ท่องไพรเขาใหญ่ยลสมุนไพรไทย

โลกสวยด้วยพรรณไม้

2...พื้นที่สูงระดับ 600-1,800 เมตร มีอากาศหนาวเย็น มีความชุ่มชื้นสูง หรือมีน้ำขังตามพื้นที่ป่า พืชเมล็ดเปลือยชนิดหนึ่งขึ้นได้ดี คือพญาไม้ ซึ่งเจริญเติบโตบนผาเดียวดาย และในผืนป่าเขาใหญ่-ดงพญาเย็น โดยเนื้อไม้มีกลิ่นหอมและน้ำมันระเหย เป็นเครื่องประกอบยาแพทย์แผนไทย ที่ในวงการเรียกกันว่า สมุลแว้ง เฉพาะเปลือกของต้นพญาไม้ ให้สรรพคุณ แก้ลม วิงเวียน ใจสั่น แก้หวัด กำเดา ขับลมในลำไส้ แก้ธาตุพิการ

ก่อนเดินทางไปทานมื้อเช้า เรายังมาชมสัญลักษณ์แห่งป่าพรุ เสม็ดแดง โดยทั่วไปจะขึ้นงอกงามได้ดี ในอาณาบริเวณป่าพรุลุ่มต่ำ ที่เป็นพื้นที่ป่า มีน้ำขังตลอดปี มีผืนดินพรุที่แน่นหนาสักหน่อย เสม็ดแดงเป็นไม้ราบไม่ใช่พืชดอย แต่ในป่าที่สูงอย่างผาเดียวดาย ที่มีน้ำขังเฉอะแฉะตามพื้นอยู่ตลอดปี จึงปรากฏขึ้นได้ แต่ไม่นาน แน่นมาก อาจเนื่องมาจากอากาศหนาวเย็น ทำให้ต้นไม้ในพื้นราบชนิดอื่นไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดี

แล้วผมกับเพื่อนสองสามคน พากันไปดูไม้สกุล ก่อ ต้นไม้รวมหลายสกุล ได้แก่ ก่อ ชา หรือเมี่ยง และอบเชย มักปรากฏตัวตามที่สูงทางภาคเหนือ และเขาหินทรายทางภาคอีสาน ในระดับความสูงตั้งแต่ 900 เมตร จากระดับน้ำทะเล ผืนป่าที่มีไม้ยืนต้นจำพวกนี้ขึ้นอยู่ จะถือเป็นป่าดิบเขาโดยแท้ โดยประกอบด้วย ก่อเดือย ก่อหรั่ง ก่อน้ำ ก่อแป้น ก่อหนาม ก่อตาหมู ก่อผา ก่อดาน และก่อใบเลื่อม ซึ่งอยู่ในสกุล Castanopsis ส่วนก่อในสกุล Lithocarpus มี ก่อหม่น ก่อเลือด ก่อด่าง ก่อแงะ และก่อดำ และก่อในสกุล Quercus ได้แก่ ก่อเตี้ย ก่อข้าว ก่อแอบหลวง ก่อแดง ก่อแอบ ก่อขาว ก่อขน ก่อตาหมูหลวง และก่อหิน

หมดเวลาการเดินศึกษาธรรมชาติ หากใช้เวลาเดินทางกันต่ออีกหน่อย ผมคนหนึ่งละครับ...ที่จะเป็นลมก่อนใคร หรือไม่ก็หยิบจับสมุนไพรกินรองท้อง ดังนั้น มื้อเช้าเป็นอาหารมื้อสำคัญที่สุด จึงจบสิ้นอย่างรวดเร็วจากฝีมือเรา พร้อมกับพูดคุยในความประทับใจที่สมุนไพรให้คุณค่าอย่างน่าอัศจรรย์ใจ จากนั้นก็เริ่มเตรียมเนื้อเตรียมตัว เพื่อตามหาสมุนไพรหญ้าดอกขาว ซึ่งพี่ต้อมของพวกเราบอกว่า มีการรวมตัวอยู่ตามทุ่งกว้าง

แล้วยังเกริ่นให้เกิดความน่าสนใจอีกว่า เส้นทางศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติ เป็นเส้นทาง กม.33-หนองผักชี ที่จะบอกเล่าความยิ่งใหญ่อลังการของผืนป่าดงดิบดึกดำบรรพ์ อาทิ ต้นไม้ยักษ์คู่แห่งป่าดงดิบแล้ง ดงไม้ในช่องว่างกลางป่า ต้นไทรใส่ขาเทียมแหล่งชุมนุมสัตว์ป่า การซ่อมแซมตัวเองของป่าไม้ และทุ่งหญ้าคาแหล่งอาหารกวาง โดยเส้นทางศึกษาธรรมชาติเส้นนี้ มีระยะทางโดยประมาณ 3,000 เมตร มีความลาดชันเล็กน้อย ใช้เวลาเดินเท้า 2-3 ชั่วโมง ควรสวมรองเท้าหุ้มส้น ในฤดูฝนควรสวมถุงกันทาก แล้วควรพกพากล้องถ่ายภาพ กล้องส่องทางไกล แว่นขยาย และสมุดจดบันทึกติดตัวไปด้วย

สิ่งที่พี่เค้ากล่าวมาทั้งหมดนั้น ได้อัดแน่นในกระเป๋าเป้หลังแล้วครับ สมุนไพรชนิดแรกที่มาต้อนรับเรา คือกระบกกรัง ต้นไม้ขนาดใหญ่ในตระกูลยาง สามารถเจริญเติบโตได้ดีในป่าดิบแล้ง ตามบริเวณที่มีดินลึก และกักเก็บน้ำได้ดี ผลกระบกกรังมีขนาดเล็กรูปไข่ มี 5 ปีก แพร่พันธุ์โดยลมพัดพาเมล็ดให้ปลิวไปตกตามสถานที่ต่างๆ ส่วนสมุนไพรมีหนามสามใบ เห็นเรียกกันว่า เถางูเห่า หรือนำมากินเป็นผัก เรียกว่า ผักแตม ซึ่งพอเดินผ่านพ้นจากพืชพรรณทั้งสอง ก็มายืนแหงนคอแทบเคล็ด มอง "ยักษ์คู่แห่งป่าดงดิบแล้ง"

โดยเป็นสมญานามของ กะเพราต้น และ หว้าลิง ด้วยลำต้นที่มีขนาดความสูงใหญ่ สูงตระหง่านมากกว่าตึกสิบชั้น มีการสร้างเรือนยอดด้วยการลิดกิ่งให้โปร่ง เพื่อลดแรงปะทะของกระแสลม สามารถขยายฐานล่างออกได้หลายคนโอบ เพื่อรองรับน้ำหนักที่มีหลายสิบตัน การเจริญเติบโตในลักษณะนี้ จะสำเร็จได้ต้องใช้แร่ธาตุจำนวนมหาศาล และใช้ระยะเวลานับร้อยปี สองต้นที่เราหยุดดูด้วยความทึ่ง กะอายุได้ไม่ต่ำกว่าร้อยปีแน่ๆ โดยเฉพาะ กะเพราต้น ส่วนที่เป็นลำต้นสูงประมาณ 30 เมตร มีเรือนยอดเป็นพุ่มหนาทึบ ใบเดี่ยวเรียงตรงกันข้าม ออกดอกสีขาว หรือสีเหลืองอ่อนตามปลายกิ่ง มีผลกลมเล็กๆ สีเขียว เนื้อไม้มีกลิ่นหอมฉุน นิยมนำไปใช้ในการแกะสลัก ทำเตียงนอน ทำตู้ ทำหีบกันมด และแมลง ส่วนเปลือกมีสรรพคุณทางยาสมุนไพร นำไปต้มกินแก้เสียดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ

การถ่ายภาพต้นไม้ยักษ์ทั้งสอง ทำให้ต้องวุ่นวายเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ เพราะความสูงใหญ่ของกะเพราต้น และหว้าลิง เกินศักยภาพของเลนส์กล้องจะรับได้ ต่อเมื่อปรับเปลี่ยนแก้ไขเสร็จสิ้น ผมถึงเดินเข้าร่วมขบวนอีกครั้ง ซึ่ง พรานวิง ที่มากด้วยประสบการณ์ กำลังอธิบายเรื่องราวบางอย่างพอดี เส้นทางศึกษาธรรมชาติ กม.33-หนองผักชี บางส่วนบางตอนเป็นไร่ทิ้งร้าง แล้วจึงเกิดเป็นภารกิจตามธรรมชาติขึ้นมา

โดยมีกระบวนการทำงานเป็นขั้นตอน เริ่มต้นด้วยไม้ล้มลุกเมล็ดเบา แพร่กระจายเข้ามาโดยกระแสลม แล้วกระบวนการขั้นตอนต่อมา เมล็ดจะรีบเร่งงอกให้เร็วที่สุด เพื่อยึดเป็นพื้นที่มั่นเอาไว้ก่อน เมื่อเป็นพื้นที่มีอาหารตามต้องการมากพอ ก็จะครอบครองพื้นที่เจริญเติบโต จากนั้นเปิดฉากแย่งชิงแร่ธาตุอาหาร กับพืชล้มลุกชนิดอื่นแบบใครดีใครอยู่ สุดท้ายจะได้ไม้ล้มลุกหลากชนิด อยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน และลำดับต่อไป ไม้ยืนต้นก็เข้าแทนที่ ซึ่งเป็นการฝืนคืนผืนป่า ที่มีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง

การเปลี่ยนแปลงของป่าไม้ตามธรรมชาติ ที่ทำให้ป่าไม้โค่น ล้มเตียนโล่ง มีอีกหลายสาเหตุด้วยกัน อย่างเช่นจากน้ำหลาก ดินถล่ม กระแสลมแรง แต่หลังจากนั้นป่าจะฟื้นตัวได้เอง ด้วยพันธุ์ไม้บุกเบิกโตเร็ว และชอบแดดจัด ทำให้ต้นไม้สูงใหญ่ขนาดไล่เลี่ยกัน อย่างต้นยางเสียน...รหัสย้อนวิกฤตกาล หากสังเกตให้ดี รอบๆบริเวณป่ามีต้นยางเสียนจำนวนหลายต้น สูงใหญ่ในขนาดที่เท่ากัน ขึ้นกระจายเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-10 ต้น อยู่ท่ามกลางต้นไม้โตเร็วหลากชนิด ซึ่งเป็นรหัสบอกสภาพของผืนป่าว่า เคยโค่นล้มมาเมื่อครั้งก่อน

ตามป่าดงดิบบริเวณร่องห้วยที่มีกระแสน้ำหลากรุนแรง ส่งผลให้ซากใบไม้ กิ่งไม้ และต้นไม้พื้นล่าง ถูกกระแสน้ำพัดหลุดลอยไป สำหรับในการซ่อมป่าริมห้วยนั้น เป็นหน้าที่ของพืชที่ซ่อนลำต้นใต้ดิน ชอบดินชื้นแฉะ แสงแดดรำไร มีกิ่งก้าน มีสีเขียว เพื่อเพิ่มพื้นที่สังเคราะห์แสง โดยพรรณพืชที่อาสาซ่อมป่า ได้แก่ พืชในวงศ์ขิง ซึ่งฟื้นฟูด้วยการกินอาหารตามหน้าดิน แล้วเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยการแตกหน่อแผ่ออกเป็นกอๆ พร้อมผลิดอกออกผลให้สัตว์ป่ากิน เพื่อแพร่พันธุ์ไปในดงไม้ล้มลุกกลางแดด

เถาวัลย์ชอบขึ้นในที่แดดจัด เพียงแต่ช่วงแรกที่เริ่มงอกขึ้นมา จะยังต้องการร่มเงารำไรสักหน่อย ต่อเมื่อพอโตจนตั้งตัวได้แล้ว ลำต้นจะเลื้อยไปหาแสงแดดอย่างรวดเร็ว ซึ่งการเป็นพืชที่ชอบแสงแดดจัดนั้น จึงวางแผนให้ลำต้นเติบโตด้านข้าง จากนั้นเร่งการเติบโตทางด้านยาว เกี่ยวพันกับต้นไม้อื่นหาแสงสว่าง แล้วแตกกิ่งก้านใบปกคลุมเรือนยอด ไม่ให้แสงแดดส่องลงมาที่พื้นดิน ทำให้เกิดความชุ่มชื้นสูงขึ้น เหมาะแก่การเติบโตของกล้าไม้ จนคล้ายกับเป็นโรงเพาะเลี้ยงอย่างดี สำหรับต้นไม้ที่ชอบร่มเงาได้เติบโต

คล้ายๆกับ ข่าคม ไม้ล้มลุกในตระกูลขิง ข่า มีเหง้าฝังนิ่งอยู่ใต้ดิน หัว หรือเหง้าเหมือนกับข่า แต่ใหญ่กว่า ขยายพันธุ์ด้วยการแตกหน่อ และเมล็ด ออกดอกตามยอดคล้ายดอกกล้วยไม้ มีกลิ่นฉุนเหมือนกับข่า ด้วยในตัวข่าคมมีน้ำมันหอมระเหย จึงมีสรรพคุณในการแก้ลม ช่วยย่อย แก้โรคกระเพาะ ส่วนหมอยาพื้นบ้านภาคเหนือ นำเหง้าเป็นส่วนผสมยาธาตุ ยาลม ยาบำรุง ขณะที่หมอยาชาวไทใหญ่ ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แต่ที่แน่ๆ เคยลิ้มลองมาบ้างแล้ว หน่อ หรือเหง้ากินสด หรือลวกได้ หรือบ้างก็ว่าผลกินได้เช่นกัน

ความสวยงามของดอกข่าคม ทำให้เราหยุดชมกันพักใหญ่ทีเดียว แต่ครั้งก้าวเดินไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็มีไม้ใหญ่ล้มขวางทางเดินของเรา พรานวิง หันมาบอกว่า...มันเป็นพืชตระกูลเดียวกับน้อยหน่า คือสลักดำ หมอยาเอาส่วนแก่นทำยาบำรุง ซึ่งคงคล้ายกับ หอมไก๋ หรือพญาสามสิบสองเมีย ก็มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงเช่นกัน แต่คนที่มีอายุต่ำสัก 35 ไม่ควรกิน ส่วนของ เฟิร์นไก่ฟ้า ชาวบ้านกลับใช้รักษาโรคเจ็บป่วยเรื้อรัง

มาหยุดรวมจับกลุ่มกันอีกแล้วครับ แต่คราวนี้ขอแอ๊คถ่ายรูปกับต้นไทร ไม้เรือนยอดชั้นบนสุดของผืนป่า การออกดอกออกผลของไทร มีกลยุทธ์มหัศจรรย์อย่างคาดไม่ถึง เนื่องจากไทรไม่อวดโฉมดอกให้เห็น แต่เก็บไว้ด้านในของผล แล้วสร้างรูเล็กเท่าปลายเข็ม ให้ตัวต่อไทรลอดเข้าไปอาศัยหลบภัย หรือออกลูก และผสมเกสรให้ ซึ่งก็เท่ากับว่า ในลูกไทร นอกจากมีเนื้อที่หอมหวานแล้ว ยังมีเนื้อสัตว์ในเวลาเดียวกันด้วย

ต้นไทรที่มีลูกสุกเต็มต้น เปรียบกับภัตตาคารหรูหรา หรือเป็นเซเว่น-อีเลเว่นต์ก็ได้ เพราะเปิดบริการลูกค้าตลอดวันตลอดคืน คือนอกจากสัตว์หากินบนเรือนยอด เช่น นก กระรอก ชะมด อีเห็น ลิง ค่าง และสัตว์ป่าหายากบางชนิด อย่าง นกเงือกกรามช้าง นกโพระดก ชะนีมงกุฎ หรือพญากระรอกดำใหญ่ ต่างก็มาเวียนลิ้มลองผลสุกตลอดเวลา อีกทั้งยังเป็นการขนถ่ายเมล็ดที่มีการเคลือบสารกันน้ำย่อย ส่งไปที่ต่างๆ เพื่อขยายพันธุ์โดยตรง แต่มิทันไร เรื่องราวสรรพคุณของ กำลังเลือดม้า ก็มาแย้งในความสนใจไปสิ้น

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า