อยู่อย่างภาคภูมิใจ ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล

นัดพบ

บรรยากาศวันเด็กที่ผ่านมา ณ อุทยานการเรียนรู้ TK Park เต็มไปด้วยความคึกครื้น เด็กๆต่างสนุกสนานกับกิจกรรมที่ TK Park จัดให้ และมีความสุขกับการอ่านหนังสือนับแสนเล่มที่มีครบทุกหมวดหมู่ แต่น้อยคนที่จะทราบว่าบรรยากาศอันน่าภาคภูมิใจนี้เกิดขึ้นโดย ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล รองผู้อำนวยการสำนักงาน อุทยานการเรียนรู้ (สอร.) และผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้ TK park หรือพี่ต้อยของน้องๆทีมงาน และต้นธารแห่งความคิดของสิ่งดีๆทั้งหมดที่ช่วยบ่มเพาะนิสัยรักการอ่านให้กับคนทั่วไป เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าคนไทยชอบอ่านหนังสือไม่น้อยไปกว่านานาอารยะประเทศ

ภาพของเด็กๆที่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ โดยมีผู้ปกครองนั่งอ่านหนังสืออีกประเภทหนึ่งอยู่ใกล้ๆ สร้างความภาคภูมิใจแก่พี่ต้อยและทีมงานไม่น้อย แต่ที่ผ่านมาคงปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรยากาศของห้องสมุดมีส่วนอย่างยิ่งต่อการกระตุ้นการอ่าน เมื่อภาพลักษณ์ของห้องสมุดถูกเปลี่ยนโฉมหน้าเป็นอุทยานการเรียนรู้ที่มีชีวิต ผู้ใช้บริการสามารถค้นคว้าองค์ความรู้ต่างๆได้อย่างกว้างขวาง อุทยานการเรียนรู้จึงเป็นจุดหมายปลายทางของนักอ่านทุกเพศทุกวัยอย่างรวดเร็ว

อยากทราบว่าอุทยานการเรียนรู้ต่างจากห้องสมุดทั่วไปอย่างไรคะ

ต่างกันตรงที่เราไม่ได้ให้บริการเฉพาะเรื่องหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่เน้นความเป็นห้องสมุดของประชาชน Motto ของเรา คือ "หนังสือ+กิจกรรม+ดนตรี+มัลติมีเดีย = จินตนาการไม่รู้จบ" เราเริ่มต้นมาจากจุดนี้ตั้งแต่ยังอยู่ที่เดิม

ส่วนทำไมเราจึงใช้คำว่า "ห้องสมุดมีชีวิต" เพราะภารกิจของเราไม่ใช่แค่เพียงห้องสมุด แต่เรายังให้บริการหนังสือ สื่อการเรียนรู้ในลักษณะอื่นๆอย่างกว้างขวาง โดยเราพยายามจะปู 3 ส่วน 1. คือเรื่องของความรู้พื้นฐานที่ทุกคนควรจะได้รับนะคะ ไม่ว่าจะเป็นแนวชีวิต ปรัชญา วิถีชีวิต จะเป็นหนังสือความรู้พื้นฐาน 2. คือส่วนความรู้ที่จะสามารถนำไปเอื้อต่อการประกอบอาชีพ หรือการทำมาหากิน 3. เป็นความรู้อีกระดับหนึ่งที่จะนำไปเสริมในเรื่องของการใช้ชีวิต ในเรื่องของการทำมาหากิน อาจจะเป็นเรื่องของความรู้ด้านกฎหมาย ความรู้ด้านไอที นอกเหนือจากนี้เรายังเน้นเรื่องของการบันเทิงใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศิลปวัฒนธรรม เรื่องของหนังสืออ่านเล่น หนังสือนวนิยาย

แต่ห้องสมุดจะมีชีวิตได้นั้น ประเด็นคือการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้ใช้กับผู้ให้ ซึ่งเชื่อมด้วยกิจกรรม ถ้าติดตามงานของ TK park มาตั้งแต่ต้น จะเห็นว่าเรามีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องในทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และช่วงพิเศษ โดยเราจะเน้นกิจกรรมออกเป็น 4 ด้านด้วยกัน คือ 1. กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน การเรียนรู้ ซึ่งเราแบ่งไปตามช่วงวัย คือเราดูแลตั้งแต่เด็กไปจนถึงวัยเกษียณอายุ จะเป็นการส่งเสริมการอ่าน การเรียนรู้ ซึ่งเป็นเรื่องของหนังสือกับสื่อ 2. กิจกรรมเสริมด้านศิลปวัฒนธรรม โดยเราจะนำของจริงมากให้ชม เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ คือ ดูเป็น คิดเป็น ทำเป็น ผ่านหลายช่องทาง เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ การแสดง การละคร ฯลฯ 3. กิจกรรมส่งเสริมทักษะชีวิต เริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งเราทำร่วมกับมูลนิธิเสริมพิทักษ์สิทธิเด็ก ทำเรื่องตัวของเธอของฉัน คือแนะนำให้เด็กได้รู้จักตัวเอง รู้จักคุณค่าของตัวเองทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย เป็นกิจกรรมที่เราทำกับเด็กตั้งอายุ 9-12 ปี ให้เขาได้รู้จักคุณค่าของตัวเอง นอกจากนั้นเป็นการเสริมทักษะชีวิตด้านอื่นๆด้วยที่จำเป็น 4. ความรู้เพื่อเสริมทักษะด้านไอซีที เราคงค้านกระแสโลกไม่ได้ เพราะตอนนี้ทุกคนก็ใช้หมด แต่จะใช้อย่างไร แม้กระทั่งเด็กเล็กก็มีการใช้ไอที แต่ต้องเป็นไอทีสีขาว ฉะนั้น เราจึงร่วมมือกับผู้รู้ เช่น มูลนิธิอินเทอร์เน็ตเพื่อการพัฒนาไทย ในการนำสิ่งดีๆมา หรือแม้กระทั่งบริษัทเอกชนที่มีสิ่งดีๆ และพร้อมที่จะมาแนะนำ นอกจากนี้เรายังมีการอบรมลักษณะของเวิร์คช็อป ประดิษฐ์ของเล่น ประดิษฐ์หนังสือให้กับเด็ก ซึ่งเป็นการอบรมที่เป็นส่วนของการบริการเท่านั้น

นอกจากอุทยานการเรียนรู้ TK Park ซึ่งเป็นศูนย์กลางและเป็นต้นแบบแล้ว ยังได้มีการขยายผลไปยังภูมิภาคอื่นๆ ด้วยหรือไม่

เรามีนโยบายที่จะขยายผลต้นแบบเหล่านี้ไป ไปยังระดับชุมชนเล็กๆ เป็นโครงการแหล่งเรียนรู้ใกล้บ้าน หรือห้องสมุดเล็กๆ หรือพัฒนาไปเป็นห้องสมุด Thai KID (ห้องสมุดเด็กไทย หรือห้องสมุดไทยเป็นคนคิด) เราร่วมมือกับ สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อทำต้นแบบห้องสมุดมีชีวิตในโรงเรียน ซึ่งตอนนี้มีครอบคลุมทุกจังหวัด และทั่วประเทศ นอกจากนี้เรายังร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่นในการขยายผลไปยังจังหวัดต่างๆที่มีความพร้อม เพื่อการพัฒนาให้เกิดห้องสมุดขนาดใหญ่ประจำจังหวัดเราเริ่มไป 13 แห่งใน 11 จังหวัด ตัวอย่างที่ใกล้และเห็นได้ชัดที่สุด คืออุทยานการเรียนรู้สมุทรสาคร ซึ่งล้อไปตามบริบทของชุมชน เราเริ่มตั้งแต่ศูนย์เลยก็ว่าได้ จนกระทั่งตอนนี้พูดได้ว่า อุทยานการเรียนรู้สมุทรสาครไม่ได้น้อยหน้าเรานะ เราอาจจะต้องส่งเจ้าหน้าที่เราไปศึกษาที่อุทยานการเรียนรู้สมุทรสาครด้วย

ผอ. มีวิธี คัดสรรสื่อไม่ว่าหนังสือ มัลติมีเดีย หรือองค์ความรู้ต่างๆอย่างไรคะ

สำหรับเกณฑ์การจัดหาสื่อเข้าห้องสมุด เราจะมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำงานเกี่ยวกับหนังสือ เช่น หนังสือเด็ก มี อาจารย์อัจฉรา ประดิษฐ์ ภาควิชาวรรณกรรมเด็ก จาก มศว. สื่อมัธยม เราจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงศึกษาธิการ เช่น อ.พจนา พงษ์ไพบูลย์ ฯลฯ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายท่าน เป็นคณะกรรมการมาร่วมทำเป็นเกณฑ์กลางขึ้นมา อันนี้เป็นสื่อตามเกณฑ์ แต่นอกเหนือจากนี้แล้ว ยังมีหนังสือที่จัดหาเพื่อผู้ใช้บริการเป็นหลักด้วย โดยผู้ใช้บริการเป็นผู้ขอผ่านใบแนะนำหนังสือ เพราะที่นี่เราค่อนข้างเฟ็กซิเบิ้ลกับเรื่องซื้อหนังสือ เราไม่ได้ซื้อหนังสือรายปี เราซื้อหนังสือรายเดือน ตามปกติบรรณารักษ์จะไปดูตามร้านหนังสือเลย หรือไปเลือกซื้อตามงานหนังสือใหญ่ๆ เช่น งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ งานมหกรรมหนังสือเพื่อเด็ก ซึ่งเป็นงานที่สนุกที่สุดในโลก เพราะเราได้ไปคัดเลือกหนังสือที่เราอยากอ่านของทุกสำนักพิมพ์ แต่ถ้าเป็นแนวของนิตยสาร เรามีทั้งหมด 200 กว่าหัว (เป็นจุดขายของเราด้วย) เราจะเน้นที่ตรงนี้ เพราะหนังสือก็ได้ระดับหนึ่ง แต่ความรู้ที่มันสด ต้องมาจากแม็กกาซีน ซึ่งเราจะซื้อค่อนข้างเยอะ เราไม่ได้อวดนะ....แต่เราจะซื้อของแพงไม่ได้ ซื้อของถูก

นักอ่านทั่วไป ยังนิยมอ่านหนังสือที่เป็นเล่มจริงๆ หรือความนิยมในลักษณะดังกล่าวได้เปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากปัจจุบันมีอีกหลายช่องทางที่ช่วยให้เข้าถึงความรู้ได้ เช่น e-Book

เท่าที่สัมผัส และถามความคิดเห็นคนอื่นๆ ถ้าเป็นกลุ่มนักอนุรักษ์ก็จะมีแนวคิดเรื่องภาวะโลกร้อน กลุ่มนี้จึงเห็นด้วยกับ e-Book เพราะเปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้เข้าถึงความรู้อย่างเท่าเทียมกันหากที่บ้านมีอินเทอร์เน็ต แต่ขณะเดียวกันถ้าเป็นหนังสือเด็ก หนังสือสวยงาม หรือหนังสือสามมิติ ก็จะมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ยืนยันจะอ่านหนังสือที่เป็นเล่มๆต่อไป เพราะคลาสสิคกว่า

หนังสือที่ Top Hit ที่สุดของ TK ณ เวลานี้ คือ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็เป็นประเภทหนังสือนวนิยายค่ะ

ความหลากหลายของหนังสือในเมืองไทยเพียงพอไหม

พอเพียงนะคะ หนังสือไทยมี 2 ส่วน คือหนังสือที่คนไทยเขียนเอง กับหนังสือแปล ถ้าพูดถึงความหลากหลายจริงๆ ก็น่าจะได้ระดับหนึ่ง

ผอ. คิดว่า 7 ปีที่ผ่านมา เราประสบความสำเร็จแค่ไหนกับงานที่ช่วยกระตุ้นพฤติกรรมการอ่าน

จากศักยภาพของคนและทรัพยากรที่มีอยู่ เรามีความพอใจระดับหนึ่ง อีกอย่าง สอร.เราไม่ได้มีสตาฟ์ เยอะ เรามีเจ้าหน้าที่จริงๆไม่ถึง 60 คน และต้องแบ่งกลุ่มบริการที่ต้องให้บริการทั้งวันทั้งคืนกับฝ่ายวิชาการ ฝ่ายกิจกรรมบริหารพื้นที่ ฝ่ายตัวห้องสมุดมีชีวิต ฝ่ายพัฒนาเครือข่าย ซึ่งทุกคนทำงานเป็นทีมหมด จากสิ่งที่เราทำมาและมองภาพร่วมกัน พูดตรงๆเลยว่า TK Park ที่เจ้าหน้าที่ทุกคนมีวิสัยทัศน์และมองไปในทิศทางเดียวกัน

ตั้งแต่ Day One ซึ่งเราปูพื้นฐานว่า ประการแรกงานที่ทำไม่ใช่งานที่จะได้เงินเยอะ แต่สิ่งที่เราได้มากกว่าตัวเงิน คือความภูมิใจ อยู่ด้วยความภูมิใจ และคุณไม่ต้องออกไปไหน นั่งอยู่ตรงนี้มีหนังสือแสนกว่าเล่มให้อ่าน ค้นคว้าได้ ใครจะโชคดีเท่าคุณอีก

โดยส่วนตัวแล้ว ผอ. มีความภูมิใจแค่ไหนกับความสำเร็จของอุทยานการเรียนรู้

ภูมิใจมากค่ะ เราเป็นคนตัวนิดเดียวในสังคมแต่พยายามทำตรงนี้ให้เป็นที่ประจักษ์ได้ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเป็นที่ประจักษ์ถึง 13 แห่ง ลำพังดิฉันคนเดียวคงไม่บรรลุวัตถุประสงค์ แต่เป็นเพราะน้องๆทุกคนที่ร่วมกันลงแรง และเป็นกำลังที่สำคัญจริงๆ

ทำไม ผอ. จึงเลือกทำงานทางด้านนี้คะ

เมื่อเรียนจบจากคณะอักษรศาสตร์จุฬาฯ มีโอกาสได้ทำงานกับชาวต่างชาติ ได้เข้าห้องสมุดระดับท็อปของโลกที่ฝรั่งเศส เพราะไปเรียนต่อที่นั่น เมื่อประสบการณ์ต่างๆเหล่านี้เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งได้จากการอ่าน ก็อยากที่จะนำประสบการณ์มาแปรเป็นรูปธรรม ตั้งแต่เด็กๆ หนังสือเล่มแรกที่อ่าน คือสกุลไทย เพราะติดคอลัมน์ลุงแย้มเล่านิทานชาดก แม่กับลูกจึงแย่งกันอ่านสกุลไทยเป็นประจำ การอ่านสกุลไทยรายสัปดาห์เป็นประจำ ทำให้เริ่มคืบไปอ่านนวนิยาย

ชอบอ่านนวนิยายประเภทไหน และของใครบ้าง

ทมยันตีค่ะ (หัวเราะ) และคงต้องเป็นคู่กรรมด้วยจึงจะร่วมสมัย อ่านไปอ่านมา เล่มสองเริ่มหนากว่าเล่มแรก เพราะเล่มสองถูกน้ำตาหล่นใส่จนบวม นอกจากนั้นยังอ่าน ปัญณรศรี ประดิษฐ์ คือเห็นแม่อ่านอะไรเราก็จะอ่านด้วย สกุลไทยมีนวนิยายเยอะ จึงชอบอ่านมาก เพราะนวนิยายที่เขาคัดสรรมาลงล้วนสอดแทรกด้วยแง่คิด ส่วนสารคดีก็ส่งเสริมความรู้ จำได้ว่าตอนที่อยู่ ป. 2 เรียนเรื่องพระนเรศวร พอดีสกุลไทยเขียนสารคดีเรื่องพระนเรศวรลง เชื่อมั้ยคะ ดิฉันไม่ได้อ่านตำราเลย แต่หยิบเอาความรู้ที่อ่านในสกุลไทยไปตอบข้อสอบได้เลย แถมไปเล่าหน้าชั้นได้เป็นฉากๆด้วย เพราะจำได้ขึ้นใจ เราสนใจเรื่องของการอ่าน ชอบอ่านป้ายอะไร...จำได้ว่าตอนนั้นบ้านอยู่ราชดำเนินต้องไปเรียนหนังสือที่สตรีวิทยา ต้องผ่านร้านหนึ่งมีชื่อร้านว่า "พระอาทิจเวชการโอสถ" สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมคำว่า "พระอาทิตย์สะกดด้วยตัว จ" จำไปตอบข้อสอบ ปรากฏว่าผิด ตอนหลังครูจึงอธิบายฟังว่า...นั่นคือคำเฉพาะ เขาจะใช้อักษรตัวไหนสะกดก็ได้ พอตอนหลังเราถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เรารู้ สิ่งที่เราดู กับความถูกต้องไม่ใช่เรื่องเดียวกันนะ ฉะนั้นเวลาดูป้ายจะติดนิสัยค้นหาคำผิด บางครั้งก็อดคับข้องใจไม่ได้ว่าเราปล่อยให้สิ่งผิดๆเหล่านี้ออกไปสู่สาธารณะได้อย่างไร

นิสัยรักการอ่านจึงเป็นมูลเหตุให้เลือกเรียนทางด้านภาษา

จะว่าสนใจทางด้านภาษาอย่างเดียวก็ไม่เชิง แต่เป็นเพราะเป็นโรคสอดรู้สอดเห็น สนใจเรื่องรอบตัว เรื่องของคน ชอบเรื่องของประวัติศาสตร์ วรรณคดีจะเน้นเรื่องนี้เป็นหลัก หนังสือนวนิยายที่ชอบ โดยเฉพาะนวนิยาย ถ้าเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์จะยิ่งชอบมาก ดิฉันจึงเป็นแฟนของ ว.วินิจฉัยกุล เจ้าของบทประพันธ์ รัตนโกสินทร์ สองฝั่งคลอง ราตรีประดับดาว หรือแม้แต่เรื่องของ เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ ฯลฯ ส่วนของทมยันตี ก็จะชอบมากเช่นกัน อ่านทุกนามปากกา ไม่ว่าจะเป็น โรสลาเรน ลักษณาวดี การอ่านนวนิยายเหล่านี้ ทำให้เราทราบว่า สถานการณ์และสภาพความเป็นอยู่ของบ้านเมืองในช่วงเวลานั้นๆเป็นอย่างไร เช่น การอ่านคู่กรรม จะทำให้เรารู้ว่า ช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นมาทำอะไรกับเรา

เนื้อหาของนวนิยายจึงช่วยจุดประกายความอยากรู้ ทำให้เราต้องไปค้นคว้าเพิ่มเติม แม้กระทั่งเรื่องของ หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ที่ทำให้เราอ่านแล้วก็จะอินเข้าไป หรือ พล นิกร กิมหงวน จะเป็นอะไรที่ชอบมาก และอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นคัมภีร์เลยก็ว่าได้ คือ เพชรพระอุมา หยิบมาอ่านทีไรวางไม่ลงทุกครั้งไป ดิฉันอาจจะดูเหมือนเรียนเก่งเพราะได้เกียรตินิยมอันดับ 1 แต่เชื่อมั้ยคะว่า เวลาที่ทำข้อสอบ แทบจะไม่ได้นำความรู้จากการอ่านตำราไปตอบเลย แต่ได้จากการอ่านนอกตำรามากกว่า เรียกว่าเรียนรอบนอก

เพราะนิสัยโดยส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบเที่ยวตั้งแต่เรียนสตรีวิทยา ก็จะชอบไปขลุกอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ เพราะอยู่ใกล้บ้านกับโรงเรียน หรือขึ้นรถเมล์ไปดูวิถีชีวิตผู้คนตามชุมชนต่างๆในกรุงเทพ แต่โชคดีที่ได้เรียนในโรงเรียนที่ดี พื้นฐานในเรื่องภาษาจึงค่อนข้างดี โดยเฉพาะภาษาฝรั่งเศส เนื่องจากตอนชั้นมัธยมปลายได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ ส่วนชั้นประถม เรียนที่เซนต์ฟรังฯ

ดิฉันจึงค่อนข้างเชื่อเรื่องการเรียนรู้นอกตำราจากประสบการณ์ หรือจากการได้ออกไปสัมผัส ได้ไปเห็น ได้อ่านหนังสือที่หลากหลายส่งผลให้มุมมองในการตอบข้อสอบของเราแตกต่างจากเพื่อนๆ

ทำไม ผอ. จึงเลือกเรียนคณะอักษรศาสตร์ และสนใจภาษาฝรั่งเศสเป็นพิเศษคะ

สมัยก่อนการสอบเอ็นทร้านซ์สามารถเลือกได้ 6 อันดับ ดิฉันได้รับคำแนะนำจากเพื่อนว่าให้เลือกจากคณะที่มีคะแนนสูงสุดไล่ไปจนถึงคณะที่มีคะแนนต่ำสุด เช่น อักษรศาสตร์ ครุศาสตร์...จนถึงอันดับสุดท้าย แต่เป็นคณะที่ชอบที่สุด คือคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เพราะชอบเรียนเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ สอดคล้องกับภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นภาษาเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม

ใช้ชีวิตในฐานะนิสิต คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ อย่างไรบ้าง

ยังชอบเที่ยวอยู่เช่นเดิม เพราะอยู่ใกล้สยาม โลกยิ่งกว้างเข้าไปใหญ่ มีเพื่อนอยู่ทั่วประเทศ เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่ไปบ่อยมาก แต่การไปของเราไม่ได้ออกนอกลู่นอกทางนะคะ แต่ไปเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆที่เคลื่อนไหวอยู่ในสังคม

สมัยเรียนจะมีปัญหาเรื่องการเรียนภาษาอังกฤษ เพราะเราอ่อนเรื่องแกรมม่า แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นต้องยกความดีให้การอ่านจึงเอาตัวรอดมาได้

แต่ถ้าเป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นภาษาที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์โบราณคดี แม้กระทั่งชื่อก็น่าสนใจ เช่น จอร์ส เซเดย์ ซองค์ การิเย่ นักโบราณคดีที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของประเทศกัมพูชา พออ่านประวัติ แล้วก็ยิ่งได้ไปเที่ยวปราสาทหิน อินไปกันใหญ่ ดิฉันจึงเรียนภาษาฝรั่งเศสอยู่ในเกณฑ์ดี สามารถติวให้กับเพื่อนในคณะได้

สำหรับดิฉัน ฝรั่งเศสจึงเป็นภาษาที่สนุก มีเพศครบ หญิง ชาย กะเทย สนุกไปอีกแบบหนึ่ง และฝรั่งเศสก็เป็นประเทศที่สวยงาม แล้วเราก็แอบฝันว่าวันหนึ่งเราจะไปเรียนที่นั่น พอได้ไปแล้วก็ยังชื่นชมอยู่นะ เคยไปอเมริกาเพราะพี่น้องเรียนอยู่ทางด้านนี้หมด แล้วเขาก็จะดูถูกเราว่าไปเรียนทำไมฝรั่งเศส ทำไมไม่ไปอเมริกา สบายจะตาย ชีวิตมีความสุข แต่เรากลับมองว่า ที่เลือกไปเรียนฝรั่งเศส เพราะต้องการไปซึมซับค่านิยม ทัศนคติ ความสวยงาม ความลุ่มลึกด้านประวัติความเป็นมาของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นชนชาติที่ชอบ Discuss เรื่องสถานการณ์สังคม ปัญหาต่างๆ กาแฟถ้วยเดียว คุยได้ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ดิฉันจึงติดเรื่องการโต้แย้งมา เพราะเป็นการบ่อเกิดของปัญญา ทำให้เรามองเห็นภาพต่างๆชัดเจนมากยิ่งขึ้น

การสร้างสรรค์สิ่งต่างๆภายในอุทยานการเรียนรู้ ส่วนหนึ่งได้มาจากการอ่านด้วยใช่มั้ยคะ

ใช่คะ แต่ส่วนหนึ่งได้จากการเห็นด้วย ประกอบกับดิฉันเชื่อในระบบการทำกิจกรรม ถ้าเราอยู่เรียนอยู่แต่เฉพาะในห้องเรียนก็จะได้แค่นั้น ระบบการศึกษาของไทยเรายังใช้ระบบครูป้อนให้ทุกอย่าง แต่พอเราไปเห็นสิ่งต่างๆภายนอก จะทำให้เราเกิดมุมมอง เวลาตอบข้อสอบเราไม่ได้ตอบแค่ a and the เท่านั้น แต่เราจะตอบไปในเชิงวิเคราะห์จากประสบการณ์ตรง กอปรกับดิฉันเป็นคนเขียนหนังสือเร็ว และความที่ไม่ค่อยได้เรียนในห้อง ก็กลัวจะไม่ครอบคลุม มีอะไรก็จะใส่ไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรียนประวัติศาสตร์ จะมีมุมมองจากที่เราอ่านมาด้วย อาศัยเขียนมากๆ เอาจำนวนเล่มเข้าว่า คนอื่นเขาตอบข้อสอบ เขาทำเล่มเดียว แต่เราตอบ 3 เล่ม

ในฐานะที่เป็นนักอ่านตัวยง และทำงานเกี่ยวข้องกับหนังสือ มีข้อแนะนำสำหรับนักอ่านรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง

อย่าเชื่อในสิ่งที่อ่านทันที ลองดูว่าคนอื่นเขาพูดเรื่องนี้อย่างไร ลองหาอ่านอีกสักเล่มไหม หรือเทียบสัก 2-3 เล่มมาดูว่าเขาคิดอย่างไรบ้าง จึงค่อยสรุป

ทราบว่าเป็นผู้ที่ชอบอ่าน Free Copy

ใช่ค่ะ เพราะเขาจะสรุปสถานการณ์ต่างๆ มาให้พร้อมสรรพจึงช่วยเราประหยัดเวลา และตามกระแสทันโลก เพราะสิ่งที่อ่านมักเกี่ยวกับเรื่องงาน แต่การอ่าน Free Copy มีวิธีการนำเสนอตามเทรนด์ต่างๆ และเน้นหนักไปทางความคิด ค่านิยมของเด็กๆ ณ ตอนนั้นว่าเขาคิดเรื่องอะไร ซึ่งเป็นบทบาทของบรรณารักษ์ยุคใหม่ที่ควรมี ส่วนนี้อย่าไปปฏิเสธ อาจจะมีเรื่องคอมเมอร์เซียลก็เป็นเรื่องปกติ แต่ก็มีเนื้อหาสาระ และเป็นเนื้อหาสาระที่ไม่ต้องซื้อหา เช่น M2F นะดีจะตาย มีเนื้อหาสาระครอบคลุมทุกเรื่อง หรือแม้กระทั่งหนังสือFree Copy ที่ดิฉันคิดว่าดีที่สุดเลยในปัจจุบัน ก็คือหนังสือ KIDs ของ TCDC เป็นนิสต์ที่พูดถึงเรื่องการออกแบบ แต่ที่สุดแล้วจะพูดถึงเรื่องแนวโน้มของศิลปวัฒนธรรม ทั้งนี้ยังไม่รวมหนังสือของหน่วยงานต่างๆที่ส่งเข้ามาเพื่อประชาสัมพันธ์หน่วยงานของตนเอง ซึ่งเราก็ต้องมานั่งศึกษาว่าเป็นอย่างไร ทำให้เห็นว่าภาคส่วนอื่นๆ เขาทำอะไรบ้าง เขามองอะไรบ้าง แล้วเรานำมาประมวลว่าเราควรจะมูฟไปทางด้านไหนบ้าง ควรจะร่วมมือกับใคร หรืองานนี้ควรที่จะไปจับมือกับใครไหม ซึ่งเราก็อย่าไปปฏิเสธว่างานนี้ต้องเป็นของภาครัฐ ของมูลนิธิ ภาคเอกชนดีๆ มีเยอะที่จะเรื่องแบบนี้ ที่สำคัญ Free Copy นำเสนอเนื้อหาสาระที่เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาเพราะขมวดจบภายใน 2 หน้า เราก็รู้หมดแล้ว

ณ วันนี้ ผอ. รู้สึกอย่างไรต่อการมีส่วนเปลี่ยนโฉมของห้องสมุดที่มีบรรณารักษ์คอยนั่งเฝ้าหนังสือ มาเป็นห้องสมุดอันทันสมัย

เป็นเรื่องของความเข้าใจ เรื่องของความเชื่อ และความคิดที่สั่งสมกันมา บรรณารักษ์ศาสตร์แต่ก่อนนี้เขาก็อยู่กับหนังสือ ได้รับการสั่งสอนว่าต้องเคารพหนังสือ แต่ความที่ดิฉันไม่ใช่บรรณารักษ์ จึงมองหนังสือในอีกมิติหนึ่ง คือมองในลักษณะของเครื่องมือในการที่จะเข้าถึงองค์ความรู้ และยังคิดต่อไปอีกว่า ถ้ามีหนังสือแล้วทำอย่างไรคนจึงจะหยิบมาอ่าน และใช้ประโยชน์จากหนังสือให้มากที่สุด ดังนั้น เราจึงผนวกหลายส่วนเข้ามาด้วยกัน เช่น ต้องผนวกเรื่องมาร์เก็ตติ้ง กิจกรรม และการประชาสัมพันธ์เข้าด้วยกัน เพื่อที่เมื่อคนหนึ่งอ่าน ทำอย่างไรจะให้อีก 10 คนอ่าน

ผอ. ทัศนัย จบการสนทนาด้วยการเชิญชวนให้ลองเข้าไปใช้บริการของอุทยานการเรียนรู้ หรือห้องสมุดมีชีวิต ซึ่งจัดว่ามีความพร้อมแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ไม่เพียงหนังสือนับแสนเล่ม หากแต่อุทยานการเรียนรู้แห่งนี้ ยังมีสื่อมัลติมีเดีย มีสมาร์ทโฟนให้สัมผัส จัดกิจกรรมอันสอดคล้องกับวิถีชีวิต การจัดอบรมเวิร์คช็อปต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนแต่คำนึงถึงสิ่งที่จะยังประโยชน์แก่ผู้ที่จะเข้าไปใช้บริการทั้งสิ้น