ไปเชียงคำ ตามหา "กามเทพ" ณ วัดนันตาราม

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

เข้าสู่เทศกาลแห่งความรัก ช่วงเวลาที่สาวๆ หนุ่มๆ มองไปทางไหน โลกก็มีแต่สีชมพู ปูด้วยกลีบกุหลาบแดง หากพุดน้ำบุษย์ไม่พูดถึงเทพแห่งความรักที่เราเรียกกันว่า คิวปิด หรือกามเทพ คงจะกลายเป็นคนตกเทรนด์นะคะ คำว่า "กามเทพ" ในภาษาสันสกฤต ออกเสียงว่า "กามะ เทวะ" เป็นเทพเจ้าในความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ฮินดู มีขอช้างเป็นอาวุธ ชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ อนังคะ (ไร้ตัวตน) กันทรรป มันมถะ (ผู้กวนหัวใจ) มทนะ (มึนเมา) รติกานตะ (เจ้าแห่งฤดูกาล) ปุษปวาน หรือกาม ซึ่งมักบรรยายภาพเป็นชายหนุ่มรูปงาม มีปีก มีอาวุธเป็นคันศร และธนู คันศรนั้นทำมาจากลำอ้อย มีผึ้งตอม และลูกศรประดับด้วยดอกไม้หอม 5 ชนิด มีสหายเป็นนกดุเหว่า นกแก้ว ผึ้ง ฤดูใบไม้ผลิ และสายลมเอื่อย ทั้งหมดล้วนเป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิ ตามศิวปุราณะกล่าวว่า กามเทพเป็นโอรสของพระพรหม ตำนานอื่นๆ เช่น สกันธปุราณะ ถือว่ากามเทพเป็นพี่ชายของประสุติ ทั้งสองเป็นโอรสของศตรุป โอรสของพระพรหม แต่ตำนานทั้งหมดเล่าตรงกันว่า กามเทพนั้นสมรสกับนางรตี ธิดาของประสุติและทักษะ บางตำนานเชื่อว่ากามเทพยังเคยอวตารเป็นหนึ่งของปรัทยุมนะ โอรสของพระกฤษณะ และนางรุกมิณี

ส่วนความเชื่อแบบชาวตะวันตกนั้น กามเทพเป็นเทวดาเด็กตัวน้อยๆ เรียกกันว่า "คิวปิด" (Cupid) หรือ อีรอส (Erosในทางจิตวิทยา ชื่ออีรอส หมายถึงแรงขับของจิตสำนึกที่แสวงหาความสุขแก่ตนเอง) เป็นเทพเจ้าแห่งความรักของโรมัน มักวาดภาพเป็นเด็กชายตัวจ้ำม่ำ เปลือย มีกระบอกศรอยู่ข้างหลัง ในมือถือคันศร หรือกำลังน้าวศร ในตำราเกี่ยวกับเทพเจ้าโบราณโดยทั่วไป ระบุการกำเนิดของคิวปิดว่า เทพีวีนัส หรืออโฟรไดท์ ได้ลักลอบเป็นชู้กับเทพสงครามเอรีส (เนื่องจากฝ่ายหญิงได้สมรสแล้วกับเฮเฟสทัส เทพแห่งการช่าง แต่เทพีวีนัสไม่พอใจ เพราะเทพสวามีเอาแต่ขลุกตัวอยู่กับงานของตน อีกอย่าง พระนางก็พอใจเทพเอรีสมาแต่แรก แต่ที่ได้แต่งงานกับเทพเฮเฟสทัส เพราะเทพซีอุสยกพระนางให้เป็นรางวัลแก่เทพเฮเฟสทัส) จนกระทั่งมีโอรส ให้นามว่า คิวปิด ( อีรอส) กล่าวกันว่า คิวปิดติดแม่มาก เชื่อฟังแม่ทุกอย่าง เห็นเทพีวีนัสที่ใด ก็ต้องมีโอรสคู่ใจอยู่ด้วยเสมอ แต่เวลาก็ล่วงเลยมานาน กามเทพที่สมควรจะเติบโตเป็นหนุ่มกลับไม่ยอมเติบโตขึ้นตามกาลเวลา เทพีผู้เป็นมารดาหนักใจมาก จึงไปปรึกษาเทวีธีมิสแห่งความยุติธรรม พระนางจึงได้คำตอบว่าที่เป็นเช่นนี้ เพราะคิวปิดเหงา ไม่มีเพื่อนเล่น หากคิวปิดมีน้อง กามเทพน้อยก็จะเติบโตเอง ไม่นานจากนั้น เทพีวีนัสก็มีโอรสอีกองค์กับเทพเอรีส ให้นามว่า แอนตีรอส (เทพแห่งการรักตอบ) คิวปิดจึงเติบโตขึ้นตามเวลา เป็นกามเทพหนุ่ม แต่เหล่าศิลปินยังคงปั้นคิวปิดเป็นเด็กอยู่เช่นนั้น

ความรักครั้งแรกและครั้งเดียวของกามเทพหนุ่มเริ่มขึ้นด้วยความริษยาของเทพีวีนัสผู้เป็นมารดา เพราะพระราชากรีกพระองค์หนึ่งมีพระธิดาทั้งหมด 3 องค์ ธิดาองค์เล็กนามว่า ไซคี (Psyche) มีความงดงามเหนือใคร จนพระพี่นางทั้งสองต่างพากันอิจฉาริษยาไซคีในใจ ความงามของไซคีนี่เอง ทำให้เทพีวีนัสผู้เลอโฉมเกิดความริษยาเจ้าหญิงชาวมนุษย์ขึ้นมาจับใจ เพราะคิดว่า ตนคือผู้มีความงามยิ่งกว่าใครมาตลอด แต่ตอนนี้ชาวเมืองกลับยกย่องไซคีจนล้ำเส้นตำแหน่งพระนาง ของบวงสรวงให้แก่เทพีวีนัสก็ไม่มี เพราะผู้คนต่างไปชมโฉมเจ้าหญิงไซคีกันหมด เทพีวีนัสจึงคิดแผนการร้ายแรงเพื่อทำลายไซคีขึ้นมา เพื่อไม่ให้ผู้ใดใฝ่ฝันถึงนางอีก โดยสั่งให้คิวปิดผู้เป็นโอรสแผลงศรความรักให้สาวสวยไซคี ตกหลุมรักอสุรกายน่ารังเกียจ เพื่อให้เจ้าหญิงไซคีต้องทนทุกข์ทรมาณอย่างสาหัสสมใจพระนาง คิวปิดกลัวแม่และเชื่อฟังมาตั้งแต่ต้น จึงจำยอมทำตามแผนการ คิวปิดบินเข้าในที่ประทับของไซคีเมื่อนางหลับ และเตรียมพร้อมจะยิงลูกศรรักในมือใส่นางตามแผนการ แต่ทว่าด้วยความงดงามของไซคี ทำให้คิวปิดถึงกับตะลึงค้างชมโฉมนางอยู่พักใหญ่ และเมื่อไซคีพลิกตัว กามเทพหนุ่มก็สะดุ้งตกใจจนศรรักในมือปักเข้าถูกร่างกายตนเอง ทำให้เป็นคิวปิดที่หลงรักไซคีจนถอนตัวไม่ขึ้น

ตามตำนานทั้งศาสนาฮินดู และโรมันข้างต้น ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา คงเป็นไปไม่ได้เลยใช่ไหมคะ ที่จะมีกามเทพตัวน้อยๆ มาปรากฏอยู่ในวัดไทยโบราณได้ แต่วันที่เรามีโอกาสได้เข้าไปเที่ยว ณ วัดนันตาราม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตลาดเทศบาลตำบลเชียงคำ อ.เชียงคำ จังหวัดพะเยา เมื่อเราขึ้นไปบนวิหารไม้ รูปทรงแบบไทใหญ่ ที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2468 เพื่อกราบพระพุทธปฏิมาประธาน พระประธานในวิหารปัจจุบัน (คาดว่านำมาจากประเทศพม่า) ซึ่งพ่อเฒ่านันตา อัญเชิญมาจาก วัดจองเหม่ถ่า ซึ่งเป็นวัดร้างในชุมชนไทใหญ่เดิมที่อำเภอปง เราก็ต้องตกตะลึงในความวิจิตรงดงามของพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่แกะสลักจากไม้สักทองทั้งต้น ลงรักปิดทองอร่ามเหลือง ทรงเครื่องแบบไทใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง 51 นิ้ว สูงจากฐานถึงยอดเกศา 9 ศอก ประดิษฐานบนฐานสิงห์บัลลังก์ไม้ มีแผงไม้กั้นด้านหลังประดับประดากระจกสีแพรวพราวระยิบระยับตา ไม้ฉลุแกะสลักลายเครือเถาชั้นบนสุดเป็นเรื่องราวของพระเวสสันดรชาดก เทวดา และสัตว์ป่าหิมพานต์ เมื่อนั่งพิจารณาไปนานๆ เราได้เห็นเทวดาองค์น้อยๆ จ้ำม่ำน่ารักหลายองค์ ลักษณะเป็นเทพคิวปิด (Cupid) ของชาวตะวันตกจับอยู่ที่กิ่งเครือเถา ฉากหลังของพระพุทธปฏิมาประธาน ว่ากันว่าเหตุที่มีการแกะสลักไม้เป็นลวดลายกามเทพองค์น้อยๆนี้ เพราะสล่าผู้แกะไม้ ได้รับอิทธิพลจากชาวตะวันตก ในยุคที่ไทใหญ่ตกอยู่ในบังคับของอังกฤษ

วัดนันตาราม ไม่ปรากฏว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยใด เป็นวัดประจำชุมชนชาวไทใหญ่ เดิมเรียก วัดจองคา เพราะมุงด้วยหญ้าคา (คำว่า จอง เป็นภาษาไทใหญ่ หมายถึงวัด) พุทธศาสนิกชนชาวไทใหญ่เป็นผู้สร้าง โดย พ่อหม่อง โพธิ์ขิ่น บริจาคที่ดินเนื้อที่สามไร่เศษ พ่อเฒ่าอุบล เป็นประธานในการก่อสร้างจนสำเร็จเรียบร้อย ประชาชนทั่วไปนิยมเรียก วัดจองเหนือ เพราะอยู่ทางทิศเหนือของเทศบาลเชียงคำ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น วัดนันตาราม เนื่องจากพ่อเฒ่านันตา (อู๋) ต้นตระกูลวงศ์อนันต์ เป็นคหบดีที่มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ตั้งใจปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนมิได้ขาด เป็นเจ้าศรัทธาในการปฏิสังขรณ์เสนาสนะ และสร้างวิหารถวายเป็นสมบัติในพุทธศาสนา ใช้เวลาร่วม 10 ปี จนกระทั่ง พ.ศ.2477 พ่อเฒ่านันตา (อู๋) ได้เป็นประธานจัดงานฉลองครั้งใหญ่ขึ้น ในวันที่ 1-15 มีนาคม พ.ศ.2477 จำนวน 15 วัน 15 คืน นอกจากการทำบุญและจัดมหรสพสมโภชน์แล้ว ยังมีการตั้งโรงทาน แจกจ่ายวัตถุทานแก่คนยากจนทั่วไปจำนวนมากอีกด้วย นับเป็นมหากุศลที่ยิ่งใหญ่ และเป็นครั้งแรกของวัดจองคา พ่อเฒ่านันตา (อู๋) จึงได้รับการยกย่องจากชาวไทใหญ่ เป็น พ่อจองตะก่านันตา (คำว่า พ่อจอง หมายถึงผู้สร้างวัด ตะก่า หมายถึงผู้ที่รักษาอุโบสถศีล และนอนวัดตลอดพรรษา) เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณความดี และเป็นอนุสรณ์ของพ่อเฒ่านันตา (อู๋) จึงได้เปลี่ยนชื่อ วัดจองคา เป็น "วัดนันตาราม"

สำหรับวิหารไม้ที่งดงามด้วยลวดลายแกะสลักละเอียดยิบไปทั้งหลังนี้ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2467 แม่นางจ๋ามเฮิง ได้บริจาคที่ดินเนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 72 ตารางวา สำหรับขยายอาณาเขตของวัด รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 8 ไร่ 1 งาน 72 ตารางวา วิหารหลังปัจจุบัน พ่อเฒ่านันตา (อู๋) วงศ์อนันต์ ได้บริจาคทรัพย์เพื่อบูรณะ และเป็นเจ้าภาพสร้างวิหารหลังใหม่แทนวิหารที่มุงหญ้าคา โดยว่าจ้างช่างชาวไทใหญ่มาออกแบบ และทำการก่อสร้างเป็นวิหารไม้ทั้งหลัง รูปทรงแบบไทใหญ่หลังคาหน้าจั่วยกเป็นช่อชั้น ลดหลั่นกันสวยงาม มุงด้วยแป้นเกร็ด (กระเบื้องไม้) เพดานประดับประดาด้วยกระจกสี ลวดลายวิจิตรพิสดารไม่ซ้ำกัน เสาทั้ง 68 ต้นลงรักปิดทอง ค่าก่อสร้างประมาณ 45,000 บาทเศษ

ภายในวิหารยังเป็นที่ประดิษฐาน "พระพุทธรูปเกสรดอกไม้" สร้างจากดอกไม้หอมนานาชนิดในเมืองตองกี่ ประเทศพม่า นำมาตากแห้ง แล้วบดให้ละเอียด ผสมกับยางรัก เถ้าฟางเผา คลุกกับดินจอมปลวก หรืออิฐป่น ปั้นเป็นพระพุทธรูปลงรักปิดทอง โดยพ่อเฒ่าผก่าหัวอ่อน-แม่เฒ่าป้อง สุมาลย์เจริญ สร้างถวาย และพระเจ้าแสนแซ่ พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์สมัยเชียงแสน ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 19 นิ้ว สูง 24 นิ้ว แม่เฒ่าบัว ได้บูชามาจากพ่อเฒ่าส่างติ (พี่ชาย) ในราคา 1 ชั่ง (80 บาท) นำมาถวายวัด (ปลัดอำเภอท่านหนึ่งว่าจ้างเกวียนชาวบ้านในราคา 75 สตางค์ บรรทุกมาจากบ้านถ้ำ ตำบลแม่ลาว อำเภอเชียงคำ นำมาตั้งไว้ใต้ถุนเรือนพ่อเฒ่าส่างติ) กรมศิลปากรได้จดทะเบียนรับรองเป็นวัตถุโบราณไว้แล้ว และพระพุทธรูปหินขาว (หยกขาว) ศิลปะแบบพม่า หน้าตักกว้าง 14 นิ้ว สูง 18 นิ้ว แม่คำหล้า วาระกุล สร้างถวาย นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังมีเจดีย์แบบไทใหญ่ สร้างด้วยอิฐถือปูน รูปทรงแปดเหลี่ยม สูง 9 ศอก สร้าง พ.ศ.2500และพระอุโบสถ สร้างด้วยอิฐถือปูนรูปทรงไทใหญ่ สร้าง พ.ศ.2515

เมื่อใดมีความรักแล้วสมหวังในรัก จิตใจก็เป็นสุข หากต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ไม่สมหวังในความรัก เมื่อนั้นจิตใจก็เริ่มกลัดกลุ้มเป็นทุกข์ พุดน้ำบุษย์จึงขอปิดท้ายศรัทธาสัญจร ฉบับวันแห่งความรัก ด้วยพระพุทธวจนะในเนื้อความพระไตรปิฎกสูตรที่ 8 วิสาขาสูตร เล่มที่ 25 บรรทัดที่ 4307 - 4352. หน้าที่ 188-190 ว่า "...ดูกรนางวิสาขา ผู้ใดมีสิ่งที่รัก 100 ผู้นั้นก็มีทุกข์100 ...ผู้ใดมีสิ่งที่รัก 1 ผู้นั้นก็มีทุกข์1... ผู้ใดไม่มีสิ่งที่รัก ผู้นั้นก็ไม่มีทุกข์...ความโศกก็ดี ความร่ำไรก็ดี ความทุกข์ก็ดี มากมายหลายอย่างนี้มีอยู่ในโลก เพราะอาศัยสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก เมื่อไม่มีสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก ความโศก ความร่ำไร และความทุกข์เหล่านี้ ย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้นแล ผู้ใดไม่มีสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รักในโลกไหนๆ ผู้นั้นเป็นผู้มีความสุข ปราศจากความโศก...เพราะเหตุนั้น ผู้ปรารถนาความไม่โศก อันปราศจากกิเลสดุจธุลี ไม่พึงทำสัตว์หรือสังขารให้เป็นที่รักในโลกไหน..." ขอให้น้องๆหนูๆที่เริ่มจะเป็นมือใหม่หัดรัก รู้จักรักให้ถูกต้องและรักอย่างมีสติปัญญานะคะ