มนต์อียิปต์ (๑)

สารคดีต่างแดน

หลายปีก่อน มีคนรู้จักไปเที่ยวอียิปต์แล้วกลับมาเล่าให้ฟัง ปิระมิดเป็นอย่างนี้ คนอียิปต์เป็นอย่างนั้น เรื่องเล่าของเขาจุดจินตนาการให้คนที่ยังไม่เคยไปนั่งฝันอยากจะได้เห็นภาพเดียวกันนั้นบ้าง...กาลเวลาผ่านไปนาน พร้อมกับความฝันที่สีเริ่มซีดจางลงเรื่อยๆ แต่แล้วในวันธรรมดาวันหนึ่ง ขณะชีวิตยังคงดำเนินไปตามวงวัฏจักรเดิม โดยไม่คาดฝัน "อียิปต์แอร์" ก็หยิบยื่นโอกาสนั้นมาให้ถึงมือ

"ขอโทษที่เชิญกะทันหันไปหน่อยนะคะ" เจ้าภาพเอ่ยขออภัยมาตามสายที่มีเวลาให้เตรียมตัวน้อยไปนิด แต่ถ้าเขาถามวันนี้แล้วให้ไปพรุ่งนี้ ฉันว่าฉันก็พร้อมอยู่ดี อียิปต์เชียวนะคุณ จะให้พลาดได้ยังไง

วันเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็ว กำหนดจุดนัดรวมตัวกันที่เคาน์เตอร์ของอียิปต์แอร์ ไปถึงเห็นมีกระเป๋าวางเรียงเป็นแถวยาวเหยียด นึกฉงนว่าทำไมถึงมีคนไปด้วยเยอะนัก มาได้คำตอบหลังจากไปปล่อยไก่ถามผู้หญิงคนหนึ่งว่าเป็นนักข่าวจากฉบับไหน เธอตอบว่ามาจากสวัสดีห้าดาว หนังสืออะไรหว่า? ฉันงง เธอก็งง ที่แท้จุดประสงค์หลักของทริปนี้คือเพื่อแนะนำสายการบินและสถานที่ท่องเที่ยวในอียิปต์แก่บริษัทนำเที่ยวต่างๆในเมืองไทย ดังนั้น เพื่อนร่วมทางจึงเป็นคนที่ทำงานอยู่ในแวดวงธุรกิจการท่องเที่ยวแทบทั้งนั้น มีสื่อมวลชนเช่นฉันเป็นดั่งชนกลุ่มน้อยติดสอยห้อยตามไปด้วยไม่กี่คน

อย่างไรก็ตาม ความต่างในอาชีพไม่ใช่ปัญหาในการอยู่ร่วมกัน เพราะรู้สึกได้ว่าทุกคนที่มามีลักษณะนิสัยโดยธรรมชาติเป็นคนเปิดกว้างพร้อมพบปะทำความรู้จักกับคนหน้าใหม่ๆอยู่แล้ว ได้คุยกับผู้หญิงอีกคนเป็นเจ้าของบริษัททัวร์ที่เน้นการนำทัวร์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ คือจัดให้เป็นเฉพาะกลุ่ม ไม่มีเปิดขายตั๋วหน้าร้าน และมักจะพาลูกค้าไปเที่ยวประเทศในแถบยุโรป โดยใช้บริการของอียิปต์แอร์เป็นประจำ ครั้งนี้เธอบอกว่าตั้งใจมาดูลู่ทาง เพราะอยากจะเพิ่มโปรแกรมให้ลูกทัวร์ได้ใช้เวลาระหว่างมาแวะรอต่อเครื่องที่ไคโรได้เที่ยวอียิปต์แบบวันเดย์ทริป เช่น พาไปชมมหาปิระมิด พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอียิปต์ จากนั้นถึงค่อยขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ แผนจัดการท่องเที่ยวแบบนี้ถูกคาดหมายว่าจะสร้างความประทับใจให้เหล่าลูกทัวร์ และรู้สึกคุ้มค่ากับการเดินทางมากยิ่งขึ้น

เครื่องออกกลางดึกไปถึงสนามบินกรุงไคโรตอนเช้าตรู่ รวมเวลาเดินประมาณ ๙ ชั่วโมง ชาวคณะเดินหน้าง่วงตามกันออกมา และด้วยความที่มาเป็นกลุ่มใหญ่มีตั้งเกือบ ๔๐ ชีวิต กว่าจะเสร็จแต่ละขั้นตอนจึงกินเวลานาน หลายคนเลยอาศัยช่วงรอเดินไปแลกเงิน อัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้น ๑ ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ ๖.๑ อียิปต์ปอนด์โดยประมาณ แต่บางคนก็ไม่แลก บอกว่าจะซื้ออะไรใช้เงินดอลลาร์จ่ายไปเลย ง่ายดี แต่ความจริงแล้วควรมีเงินท้องถิ่นติดกระเป๋าไว้ด้วย เพราะร้านค้าบางแห่งเช่นตามปั๊มน้ำมัน การใช้บริการห้องน้ำสาธารณะบางที่ รวมถึงการให้บริการต่างๆ คนอียิปต์มักจะขอทิปเป็นการตอบแทน แต่ทั้งนี้ควรแลกไปพอดีเท่าที่จะใช้ เพราะไม่สามารถแลกคืนกลับเป็นเงินดอลลาร์ได้

จากสนามบินต้องขนสัมภาระกองโตมาเช็คอินที่โรงแรมก่อน แต่เพราะเรามาถึงเช้ามาก ห้องหับยังจัดการไม่เรียบร้อยจึงต้องเปลี่ยนแผน จากที่ว่าจะได้อาบน้ำให้สบายตัวก่อนออกเที่ยวก็ต้องหดเหลือแต่กินข้าวเช้าอย่างเดียว ดีที่ไปช่วงเข้าฤดูหนาวแล้วเลยซักแห้งกันได้ไม่เป็นไร

หลังอิ่มหนำ "ดาเรีย" ไก๊ด์สาวตาคมได้มาเซย์ไฮทักทาย ก่อนตุเลงๆพาพวกเราไป เมืองซัคคาร่า-เมืองแห่งชาติหน้าของฟาโรห์ที่มีปิระมิดอายุเก่าแก่กว่าปิระมิดที่ได้รับการยกย่องให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ตั้งอยู่ในเมืองกิซ่าเสียอีก

ระหว่างการเดินทางนั่งชมวิวในกรุงไคโรไปพลางๆ รู้สึกประหลาดใจที่ตึกรามบ้านช่องของเขาดูทรุดโทรมไม่เจริญหูเจริญตาเอาเสียเลย ส่วนมากเป็นอาคารอิฐเปลือยไม่มีการฉาบปูน เรื่องทาสีให้สะสวยจึงไม่ต้องพูดถึง บางหลังประตูหน้าต่างไม่มีต้องเอาผ้ามาบังไว้แทน ส่วนบนถนนเต็มไปด้วยฝุ่น อันนี้พอเข้าใจได้ว่าเป็นเมืองทะเลทรายขืนต้องมาตามปัดกวาดให้เรี่ยมอยู่ตลอด วันทั้งวันคงไม่เป็นได้ทำอะไรอื่นเลย แต่นั่นก็มีผลให้สภาพโดยรวมของกรุงไคโรเป็นเมืองหลวงที่ออกจะดูมอมแมมอยู่สักหน่อย

"ทำไมเขาถึงไม่สร้างให้เสร็จ?" มีคนตั้งปุจฉาขึ้นมาเมื่อเห็นอาคารจำนวนมากตกอยู่ในสภาพครึ่งๆ กลางๆ หรือว่าผู้รับเหมาที่นี่จะชอบทิ้งงานเหมือนกับที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในบ้านเรา

"เขาทำอย่างนี้เพื่อเลี่ยงภาษี" ผู้รู้ไขความกระจ่างให้ว่า กฎหมายที่นี่ถ้าบ้านสร้างเสร็จจะต้องเสียภาษีแพงกว่าบ้านที่สร้างไม่เสร็จ

คนฟังได้แต่งงว่าตอนออกกฎ ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองคิดอะไรอยู่ แต่ถึงแม้ภายนอกจะดูโทรม ดูไม่สวยก็อย่าเพิ่งไปเหมาว่าข้างในจะตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ฉันเพิ่งมาได้คำตอบจากกลุ่มนักเรียนไทยที่มาศึกษาวิชาศาสนาอิสลามในวันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับว่า

"เห็นข้างนอกอย่างนี้ แต่ข้างในตกแต่งสวยมากนะครับพี่ บางคนที่มีเงิน เขาแต่งห้องเป็นสไตล์หลุยส์หมดเลย" น้องเขาชี้ให้ฉันดูร้านขายเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมถนนประกอบคำอธิบายไปด้วยช่วยให้เข้าใจความเป็นไปของผู้คนในประเทศนี้ดียิ่งขึ้น

ถึงซัคคาร่า ดาเรียเริ่มต้นการบรรยายตามหน้าที่ สลับกับตะโกนเรียกลูกทัวร์ที่ชอบทำตัวเหมือนปูหนีออกนอกกระด้งอยู่เรื่อยให้กลับมาตั้งใจฟังกันหน่อย...พลีส...

ตามประวัติซัคคาร่าเป็นเมืองเก่ามีอายุราวห้าพันปีที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองเมมฟิสซึ่งเป็นจุดหมายต่อไปของเราหลังจากนี้ ซัคคาร่ากับเมมฟิสเป็นเมืองที่ถูกสร้างมาคู่กัน เนื่องจากชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนตายไปแล้วจะได้กลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิมของตนจึงเป็นที่มาของการทำมัมมี่เพื่อรักษาสภาพร่างกาย และสร้างสถานที่เพื่อเก็บมัมมี่เอาไว้อย่างดี ที่ฉันพูดถึงซัคคาร่าเมื่อตอนต้นว่าเป็นเมืองแห่งชาติหน้า ก็เพราะมันถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นสุสานเก็บร่างมัมมี่ไว้นั่นเอง ที่นี่มีสุสานของฟาโรห์ ชนชั้นสูง และเหล่าเสนาบดีอยู่มากมาย จนได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ขุดค้นโบราณสถานที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลก ในขณะที่เมมฟิสซึ่งอยู่ไม่ไกลกันคือเมืองแห่งชาตินี้ หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นเมืองที่มีผู้คนตัวเป็นๆ ที่ยังเคลื่อนไหว ที่ยังหายใจอาศัยอยู่ เมมฟิสถือเป็นเมืองหลวงเก่าแก่แห่งแรกในยุคอียิปต์โบราณที่ได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์ว่า มีความสำคัญในการรวมอียิปต์บนและอียิปต์ล่างเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันโดยกษัตริย์เมนา ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ที่ ๑

นอกจากซัคคาร่ากับเมมฟิสยังมียังอีกสองเมืองในยุคหลังที่เกิดขึ้นตามแนวคิดเดียวกัน คือไคโรกับกิซ่า โดยไคโรที่มีบทบาทเหมือนกับเมมฟิสตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไนล์ ส่วนกิซ่าที่เหมือนกับซัคคาร่าอยู่ทางฝั่งตะวันตก แต่การมาตั้งต้นเที่ยวที่ซัคคาร่ากับเมมฟิสก่อนมีข้อดีตรงที่จะช่วยให้เข้าใจประวัติศาสตร์อียิปต์ โดยเฉพาะเรื่องของวิวัฒนาการการสร้างปิระมิดดีขึ้น เนื่องจากที่ซัคคาร่ามี ปิระมิดขั้นบันได (Step Pyramid) ที่เป็นต้นแบบของการสร้างปิระมิดในยุคต่อมา กล่าวคือในช่วงแรกเริ่มเลยนั้นชาวอียิปต์สร้าง มาสตาบา (Mastaba) เป็นที่ฝังศพก่อน ต่อมาจึงวิวัฒนาการสร้างปิระมิดขั้นบันได แล้วพัฒนาต่ออีกขั้นมาเป็นปิระมิดทรงสามเหลี่ยมแบบพื้นผิวเรียบเช่นมหาปิระมิดอันโด่งดังในเมืองกิซ่า

เพื่อให้เข้าใจความเป็นมาตามลำดับต้องแวะไปชมมาสตาบาก่อน สิ่งก่อสร้างยุคโบราณชนิดนี้เป็นที่ฝังศพชนชั้นสูงของอียิปต์ในยุคแรกๆ ที่รับแนวคิดมาจากวัฒนธรรมเมโสโปเตเมีย ลักษณะของมาสตาบาในช่วงแรกจะเป็นหลุมทรายขุดเป็นรูปวงรี หรือรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้วใช้แผ่นอิฐหรือหินปิดทับทางเข้าเอาไว้เท่านั้น ต่อมาจึงเริ่มก่อสูงขึ้นด้วยเทคนิคอิฐสอโคลน คือใช้โคลนเป็นตัวประสานอิฐ ให้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูยกพื้นคลุมทับทางลงสู่ห้องเก็บศพที่อยู่ลึกลงไปใต้ดินอีกที ในห้องด้านบนนี้จะมีทั้งห้องบูชาเทพเจ้า มีประตูปลอมซึ่งสร้างขึ้นเพื่อให้วิญญาณของผู้ตายผ่านเข้าออก ถัดมาคือห้องที่เจาะช่องเอาไว้สำหรับนำศพลงไปฝังใต้ดิน พร้อมด้วยทรัพย์สมบัติเพื่อให้คนตายนำไปใช้ในโลกหน้า

มาสตาบาที่ได้ลงไปชมอย่างใกล้ชิดเป็นมาสตาบาของฟาโรห์เตติปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ที่ ๖ ซึ่งมีทางเข้า-ออกทางเดียว และค่อนข้างจะวิบากอยู่สักหน่อย เพราะเป็นเพียงช่องแคบๆ มีบันไดไม้ให้คนไต่ลงไป ถึงพื้นเบื้องล่างแล้วยังมีจุดให้ต้องก้มๆ เงยๆ คอยมุดคอยรอดอีกหลายแห่งจึงอาจเป็นเรื่องลำบากสำหรับผู้สูงอายุ หรือคนที่สภาพร่างกายไม่สมบูรณ์เต็มร้อย แต่ถ้าตรองดูแล้วว่าไหวก็ควรจะลงไปดูเสียหน่อย

ที่ข้างใต้ อากาศเย็นกำลังดี และคงจะอุณหภูมิเท่านี้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าภูมิอากาศภายนอกจะเปลี่ยนเป็นฤดูไหนแล้วก็ตาม แต่คงไม่มีใครอยากมาอยู่นานนัก โดยเฉพาะในห้องเก็บพระศพที่บรรยากาศค่อนข้างวังเวง มีโลงศพขนาดใหญ่ทำจากหินแกรนิตสีดำตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ ชายหนวดเฟิ้มคนหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่หรือพ่อค้ากันแน่กวักมือเรียกให้มาชะโงกดูภายในโลง ขณะปีนป่ายขึ้นไป ใจก็ลุ้นว่าจะเจออะไร หากเอาเข้าจริงพบแต่ความว่างเปล่า...โธ่ นึกว่าจะมีของดีให้ดู แต่คิดอีกทีไม่มีก็ดีแล้ว นี่ถ้าไม่มีเพื่อนลงมาด้วยเป็นโขยง จ้างให้ก็ไม่ยอมมาคนเดียวหรอก หลังรู้เห็นสภาพภายในมาสตาบาถ้วนทั่วดีแล้ว ฉันก็เดินย้อนกลับทางเดิม ไต่บันไดไม้ที่ผ่านการเหยียบย่ำโดยนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมานานจนหมดเสี้ยนขึ้นเงาเป็นมันวับกลับขึ้นมาสู่โลกปัจจุบันเบื้องบน

จากยุคของการสร้างมาสตาบามีชาวอียิปต์นามว่า "อิมโฮเทป" ได้วิวัฒนาการแนวความคิดก่อมาสตาบาซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ ให้มีขนาดลดหลั่นกันตามลำดับจนได้เป็นโครงสร้างของปิระมิดขั้นบันไดที่ถือเป็นสิ่งก่อสร้างจากหินขนาดใหญ่ที่สุดแห่งแรกของโลกขึ้นมา

สันนิษฐานว่าปิระมิดขั้นบันไดที่ซัคคาร่าสร้างขึ้นในสมัยฟาโรห์โซเซอร์ กษัตริย์พระองค์ที่ ๒ ในราชวงศ์ที่ ๓ ของอียิปต์ ครองราชย์อยู่ระหว่างปี ๒๖๖๗-๒๖๔๘ ก่อนคริสตกาล แต่เดิมกษัตริย์พระองค์นี้ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก จนเมื่อมีการค้นพบปิระมิดขั้นบันไดเมื่อ ค.ศ.๑๘๒๑ พระนามของพระองค์จึงปรากฏเด่นชัดขึ้นพร้อมกับที่มีการปะติดปะต่อเรื่องราวในหน้าประวัติศาสตร์ของอียิปต์ไปด้วย ส่วนนามของผู้ออกแบบก่อสร้างได้กล่าวถึงแล้วว่า คืออิมโฮเทป บุคคลผู้นี้เป็นเสนาบดีเอกผู้ค้ำบัลลังก์ให้กับฟาโรห์ที่ได้รับการยกย่องจากชาวอียิปต์อย่างสูงในฐานะเทพเจ้าองค์หนึ่ง เนื่องจากเป็นผู้มีความรู้รอบด้าน เป็นทั้งสถาปนิกที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในยุคนั้น เป็นแพทย์ เป็นนักดาราศาสตร์ เป็นนักประพันธ์ที่มีผลงานมากมาย ทั้งวรรณคดีและตำราเภสัชศาสตร์ แม้แต่ชาวกรีกโบราณเองยังยกย่องอิมโฮเทปให้เป็นเทพเจ้าแห่งการแพทย์ของพวกตนด้วยเหมือนกัน

เมื่อได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ก่อสร้างหลุมฝังพระศพของฟาโรห์ อิมโฮเทปได้เลือกบริเวณเนินดินสูงในเมืองซัคคาร่าเป็นทำเลในการก่อสร้าง และเริ่มคิดต่างจากความนิยมเดิมด้วยการขยายโครงสร้างของมาสตาบาให้ใหญ่และสูงขึ้นไปอีกถึง ๕ ชั้น จนได้ปิระมิดขั้นบันไดความสูง ๖๐ เมตร ก่อด้วยหินปูนธรรมดา แต่ชั้นนอกฉาบด้วยหินปูนขาวอย่างดีจากเมืองตูรา นอกจากนั้นยังคิดค้นวิธีการเข้าหินที่มีความประณีต แถมคงทนถาวรอย่างเหลือเชื่อ ปิระมิดขั้นบันไดที่เมืองซัคคาร่าผลงานของอิมโฮเทปเป็นปิระมิดแห่งแรกของอียิปต์ และยังมีความสมบูรณ์ที่สุดในบรรดาปิระมิดขั้นบันไดที่ขุดพบทั้งหมดด้วย แต่น่าเสียดายว่าตอนที่พวกเราไปนั้น ตัวปิระมิดกำลังอยู่ในระยะปรับปรุง มีห้างไม้ต่อพาดจากพื้นถึงยอดเลยทำให้ดูไม่สง่างามอย่างเคย

นอกจากปิระมิด ภายในเขตสุสานยังมีสิ่งก่อสร้างบริวารที่เหลือรอดมาถึงทุกวันนี้อีกจำนวนไม่น้อย ที่เด่นๆ เช่น วิหารทางเดินที่สองข้างทางมีเสาต้นใหญ่สร้างเลียนแบบกอต้นปาปิรุส (Papyrus Column) เรียงเป็นแถวยาวนำไปสู่ลานกว้างโล่งอันเป็นที่ตั้งของปิระมิด น่าสังเกตตรงเสาแต่ละต้นมีขนาดใหญ่ถึงสามคนโอบและตั้งเรียงชิดกันมาก เข้าใจว่าเพื่อให้สามารถรับน้ำหนักหลังคาด้านบนได้ เพราะสถาปนิกในยุคนั้นอาจจะยังไม่เก่งเรื่องการคำนวณเลยต้องทำเสาให้มากเข้าไว้ก่อน ปัจจุบันเสาเหล่านี้ยังคงสภาพสมบูรณ์ดีมากจนไม่น่าเชื่อว่าถูกสร้างมาตั้งเป็นพันๆ ปีแล้ว

จากซัคคาร่า เราเดินทางต่อไปยัง เมืองเมมฟิส ที่อยู่ห่างออกไปราว ๒ กิโลเมตร ครั้งหนึ่งนานมาแล้วเมมฟิสเคยเป็นเมืองหลวงสำคัญในสมัยอาณาจักรเก่า แต่ความเจริญมาสิ้นสุดลงเมื่อฟาโรห์อาห์โมสได้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองธีปส์ หรือเมืองลักซอร์ในปัจจุบัน เป็นการเริ่มต้นยุคอาณาจักรใหม่ เมมฟิสจึงถูกทิ้งร้างให้ฝังจมอยู่ใต้ดินมากว่า ๑,๔๐๐ ปี ก่อนจะมีการขุดค้นพบ และต้องใช้เวลาต่อมาอีกนานหลายปีกว่าจะตกแต่งโบราณสถานสำเร็จ

ตลอดทางสู่จุดหมายจะเห็นต้นอินทผลัมซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของอียิปต์ขึ้นอยู่เต็ม แต่ละต้นสูงลิ่วและมีทะลายผลสีเขียวที่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและส้มเมื่อสุกจัด ขนาดที่ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ยังมีขึ้นอยู่เป็นดงเลย ถ้าเปลี่ยนฉากมาเป็นบ้านเราคงต้องแทนที่ด้วยต้นมะพร้าวถึงจะเข้ากัน พอเดินผ่านประตูเข้าไปจะเจอสฟิงซ์ตัวโตเป็นที่ ๒ นอนหมอบเด่นเป็นสง่าอยู่ ส่วนตัวที่โตเป็นอันดับ ๑ และมีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งกว่าสฟิงซ์ตัวใดๆ ในแผ่นดินอียิปต์ต้องยกให้สฟิงซ์ตัวที่หมอบเฝ้ามหาปิระมิดอีกตามเคย สฟิงซ์สองตัวนี้ไม่เหมือนกัน ตัวที่เมมฟิสสลักจากหินอ่อนมีค่าอย่างหินอลาบาสเตอร์ ส่วนตัวที่กิซ่าสลักจากหินปูน แต่ฉันจะเก็บเรื่องสฟิงซ์ไว้พูดถึงทีหลัง เพราะดูเหมือนจุดขายของพิพิธภัณฑ์ฯ จะอยู่ที่รูปสลักฟาโรห์รามเสสที่ ๒ ที่ "ขาขาด" มากกว่า

กล่าวถึงฟาโรห์รามเสสที่ ๒ ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งของอียิปต์ ทรงครองราชย์ ๖๙ ปี ซึ่งถือว่านานที่สุดในบรรดาฟาโรห์ทุกพระองค์ ถ้ายังนึกไม่ออกคงต้องอ้างอิงจากหนังเรื่องบัญญัติสิบประการว่ารามเสสที่ ๒ ก็คือฟาโรห์องค์ที่นำไพร่พลออกตามโมเสสจนเกิดปาฏิหาริย์ทะเลแยกขึ้นมา รามเสสที่ ๒ เป็นทั้งนักปกครองและนักรบที่เก่งกาจจึงสามารถแผ่ขยายพระราชอำนาจครอบคลุมไปได้ทั่วส่งผลให้อียิปต์ในสมัยของพระองค์เจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งจากการค้าขายจนมีการก่อสร้างเทววิหารและอนุสาวรีย์เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของผู้ปกครองสูงสุดอยู่มากมาย รวมถึงในเมมฟิสที่แม้จะไม่ได้เป็นเมืองหลวงอีกต่อไปแล้ว แต่ก็เป็นเมืองหลักสำคัญที่รามเสสที่ ๒ ทรงให้ความสำคัญ

รูปสลักชิ้นนี้จัดแสดงไว้ในลักษณะวางนอนกับพื้นภายในอาคารสองชั้นกึ่งเปิดที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้รอบด้าน แม้สภาพจะไม่สมบูรณ์เต็มองค์ โดยส่วนล่างตั้งแต่เข่าลงไปชำรุดเสียหาย เพราะถูกฝังอยู่ใต้ดินมานานจึงถูกน้ำใต้ดินกัดกร่อน แต่ยังคงจัดว่ามีขนาดใหญ่มากอยู่ดี โดยวัดความยาวจากมงกุฎถึงเข่าได้ ๑๑ เมตร สันนิษฐานว่าถ้ารูปสลักสมบูรณ์เต็มองค์จะมีความสูงราว ๑๓-๑๔ เมตร ส่วนวัสดุที่นำมาใช้สร้างรูปสลัก คือหินอลาบาสเตอร์เช่นเดียวกับที่ใช้ทำสฟิงซ์ และวัตถุโบราณอีกหลายชิ้นที่จัดแสดงอยู่ทั้งภายในอาคาร และที่ลานกลางแจ้ง

รู้สึกทึ่งปนชื่นชมเมื่อเดินลงไปดูรูปสลักในระยะประชิด เนื้อหินทั้งหมดถูกสลักถูกขัดเสียเรียบสวยสะท้อนฝีมือช่างชั้นครูที่มีความละเอียดประณีตอย่างมาก ส่วนที่เป็นเครื่องทรงบนพระเศียร พระภูษายังคงมองเห็นลายแกะสลักที่งดงามได้ชัดเจน ยิ่งบริเวณพระพักตร์ของฟาโรห์ด้วยแล้ว ถ้าพูดอย่างภาษาของเด็กสมัยนี้ต้องบอกว่า "หล่ออ่ะ" สมแล้วที่ว่ากันว่านอกจากเป็นกษัตริย์นักรบแล้วยังทรงเป็นนักรักอีกด้วย

จุดน่าสนใจอีกอย่างของรูปสลัก คือช่วงขาที่อาจจะชำรุดเสียหายไปหมด แต่ยังพอมองเห็นได้ว่าท่าทางการยืนเป็นการก้าวเท้ามาข้างหน้า ซึ่งการแกะสลักหินในลักษณะนี้ในความเชื่อของอียิปต์ หมายถึงรูปสลักนี้ถูกสร้างขึ้นในระหว่างที่ฟาโรห์รามเสสที่ ๒ ยังทรงพระชนมชีพอยู่ แต่ถ้ายืนเท้าชิดกันจะหมายถึงรูปสลักนั้นสร้างเมื่อสวรรคตแล้ว

จากพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง เราจะย้อนกลับไปเมืองกิซ่า แต่ระหว่างทางมีหยุดแวะกินอาหารกลางวันที่ภัตตาคารพื้นเมืองก่อน วัดจากลิ้นตัวเองรู้สึกว่า ตลอดสามวัน ยกเว้นมื้อสุดท้ายที่เจ้าภาพพาไปกินอาหารไทยที่มีเจ้าของร้านเป็นหญิงไทยที่มาแต่งงานกับหนุ่มอียิปต์ ก็ไม่มีมื้อไหนที่ปรุงออกมาได้อร่อยถูกปากอย่างอาหารบ้านเราเลย ชิมจานไหนเป็นต้องรู้สึกว่าอ่อนรสนั้น หนักรสนี้ไปนิดอยู่ร่ำไป แต่เรื่องข้าวปลาอาหารไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับคณะเดินทางนี้แม้แต่น้อย เพราะหลายคนในกลุ่มเป็นมัคคุเทศก์อาชีพอยู่แล้ว จึงติดนิสัยต้องพกน้ำพริก น้ำปลา ลูกอม ขนมขบเคี้ยวมาแจกลูกทัวร์เป็นประจำ ฉันเลยพลอยได้ลาภปากจากเขาไปด้วย

จบเรื่องปากท้อง มาเที่ยวกันต่อ โอ้...ในที่สุด ฉันก็ได้มาเห็นสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยเรื่องราว ตำนาน ความลึกลับที่เล่าขานสืบต่อกันมาไม่รู้จักจบสิ้น-มหาปิระมิด

ถ้าถามความคิดในตอนนั้น มันเหมือนกับฝันเป็นจริงแล้ว เพราะนี่คือสิ่งที่รับรู้มาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต แถมทุกครั้งยังคงรับฟังด้วยความตื่นตาตื่นใจไม่สร่างซา อียิปต์นับเป็นประเทศที่ไม่เคยสิ้นมนต์ขลังจริงๆ ในความรู้สึกของฉัน หลังได้รับตั๋ว เนื่องจากไม่มีเวลามากพอจะเดินทอดน่องดูปิระมิดไปทีละองค์ ไก๊ด์เลยเปลี่ยนแผนพานั่งรถอ้อมไปยังอีกด้านหนึ่งของที่ราบสูงกิซ่า สู่จุดที่สามารถมองเห็นปิระมิดทั้งสามองค์ได้ครบหมดในเฟรมเดียว

ภาพหมู่ปิระมิดที่เห็นจากมุมนั้นขอบอกจากใจจริงว่าสวยงามมาก ส่วนหนึ่งอาจจะด้วยเรามาถึงในจังหวะเวลาที่แสงอาทิตย์เอียงทำมุมกำลังดี ท้องฟ้ากระจ่างเป็นสีฟ้าจัด มีเมฆขาวลอยตัวเป็นกลุ่มก้อนประดับอยู่ประปรายจนถ่ายรูปกี่ช็อตๆ ก็ออกมาสวยเสมอ หากบางคนดูจะยังไม่ค่อยพอใจกับภาพถ่ายที่ได้ตรงรี่ไปหาพ่อค้าขายของที่ระลึกเจรจาต่อรองขอซื้อผ้าโพกหัวแบบที่ชาวอียิปต์ใช้กันมาใส่ถ่ายรูปเพื่อให้ดูเข้ากับบรรยากาศยิ่งขึ้นไปอีก

เรื่องพ่อค้ากับนักท่องเที่ยวนี่ว่าไปแล้วดูจะเป็นข้อควรระวังอันดับต้นๆ ในการเตรียมตัวมาเที่ยวอียิปต์ฉบับเร่งด่วน โดยผู้มีประสบการณ์ย้ำให้ระวังถึงความช่างตื๊อและเล่ห์เหลี่ยมที่ไม่รู้พ่อเจ้าประคุณไปสรรหากันมาจากไหนในการหลอกล่อเพื่อจะดึงเงินจากในกระเป๋าเราออกไปให้ได้มากที่สุด ดังนั้น ฉันจึงค่อนข้างระวังตัว แต่ไม่มากถึงขั้นทำให้ตัวเองเที่ยวไม่สนุก โชคดีด้วยที่ตลอดทริปไม่พบพ่อค้าจอมตื๊อรายใดมาทำให้หัวหมุน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องทำนองนี้มาเล่าให้ฟังเลย...

เรื่องเกิดขึ้นขณะเรากำลังจะเดินไปขึ้นรถบัสเพื่อไปยังจุดชมวิว ความจริงไก๊ด์ได้เตือนก่อนแล้วให้ระวังตัวไว้หน่อยว่าอาจจะมีคนนำม้าหรืออูฐมาให้บริการแก่นักท่องเที่ยวได้ขึ้นขี่ แล้วถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก เธอไม่ได้ห้าม แต่ถ้าเราไม่สนใจให้ปฏิเสธและเดินห่างออกมาเสีย มีผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มเดินนำหน้าฉันไปไกลพอสมควร อยู่ๆ เธอร้องเอะอะเรียกเพื่อนผู้ชายอีกคนให้มาช่วย เพราะถูกผู้ชายคนหนึ่งกล่าวหาว่าเธอถ่ายรูปอูฐของเขา ฝ่ายเจ้าของเลยต้องการให้จ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนมา แต่คนฝ่ายเรายืนยันเสียงแข็งว่าไม่ได้ถ่าย ก่อนการโต้เถียงจะบานปลาย พี่ผู้ชายได้ปราดเข้ามาแทรกตรงกลาง แต่แล้วคนมาช่วยกลับเป็นฝ่ายร้องเสียงลั่นเองจนไก๊ด์ต้องวิ่งเข้ามาช่วยอีกต่อ นั่นละเจ้าของอูฐถึงได้ยอมผละไป สอบถามภายหลังได้ความว่า ในจังหวะชุลมุนยื้อยุดกันไปมา เจ้าของอูฐคิดจะฉกปากการาคาไม่ถูกที่เขาเหน็บไว้ตรงกระเป๋าเสื้อ ดีที่รู้ตัวก่อนเลยเอาของไปไม่ได้...ดูเอาเถอะ จากคนธรรมดาทำมาหากินสุจริตอยู่ดีๆ พริบตาเดียวจะเปลี่ยนเป็นโจรไปเสียได้