว ส่วนในอียิปต์ตามหลักฐานที่ได้จากการศึกษาผ่านอักษรเฮียโรกลิฟฟิกพบว่า ชาวอียิปต์รู้จักการเผาเครื่องหอมมาตั้งแต่ ๓,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ในยุคของราชินีฮัตเชปซุต สตรีผู้ตั้งต้นเป็นฟาโรห์หญิงปกครองอียิปต์ในระหว่างปี ๑๕๐๕-๑๔๘๔ ก่อนคริสตกาล ทรงสนพระทัยมากถึงกับสนับสนุนให้มีการเดินทางออกค้นหาต้นไม้และดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมเพื่อนำมาใช้ในการปรุงน้ำหอม ในยุคนั้นคาดว่านักเดินเรือชาวอิยิปต์ต้องไปนำสินค้าเข้ามาจากดินแดนอื่น เพราะวัตถุดิบบางอย่าง เช่น ยางไม้หอมจะมีอยู่ที่อราเบียและโซมาเลียเท่านั้น

ราชินีเฟอร์ตีติ พระมเหสีเอกของฟาโรห์อัคเคนาเตนผู้มีพระสิริโฉมงดงามเป็นที่เลื่องลือก็เป็นอีกองค์ที่ชื่นชอบน้ำหอมมากเช่นกัน ส่วนพระนางคลีโอพัตราถือเป็นผู้มีความสามารถในการใช้ประโยชน์จากน้ำหอมเป็นอย่างยิ่ง ดังเช่นเหตุการณ์เมื่อครั้งเสด็จไปรับ มาร์ค แอนโทนี่ ได้ทรงให้คนทาใบเรือและตัวเรือทั้งหมดด้วยน้ำหอม เล่ากันว่าชาวโรมันที่ไปรอรับการมาของพระนางนั้นสามารถได้กลิ่นหอมจากเรือที่ทรงนั่งมาก่อนที่จะเห็นตัวเรือเสียอีก แต่ทั้งนี้ในช่วงแรก น้ำหอมถือเป็นของสูงที่มีผู้เอาไปใช้ได้เพียงฟาโรห์กับนักบวชที่นำน้ำหอมไปใช้ในการทำพิธีบูชาเทพเจ้าเท่านั้น จนเมื่อสามารถผลิตน้ำหอมได้มากขึ้นแล้วถึงได้อนุญาตให้คนทั่วไปใช้น้ำหอมได้ และเป็นสิ่งแพร่หลายใช้กันนับแต่นั้นเป็นต้นมา

เดินเข้าร้านปุ๊บมีพนักงานชื่อ "ฮัสซัน" เป็นหนุ่มผิวเข้มจากไอเวอร์รี่โคสต์ออกมาต้อนรับ นายคนนี้รู้ภาษาไทยนิดหน่อย และยังรู้จักเอาคำมาแทรกเป็นลูกเล่นเรียกเสียงฮาได้ดีอีกด้วย เดาได้ไม่ยากเลยว่าคงต้องมีลูกค้าชาวไทยมาอุดหนุนแยะ เขาว่าที่โรงงานผลิตหัวน้ำหอม ซึ่งนำไปใช้ผลิตเป็นสินค้าเช่น โคโลญจน์ โลชั่น และน้ำหอมให้กับแบรนด์ดังๆทั้งหลาย ได้ตั้ง ๕๐ กว่ากลิ่น บางกลิ่นตั้งชื่อไว้อย่างเพราะพริ้ง เช่น Sweet of Sakkara -Secret of the Desert -Arabian Night-Queen of Egypt แถมยังโฆษณาว่า หัวน้ำหอมพวกนี้มีความหอมจัดมาก ใช้เพียง ๓ หยด แตะตรงหลังใบหูซ้าย-ขวา และแถวหน้าอก สื่อความหมายถึง ความรัก ความเสน่หา ความยืนยง แค่นี้หญิงหรือชายใดได้ดอมดมก็จะเกิดอาการลุ่มหลงจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว

มีเสียงหัวเราะคิกคักก่อนเปลี่ยนเป็นฮาครืนดังขึ้นในหมู่คนฟัง หลังฮัสซันแนะนำเพิ่มว่า ถ้าแตะน้ำหอมเป็นลักษณะสามเหลี่ยมหัวกลับ คือบริเวณรักแร้ทั้งสองข้างกับตรงจุดยุทธศาสตร์ เท่านี้ละคุณเอ๊ย สามวันสามคืนไม่มีออกจากห้องนอนกันละ...

"สามหยด" พ่อหนุ่มยอดนักขายย้ำเป็นภาษาไทยชัดแจ๋ว

ขณะอธิบายจะมีผู้ช่วยอีกสองคนนำหัวน้ำหอมกลิ่นตัวอย่างที่เด่นๆ มาให้ทดสอบด้วย อย่าง กลิ่น Secret of the Desert เขาว่าเหมาะกับผู้หญิง ส่วนผู้ชายต้องใช้กลิ่น Arabian Night จบจากนั้นเป็นการสั่งซื้อน้ำหอมแล้วแต่ใครจะนิยมกลิ่นไหน พวกที่ไม่สนใจเริ่มเบื่อนั่งรอเลยลุกออกมาเดินเล่นอยู่นอกร้าน ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

เห็นได้ชัดว่า ช่วงเย็นวันศุกร์ต่อเนื่องไปถึงวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ของคนที่นี่คึกคักกว่าตอนกลางวัน ระหว่างยืนเล่นอยู่ริมถนนรอชาวคณะซื้อของ ฉันได้เริ่มตั้งข้อสังเกตบางอย่างกับตัวเองขึ้นมา ข้อแรก-คนอียิปต์ทั้งหญิงและชายเป็นมนุษย์เผ่าพันธุ์หนึ่งที่มีหน้าตาดีมาก ฉันชอบดวงตาคมเข้มของหญิงสาว และเส้นผมซึ่งหยิกเป็นลอนสวยของชายหนุ่ม เทรนด์ทรงผมสุดฮิปในหมู่เด็กวัยรุ่นผู้ชายเท่าที่แอบทำโพลล์สำรวจเองมักจะนิยมไถผมด้านข้างกับด้านหลังให้สั้น เหลือตรงกลางที่ปล่อยยาวหน่อยแล้วจัดทรงให้เรียบร้อย แต่ด้วยความที่สภาพผมเป็นผมหยิกอย่างที่บอก พอจัดทรงใส่เจลเลยจะดูแข็งๆ เป็นก้อนอย่างกับเอาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตอนที่ยังไม่ได้ต้มมาแปะไว้บนหัว คำอธิบายเชิงเปรียบเทียบของฉันอาจจะทำให้คุณรู้สึกว่า ผมทรงนี้มันเท่ตรงไหน ก็ต้องบอกว่า เมื่อมันมาอยู่บนหัวของคนหน้าตาดี คิ้วเข้ม ตาคม ขนตางอนแล้วจะรู้สึกได้เองว่า เป็นทรงที่เป๊ะมากเลย

อีกเรื่องอันเกี่ยวข้องกับผู้คน คือไม่ว่าจะนั่งรถผ่านไปทางไหน ไม่ว่าจะในไคโรหรือเมืองอื่นจะต้องมีคนทั้งผู้ใหญ่และเด็กคอยโบกไม้โบกมือ ส่งยิ้มให้เสมอ ทั้งที่ขณะนั้นสถานการณ์ภายในอียิปต์ยังคุกรุ่นต่อเนื่องมาตั้งแต่การปฏิวัติใหญ่เมื่อปี ๒๕๕๔ และมีข่าวการประท้วงออกสื่อให้คนทั่วโลกต้องอกสั่นกันเป็นระยะ แต่สำหรับเราที่ได้ไปอยู่ที่นั่น ณ เวลานั้นนับเป็นความโชคดีที่ไม่พบเหตุการณ์รุนแรงใด แถมการได้เห็นคนแปลกหน้าส่งมิตรภาพผ่านรอยยิ้มมาให้บ่อยๆ ฉันพบว่าในท้ายที่สุดมันได้กลายเป็นภาพจำอันสวยงามภาพหนึ่งที่ต้องไม่พลาดการนำมาบอกต่อ

ข้อสังเกตต่อมาอยู่บนท้องถนนของที่นี่ว่าช่างมีความหลากหลายเสียจริง นอกจากรถยนต์ที่มักมีสภาพเปรอะฝุ่น ดูขะมุกขะมอม และเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผลจากการชนเฉี่ยว เนื่องจากที่นี่ไม่มีบริษัทประกัน หากเกิดการเฉี่ยวชน เจ้าของรถจะต้องรับผิดชอบเอง ยังมีสารพัดสัตว์ใช้งาน ทั้งม้า ลา อูฐ มาขอร่วมใช้พื้นที่ด้วย พวกมันเดินนวยนาเผ่านหน้าเราไป คงมุ่งหน้าจะกลับบ้านหลังออกมาทำงานพร้อมกับนายทั้งวัน แต่บางตัวเจ้าของนึกสนุกกับอยากโชว์พวกเราด้วยกระมังเลยลงแส้หวดให้สัตว์เลี้ยงของตนวิ่งห้อ ทิ้งฝุ่นตลบไว้ให้ผู้ชมริมทางดมเล่นตามหลัง เป็นสีสันแปลกตาที่กลับมาหาดูในบ้านเราไม่ได้เลยไม่ว่าจะบนถนนสายไหนก็ตาม

จากน้ำหอมย้ายร้านไปดูการสาธิตวิธีทำกระดาษปาปิรุสต่อ ปาปิรุส หรือต้นกกนี้ที่บ้านเราก็มี แต่ลำต้นไม่ใหญ่เท่า วิธีทำเริ่มจากตัดต้นกกมาปอกเปลือกออก ฝานตามยาวให้เป็นเส้นบางๆ เอาไปแช่น้ำ ๓-๖ วัน คอยเปลี่ยนน้ำทุกวัน พอครบกำหนดเอามารีดน้ำออก จากนั้นวางเรียงสลับชั้นให้เยื่อไม้ติดกันเป็นแผ่น เอาไปทับให้แบน รอจนแห้งดีแล้วจะได้กระดาษพร้อมเอาไปใช้งานได้ กระดาษปาปิรุสมีคุณสมบัติที่ความยืดหยุ่นและคงต่อสภาพอากาศอันแห้งแล้งของอียิปต์ได้ดี ในสมัยโบราณการติดต่อสื่อสารและการบันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ใช้กระดาษปาปิรุสทั้งสิ้น จนเมื่อมีการผลิตกระดาษจากวัสดุอื่นเช่นฝ้ายได้ ความนิยมใช้กระดาษจากต้นปาปิรุสจึงเริ่มเสื่อมความนิยมลง ปัจจุบันเห็นจะเอามาทำเป็นสินค้าให้นักท่องเที่ยวซื้อกลับไปเป็นที่ระลึกเสียมากกว่า

พอจบการสาธิตเหมือนผึ้งแตกรัง ต่างคนเดินดูและเลือกซื้อภาพวาดบนกระดาษปาปิรุสซึ่งมีตัวอย่างติดโชว์ไว้ทั่วร้าน เล็กใหญ่หลายขนาด สวยๆทั้งนั้น ตัวฉันไม่ได้คิดจะซื้อ แต่อยากถ่ายรูปจึงกดเก็บไปได้ตั้งหลายภาพแล้วถึงค่อยมีคนมาห้าม คงมัวรับออเดอร์จากลูกค้าอยู่เลยไม่ทันสังเกต ฉันมองซ้ายขวาไม่ยักเห็นมีป้ายห้ามบอก แต่ก็เข้าใจปฏิบัติตามคำสั่งแต่โดยดี

ออกจากร้านค้า ถึงเวลาสำหรับมื้อค่ำซึ่งทางเจ้าภาพได้จัดเตรียมไว้ให้เป็นพิเศษบนเรือสำราญล่องไปตามแม่น้ำไนล์ มื้อนี้ดูไปแล้วให้อารมณ์เหมือนกับที่ชาวต่างชาติไปเที่ยวบ้านเราแล้วจะต้องไปล่องแม่น้ำเจ้าพระยายังไงยังงั้น แต่จะไม่เหมือนกันตรงที่ของเขามี การแสดงระบำหน้าท้อง (Belly Dance) ให้ดูด้วย ว้าวๆ...แอบเปี๊ยวป๊าวอยู่คนเดียว เพราะอยากเห็นมานาน ตั้งใจมาดูเอาจริงๆจังๆ วันนี้แหละ แต่กว่าจะได้ยลสมใจต้องนั่งรอจนโงกหลับคาโต๊ะไปหลายรอบ ด้วยความเพลียจัด เพราะตะลอนเที่ยวมาทั้งวันจนแทบจะหมดสภาพอยู่แล้ว ในที่สุดการรอคอยอันน่าเบื่อหน่ายก็สิ้นสุด เมื่อดนตรีจังหวะเร้าใจเริ่มบรรเลงพร้อมกับการปรากฏตัวของนายรำ นายนะคะ...ไม่ใช่นาง

ปรากฏว่ามีการแสดงเปิดฟลอร์ก่อนเรียกว่า ระบำซูฟี นักแสดงเป็นชายหนุ่มนุ่งกระโปรงยาวออกมาเต้นหมุนๆ ให้กระโปรงบานแผ่กว้างเหมือนจานบิน เขาสามารถหมุนตัวติดต่อกันได้นานจนฉันเริ่มจะเวียนหัวแทน แต่แน่ละมืออาชีพเขาคงถือว่าหมุนแค่นี้น่ะจิ๊บจ๊อย

หลังปล่อยลีลาเต็มที่ นักแสดงหนุ่มก็ถอยฉากให้สาวงามในชุดวับแวมสีเขียวอ่อนได้ออกมาพบกับผู้ชมบ้าง ว่ากันว่าระบำหน้าท้องเป็นการแสดงที่นักท่องเที่ยวและคนอียิปต์เองชื่นชอบกันมาก คนที่ทำอาชีพนี้จึงมีรายได้ค่อนข้างดี แต่การจะเต้นให้ได้ดีและสวยงามไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องฝึกหัดกันเป็นปีๆ ที่สำคัญหน้าตารูปร่างต้องดีและดึงดูดผู้คนด้วย อย่างเช่นเธอผู้ที่กำลังร่ายรำ โดยใช้หน้าท้อง ร่วมกับมือไม้และเอวเคลื่อนไหวส่ายไปมาตามจังหวะอย่างมีศิลปะคนนี้ แม้ในสายตาผู้ชมบางคนอาจจะติงว่าหุ่นเจ้าหล่อนอวบไปหน่อย แต่ที่จริงต้องหุ่นแบบนี้แหละถึงจะเหมาะกับการเป็นนางระบำหน้าท้อง ขืนเอาพวกหุ่นนางแบบผอมแห้งเป็นไม้เสียบลูกชิ้นมาร่ายรำคงดูเก้งก้างไม่เพลินตาเท่าหุ่นอิ่มๆแบบนี้

นางรำร่ายลีลาอยู่นานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยด้วยนี่คืออีกหนึ่งมืออาชีพ เธอบิดพลิ้วกายไปทางโน้นทางนี้ตามเสียงเพลงให้ผู้ชมได้เห็นกันทั่ว ฉันลุกจากโต๊ะเดินไปถ่ายรูปชนิดติดขอบฟลอร์ เธอเหลือบมาเห็นก็ใจดีขยับเข้ามาให้ถ่ายใกล้ๆ การแสดงนี้ค่อนข้างยาว มาจบลงก่อนเรือวนกลับมาเทียบท่าไม่นาน

หลังขอบคุณและกล่าวคำลาเหล่าผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสายการบินอียิปต์ และการท่องเที่ยวอียิปต์ที่ให้เกียรติมาร่วมโต๊ะดินเนอร์ เราก็มุ่งหน้ากลับโรงแรมขณะแบตเตอรี่ในตัวลดลงเหลือขีดสุดท้ายพอดี ฉันรีบอาบน้ำแล้วกระโจนขึ้นเตียงนอนเพื่อชาร์ตเรียกพลังกลับคืนให้พร้อมสำหรับการเดินทางไปเมืองอเล็กซานเดรียในวันพรุ่งนี้