แบล็คเอลค์พูด

หนังสือคือแสงจันทร์

แบล็คเอลค์พูด

โดย จอห์น จี. ไนฮาร์ดต์

พจนา จันทรสันติ แปล

จงมีความกล้าหาญ มีเพียงโลกเท่านั้นที่ดำรงอยู่ชั่วกาลนาน

แบล็คเอลค์พูด

จิตวิญญาณอินเดียนแดง จากปากคำบุคคลศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่าซู

หนังสือ แบล็คเอลค์พูด ทำให้ฉันคำนึงคิดอยู่สองสามวันว่าจะเริ่มต้นเขียนอย่างไร ถ้อยคำใดจะงดงามและมีคุณค่าพอ...มอบเป็นพวงดอกไม้งามสำหรับคารวะมนุษย์ผู้ซึ่งให้เกียรติและเคารพรักโลก...อินเดียนแดง

และแล้วก็พบถ้อยคำเหมาะสม อยู่ในหนังสือนั่นเอง เป็นคำตรัสของราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษ เมื่อครั้งที่ แบล็ค เอลค์ ตัดสินใจเดินทางร่วมขบวนไปแสดงครั้งใหญ่เพื่อต้องการเรียนรู้ความลับของพวกวาซีชู (คนขาว) คำตรัสของราชินีวิคตอเรียมีว่า

"ฉันมีอายุยืนยาวมาจนถึงหกสิบเจ็ดชันษาแล้ว และได้เห็นผู้คนนานาเผ่าพันธุ์เกือบทั่วทั้งโลก แต่ในวันนี้ ฉันได้เห็นผู้คนซึ่งสง่างามที่สุดเท่าที่ได้เคยพานพบมา ซึ่งถ้าหากว่าเผอิญพวกท่านเป็นประชากรของฉันแล้วไซร้ ฉันก็คงไม่ยินยอมให้เขาพาท่านเที่ยวตระเวนไปแสดงเยี่ยงนี้"

คุณค่าสูงสุดของมนุษย์จะต้องเกี่ยวพันกับศักดิ์ศรี ซึ่งอินเดียนแดงมีอยู่เต็มเปี่ยม ศักดิ์ศรีในที่นี้แสดงออกให้เห็นด้วยการกระทำ บุคลิก และท่วงท่า ที่สำคัญคือการปฏิบัติ เกื้อกูลต่อทุกสิ่งรอบตัวเรา อย่างรู้ซึ้งในคุณค่าและให้เกียรติเสมอกัน เคารพท้องฟ้า ให้เกียรติสายฝน ลำธาร นก ผีเสื้อ ขุนเขา และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งช่วยให้เรามีชีวิต มีลมหายใจ ดำรงชีพอยู่บนโลกได้

แบล็คเอลค์พูด ฉันได้รับหนังสือเล่มนี้พร้อมลายเซ็นจากผู้แปล พจนา จันทรสันติ

เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 โดยสำนักพิมพ์สามัญชน จอห์น จี. ไนฮาร์ดต์ เป็นผู้บันทึก เขาได้รับการบอกเล่าจาก แบล็ค เอลค์ หนังสือแบล็คเอล์คพูด พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2533 โดย สำนักพิมพ์คบไฟ

หนังสือ แบล็คเอลค์พูด กับหนังสือ ฝังหัวใจข้าไว้ที่วูนเด็ดนี ทั้งสองเล่มนี้ ฉันหยิบขึ้นอ่านหลายครั้ง แต่ไม่สามารถอ่านต่อไปได้ โดยเฉพาะเล่ม ฝังหัวใจข้าไว้ที่วูนเด็ดนี เพราะทำให้หัวใจปวดร้าว ไม่สามารถทำใจแข็งให้อ่านได้ วันนี้อ่านแบล็คเอลค์พูด ฉบับพิมพ์ล่าสุด ก็ยังคงเศร้าใจและน้ำตาไหลเมื่อได้อ่าน บางครั้งมนุษย์ก็ช่างเข้าใจยากเหลือเกิน...

แบล็ค เอลค์ วางใจ เล่าเรื่องราวต่างๆ รวมทั้งภาพนิมิตอย่างหมดจดสมบูรณ์แก่ จอห์น จี. ฮาร์ด ซึ่งแบล็ค เอลค์ มีจุดมุ่งหมายหลักของท่านว่า 'ธำรงรักษานิมิต อันยิ่งใหญ่นี้ไว้เพื่อมวลมนุษย์' เขาเขียนไว้ที่หน้าคำนำว่า

"มีการตระเตรียมต่างๆอย่างขนานใหญ่ สำหรับการมาเยือนของเรา มีต้นสนเล็กๆจำนวนมากถูกขนมาจากที่ห่างไกล นำมาปักเรียงรายไว้รอบกระท่อมซุง และมีการกางกระโจมอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเขียนลวดลายอันบ่งหมายถึงสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณขึ้นสำหรับให้เป็นที่พักอาศัยของพวกเรา"

"ดวงอาทิตย์จะลับฟ้าเมื่อ แบล็ค เอลค์ กล่าวขึ้นว่า "มีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะต้องสอนท่าน สิ่งที่ข้ารู้ล้วนถูกมอบมาให้เพื่อประโยชน์แก่มวลมนุษย์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจริงและงดงาม ทว่าอีกไม่ช้าข้าก็จะลงไปอยู่ในผืนแผ่นดินใต้พงหญ้า และความรู้เหล่านี้จะสาบสูญไปพร้อมๆกัน ท่านถูกส่งมาเพื่อรักษาเอาไว้ และท่านจะต้องกลับมาที่นี่อีกเพื่อข้าจะได้สอนท่าน"

และมีคำพูดศักดิ์สิทธิ์ของ แบล็ค เอลค์ โปรยไว้บนหน้าหนังสือด้วยว่า

"ความดีงามของหนังสือเล่มนี้ ขอมอบคืนแด่ดวงวิญญาณอันยิ่งใหญ่ทั้งหก และวีรบุรุษยิ่งใหญ่ในเผ่าของข้า"

ฉันชอบถ้อยคำเหล่านี้ คำพูดที่แสดงถึงความเคารพ แสดงออกถึงความอ่อนน้อม และมีอยู่แทบจะทุกหน้ากระดาษของหนังสือ คำพูดความคิดย่อมเป็นหนึ่งเดียวกับหัวใจ จึงได้งดงามและมีความหมายลึกซึ้ง ทำให้หัวใจคนอ่านเต็มตื้น เรื่องเล่าว่า

"พวกเราต่างก็เป็นเพียงต้นหญ้าบนเนินเขา...

'มีเพียงเรื่องราวชีวิตทั้งมวลเท่านั้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และมีค่าควรแก่การเล่าขาน คือเรื่องราวของมวลมนุษย์ สัตว์สองเท้า ซึ่งมีชีวิตร่วมอยู่กับบรรดาสัตว์สี่เท้าและสัตว์ปีกในนภากาศและบรรดาพืชพรรณทั้งมวล ด้วยชีวิตเหล่านี้ต่างก็เปนบุตรหลานของมารดาผู้เดียวกันทั้งสิ้น และบิดาของเขาคือดวงวิญญาณอันยิ่งใหญ่หนึ่งเดียว'

'แม้ฤดูกาลก็หมุนเวียนแปรเปลี่ยนและย้อนกลับคืนมาเป็นวงกลม ชีวิตของคนก็หมุนเวียนเป็นวัฏจักรตั้งแต่เป็นเด็กจนกระทั่งย้อนกลับคืนสู่วัยเด็กอีกครั้ง และพลังซึ่งดรงอยู่ในสรรพสิ่งย่อมเคลื่อนคล้อยไปด้วยอาการดังนี้ กระโจมของเราก็เป็นทรงกลมเหมือนดังรังนก และจะต้องตั้งเรียงรายเป็นวงกลมเสมอ เป็นวงกลมของประชาชาติ เป็นรังนกใหญ่ ซึ่งบรรจุรังนกย่อยๆอยู่มากมาย เป็นสถานที่ซึ่งดวงวิญญาณอันยิ่งใหญ่หมายใจให้เราใช้เป็นที่บ่มเพาะก่อกำเนิดลูกหลาน'

'จากความเข้าใจนี้เองที่พลังอำนาจจะอุบัติขึ้นมา ด้วยพลังอำนาจของพิธีกรรมต่างๆนั้นย่อมดำรงอยู่ในความเข้าใจถึงความหมายของมัน ด้วยไม่มีสิ่งใดอาจมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขสมบูรณ์ได้ นอกจากดำรงอยู่อย่างสอดคล้องกลมกลืนกับวิถีความแปรเปลี่ยนเคลื่อนคล้อยของพลังอันศักดิ์สิทธิ์ในโลก'

วิถีอันสง่าแห่งอินเดียน เปิดดวงตาไขหัวใจให้พบเห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ประการสำคัญที่สุด คือความรักลึกซึ้งต่อธรรมชาติ ความเข้าใจโลก...ถ้อยคำสื่อสารจากสัตว์ ต้นไม้ และสายฝน ก้อนเมฆ ดวงดาว ฯลฯ คล้ายเป็นสิ่งเหลือเชื่อ แต่ทั้งหมดนั้นฉันเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง การตั้งกระโจมเป็นวงกลม กระโจมรูปสามเหลี่ยมแนวตั้ง ทำให้ฉันนึกถึงปิระมิดที่เก็บพระศพกษัตริย์ ก็มีรูปทรงสามเหลี่ยม การนั่งสวดมนต์หรือภาวนาสมาธิก็เป็นท่านั่งในรูปสามเหลี่ยม และเชื่อกันว่าจะเกิดผลสมาธิมากกว่าการทำกิริยาในแบบอื่นๆ พลังความอัศจรรย์จึงเกิดขึ้นได้จากรูปทรงสามเหลี่ยม 'ภายใน' จะเชื่อมสัมพันธ์กับ 'ภายนอก' ได้ดีหากอยู่ในรูปทรงสามเหลี่ยม"

ถ้านึกย้อนกลับสักเพียงนิดก็จะเข้าใจว่า นับวันตั้งแต่ก้าวแรกที่มนุษย์เดินถอยห่างออกจากธรรมชาติ เลือกสร้างทางเดินคอนกรีต อาศัยอยู่ในบ้านทรงสี่เหลี่ยม สร้างเมืองรูปทรงแข็งกระด้าง ดูเหมือนว่าสายสัมพันธ์ที่เชื่อมร้อยมนุษย์กับธรรมชาติ เส้นแห่งการเชื่อมโยงนั้นค่อยๆเจ็บป่วยและขาดสิ้น ทุกวันนี้มนุษย์จึงแล้งน้ำใจ ไม่เข้าใจธรรมชาติ และไม่เห็นคุณค่าอันศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ

ธรรมชาติ---ย่อมมีเปลี่ยนแปลง เมื่อมีความสงบสุขก็ย่อมมี 'กาลแห่งความทุกข์' และอาจโศกอาดูรแทบจะนึกไม่ถึง เมื่ออายุ 9 ขวบ แบล็ค เอลค์ ป่วยปางตาย นอนนิ่งอยู่กับที่เป็นเวลา 12 วัน ในเวลาที่ดูเหมือนป่วยนั้น เขาเข้าสู่โลกแห่งภาพนิมิตอันศักดิ์สิทธิ์ นิมิตที่เขาเห็น แบล็ค เอลค์ เล่าไว้อย่างละเอียดในหนังสือเล่มนี้ ภาพนิมิตทำให้เด็กเก้าขวบหวาดกลัวไม่ได้เล่าให้ผู้ใดฟังแม้แต่พ่อแม่

โลกย่อมหมุนไป แบล็ค เอลค์ ยังได้ยินเสียงในธรรมชาติและเกิดนิมิตหลายครั้ง นิมิตที่ทำให้เกิดประโยชน์และช่วยเหลือ กระทั่งพวกวาซีชูหรือคนขาว ผู้มากด้วยความละโมบเข้ามาแย่งชิงผืนดิน ขุดทอง ฆ่าทำลายสัตว์จนไม่เหลือ และที่สุดก็บีบบังคับให้ชนผู้งามสง่าใช้ชีวิตอยู่เฉพาะในเขตแดนที่ขีดกั้นไว้ แบล็ค เอลค์ ยังจำได้ไม่ลบเลือนถึงสงครามที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ เขาเล่าว่า

"เวลานั้นเพิ่งจะรุ่งสาง มีพายุหิมะอย่างหนักและอากาศก็หนาวเย็นจัด ขณะที่ผู้คนนอนหลับอยู่นั้น ทันใดนั้นมีเสียงปืนดังรัวขึ้น และมีเสียงม้าควบตะลุยเข้ามาในหมู่บ้าน นั่นเป็นกองทหารม้าของวาซีชู ซึ่งพากันกู่ร้องควบม้าบุกตะลุย และยิงปืนเข้าใส่กระโจมเหล่านั้น ผู้คนเกือบทั้งหมดพากันพรวดพราดวิ่งหนีออกจากกระโจม เพราะยังไม่ทันตื่นดีและตกใจมากด้วย พวกทหาร ต่างลงมือเข่นฆ่าผู้หญิง เด็ก และผู้ชายมากเท่าที่จะทำได้"

"ไม่ว่าเราจะไป ณ ที่ใด พวกทหารก็จะตามมาฆ่าเรา ผืนแผ่นดินแห่งนี้เป็นของเราโดยชอบธรรม ตั้งแต่วาซีชูเซ็นสัญญากับเรด คลาวด์ ในสนธิสัญญานั้นระบุว่าดินแดนแบล็ค ฮิลล์ จะเป็นของเรานานตราบเท่าที่หญ้ายังงอกงามและสายน้ำยังคงไหลริน การเซ็นสัญญานี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อแปดฤดูหนาวที่ผ่านมา ทว่าบัดนี้พวกทหารวาซีชูกลับมาไล่ล่าเราเพราะว่าเรายังจำสัญญาฉบับนั้นได้ แต่วาซีชูได้หลงลืมไปแล้ว"

"วันที่เกิดเรื่องขึ้นนั้น เป็นวันในฤดูหนาวอันสดใส ดวงอาทิตย์ฉายแสงอบอุ่นสว่างไสว แต่หลังจากที่พวกทหารถอนกำลังกลับจากภารกิจอันต่ำช้าสามานย์นั้นแล้ว หิมะก็เริ่มตกลงมาอย่างหนัก มีลมพายุพัดกระหน่ำมาในตอนกลางคืน เป็นพายุหิมะอันคลุ้มคลั่ง แล้วอากาศก็กลับหนาวเย็นจัด มีหิมะกองสุมอยู่ท่วมท้นในร่องน้ำอันคดเคี้ยวนั้น ซึ่งได้กลายเป็นหลุมฝังศพยาวเหยียดอันกลบฝังร่างของผู้หญิง เด็กและทารกไว้ภายใต้ ล้วนแต่เป็นผู้บริสุทธิ์ซึ่งมิได้กระทำผิดสิ่งใด นอกจากพยายามที่จะวิ่งหนีเอาตัวรอดเท่านั้น"

จากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่วูนเด็ดนี ทำให้เรียกชัยชนะครั้งนี้ของวาซีชูได้ว่า 'ความพ่ายแพ้ที่น่าละอาย'

ถูกต้องแล้วหรือที่แย่งชิง และฆ่าทำลายล้างผู้ที่ไม่มีทางชนะ ผู้คนซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับผืนดินและท้องฟ้า ฉันอยากเขียนถึงภาพนิมิตที่ แบล็ค เอลค์ เล่า และได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้

อยากให้ได้เห็นถึงความเคารพศรัทธา ใจที่อ่อนน้อม เชื่อมั่นเคารพจิตวิญญาณยิ่งใหญ่ที่มีอยู่ทั่วผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ ในแสงแดด แสงดาว สายลมพลิ้ว เสียงนกร้อง ใบไม้ผลิใบและดอกไม้บาน...

ภาพนิมิตอันจะทำให้เกิดความตระหนักลึกซึ้งในความหมายของคำว่า โลกและจิตวิญญาณยิ่งใหญ่ ความหมายของคำว่าเมตตา

ฉันจึงนำเรื่องราวในภาพนิมิต และพิธีกรรมอันงดงาม มาเขียนถึงหนังสืออันมีคุณค่าชื่อ แบล็คเอลค์พูด ด้วยความเคารพ พร้อมกับขอบคุณสิ่งที่มองไม่เห็นและมีอยู่ ขอบคุณ พจนา จันทรสันติ ที่ได้แปลหนังสือเล่มนี้ให้อ่านได้อย่างงดงามลึกซึ้ง

"ข้าบรรจุกล้องยาเส้นศักดิ์สิทธิ์นี้ด้วยเปลือกของต้นหลิวแดง แต่ก่อนที่เราจะสูบกล้องพร้อมกัน ท่านจะต้องเข้าใจเสียก่อนว่า กล้องนี้ทำขึ้นมาอย่างไรและมีความหมายถึงสิ่งใด ริ้วผ้าสี่สีซึ่งห้อยระอยู่ตรงด้านนี้คือทิศทั้งสี่ในจักรวาล ริ้วสีดำคือทิศตะวันตกที่ซึ่งสายฟ้าพำนักอยู่และส่งสายฝนมาให้เรา ริ้วสีขาวแทนทิศเหนือซึ่งส่งกระแสลมหนาวสีขาวมาชำระล้างโลก และริ้วสีแดงแทนทิศตะวันออกซึ่งฉายฉานแสงสว่าง และเป็นทิศซึ่งดาวประกายพรึกดำรงอยู่เพื่อมอบปรีชาญาณให้แก่มนุษย์ ริ้วสีเหลืองแทนทิศใต้อันเป็นต้นกำเนิดของฤดูร้อนและพลังอำนาจแห่งความเติบโตงอกงาม"

หลังจากเล่าเรื่องราวทั้งหมด ในบทส่งท้าย ความโศกเศร้ายังคงอยู่ในรวงรังความทุกข์ แบล็ค เอลค์ ในวัยชรา ท่านได้เดินทางไปยังยอดเขาฮาร์นี และแต่งกายทาหน้าประดุจดังที่เห็นในนิมิตยิ่งใหญ่ แล้วหันหน้าสู่ทิศตะวันตกซึ่งเป็นทิศที่มอบพลังแก่ตัวท่าน ในช่วงฤดูแล้งและท้องฟ้ากระจ่างนั้น หลังจาก แบล็ค เอลค์ เปล่งกระแสเสียงเพื่อกล่าวบูชาดวงวิญญาณแห่งบรรพชน...มีเมฆบางๆมารวมตัวกันอยู่รอบๆ แล้วสายฝนอันเยือกเย็นก็โปรยลงมา

โลกยังก่นเศร้า ผู้คนมากมายยังมิรู้เห็น ฉันขอจบข้อเขียนด้วยกล่าวศักดิ์สิทธิ์ของ แบล็ค เอลค์ ด้วยความปรารถนาว่าความอ่อนโยนจะยังทอแสงนวลอยู่ในหัวใจมนุษย์...

"และมีเสียงฟ้าคำรามดังเบาๆด้วย แต่ไม่มีสายฟ้าแลบ หยาดน้ำตาของท่านผู้เฒ่าไหลนองหน้า ท่านเปล่งกระแสเสียงจนกลายเป็นเสียงครวญครางแหลมสูงและขับร้องขึ้น...ข้าส่งกระแสเสียงอันอ่อนล้าขึ้นด้วยดวงใจทุกข์โศก โอ พลังอำนาจทั้งหกของโลก โปรดสดับฟังความทุกข์โศกของข้านี้ เพราะข้าอาจจะเรียกหาท่านอีก โอ โปรดบันดาลให้ประชาชนของข้ามีชีวิตอยู่สืบไป"